โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

#สมรสเท่าเทียม : เปิดกฎหมายแพ่งแก้ไขใหม่ บุคคล-บุคคล สมรสได้ ไม่จำกัดแค่ชาย-หญิง

iLaw

อัพเดต 24 ก.ย 2567 เวลา 12.32 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2567 เวลา 12.32 น. • iLaw

วันที่ 24 กันยายน 2567 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ฉบับที่ 24) พ.ศ. 2567 หรือกฎหมาย #สมรสเท่าเทียม ซึ่งมีเนื้อหารับรองการสมรสระหว่างบุคคล โดยไม่จำกัดเฉพาะชาย-หญิง อีกต่อไป โดยกฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้น 120 นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา หมายความว่า หากมีผู้ประสงค์จะไปจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายใหม่ จะยังไม่สามารถทำได้ทันทีระหว่างที่กฎหมายเพิ่งประกาศใช้ ต้องรอให้พ้น 120 วัน หรือตั้งแต่วันที่ 22 มกราคม 2568 เป็นต้นไป จึงจะสามารถไปจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายแพ่งใหม่ที่รับรองสิทธิสมรสเท่าเทียม

นอกจากการแก้ไขใจความหลักของการสมรสจากชาย-หญิง เป็น บุคคล เปลี่ยนถ้อยคำที่บ่งชี้เพศอย่างคำว่า สามี-ภริยา เป็น คู่สมรส ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ฉบับแก้ไขใหม่เพื่อรับรองสิทธิสมรสเท่าเทียม ยังแก้ไขอายุขั้นต่ำสำหรับการหมั้นและการสมรส จาก 17 ปีบริบูรณ์ เป็น 18 ปีบริบูรณ์ และกำหนดรับรองสิทธิของคู่สมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายใหม่ มีสิทธิตามกฎหมายอื่นๆ ที่รับรองสิทธิของสามี-ภริยา ตามกฎหมายแพ่งเดิม

บุคคลสองฝ่ายหมั้น-สมรสได้ ปรับอายุขั้นต่ำการหมั้น-สมรส จาก 17 ปีเป็น 18 ปี

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เดิม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แก้ไขใหม่ #สมรสเท่าเทียม การหมั้น-การสมรส ชาย-หญิง บุคคล-บุคคล อายุขั้นต่ำที่สามารถทำการหมั้น-การสมรสได้ (กรณีหมั้น/สมรสขณะอายุต่ำกว่า 20 ปี ต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา) 17 ปี 18 ปี สมรสกับคนต่างชาติโดยใช้กฎหมายไทย ทำได้เฉพาะคู่สมรส ชาย-หญิง ทำได้ การรับบุตรบุญธรรมร่วมกัน / / สิทธิในการรับมรดกคู่สมรสในฐานะทายาทโดยธรรม / / สิทธิในการใช้นามสกุลคู่สมรส / / การให้ความยินยอมในการรักษาพยาบาลกรณีคู่สมรสอยู่ในสภาวะให้ความยินยอมไม่ได้ / / สิทธิประโยชน์ในทางภาษี เช่น การลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา / /

เดิมใน ป.พ.พ. กำหนดให้การหมั้น (มาตรา 1435) รวมถึงการสมรส (มาตรา 1448) ทำได้ระหว่างชายและหญิง ที่มีอายุ 17 ปีบริบูรณ์ โดยผู้เยาว์ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ กล่าวคือ อายุไม่ถึง 20 ปีบริบูรณ์ และยังไม่เคยจดทะเบียนสมรสมาก่อน หากประสงค์จะทำการหมั้นหรือการสมรส จะต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดาหรือผู้รับบุตรบุญธรรรมก่อน (มาตรา 1436) อย่างไรก็ดี ในกฎหมายสมรสเท่าเทียม นอกจากจะแก้ไขเรื่องสำคัญ คือ จากการหมั้นหรือการสมรสที่ทำได้เฉพาะ “ชาย-หญิง” เป็น “บุคคลสองฝ่าย” แล้ว ยังปรับอายุขั้นต่ำในการหมั้นและการสมรสจาก 17 ปีเป็น 18 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ หากมีเหตุอันสมควร ศาลก็สามารถอนุญาตให้บุคคลสมรสก่อนอายุ 18 ปีได้ เช่น มีฝ่ายหนึ่งที่ตั้งครรภ์ก่อนอายุ 18 ปีและประสงค์จะทำการสมรสกับอีกฝ่าย

โดยการแก้ไขอายุขั้นต่ำในการหมั้นและการสมรส มีเหตุผลเบื้องหลัง คือ ให้เกณฑ์อายุให้สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่กำหนดให้ “เด็ก” คือบุคคลที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี การที่ป.พ.พ. เดิมกำหนดให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปีจดทะเบียนสมรสได้ อีกนัยหนึ่งก็เป็นเหมือนการให้เด็ก (ตามความหมายของอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก) สามารถสมรสได้

สำหรับข้อห้ามเกี่ยวกับการสมรส ยังคงไว้ตามเดิม คือ

  • บุคคลวิกลจริตหรือบุคคลที่ศาลสั่งเป็นคนไร้ความสามารถ ไม่สามารถสมรสได้ (มาตรา 1449)

  • ห้ามสมรสกับญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมา พี่น้องร่วมบิดามารดา หรือร่วมแต่บิดาหรือมารดา ความเป็นญาตินี้คำนึงตามสายโลหิต ไม่คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ (มาตรา 1450)

  • ห้ามผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม (มาตรา 1451) หากผู้รับบุตรบุญธรรมสมรสกับบุตรบุญธรรม การรับบุตรบุญธรรมย่อมเป็นอันยกเลิกไป (มาตรา 1498/32)

  • ห้ามบุคคลสมรสขณะที่มีคู่สมรสอยู่แล้ว (ห้ามสมรสซ้อน) (มาตรา 1452)

นอกจากข้อห้ามข้างต้นแล้ว กฎหมายยังกำหนดให้การสมรสจะต้องทำโดยที่บุคคลสองคน “ยินยอม” เป็นคู่สมรสกันด้วย และต้องแสดงความยินยอมโดยเปิดเผยต่อนายทะเบียน (มาตรา 1458) โดยการสมรสกับบุคคลวิกลจริตหรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ ตามมาตรา 1449 การสมรสกับญาติ ตามมาตรา 1450 การสมรสซ้อน ตามมาตรา 1452 และการสมรส ตามมาตรา 1458 เป็นโมฆะ (มาตรา 1495) คู่สมรสเอง บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรส สามารถร้องขอต่อศาลเพื่อให้พิพากษาว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะได้ (มาตรา 1496 วรรคสอง)

ดังนั้น หากคู่สมรสไม่ได้ยินยอมอยู่ร่วมกัน หรือแอบแฝงจดทะเบียนเพื่อเอาสิทธิประโยชน์หรือสวัสดิการของรัฐ ก็จะส่งผลให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะ ผลของการสมรสที่เป็นโมฆะ คือ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสนั้น ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสก็ยังเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง เว้นแต่ศาลจะพิจารณาจากปัจจัยอื่นประกอบ เช่น ฐานะ ภาระในการเลี้ยงชีพ

คนไทยสมรสกับชาวต่างชาติตามกฎหมายไทยได้

ก่อนที่จะมีการแก้ไข ป.พ.พ. เพื่อรับรองสมรสเท่าเทียม ผู้มีความหลากหลายทางเพศที่มีคู่รักเป็นชาวต่างชาติหลายกรณีที่ไม่สามารถจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยได้ แม้ ป.พ.พ. เดิมจะรับรองการสมรสกับคนต่างชาติ (มาตรา 1459) แต่ก็ยังอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าการสมรสจะต้องทำระหว่าง “ชาย-หญิง” เท่านั้น ทำให้ต้องไปจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายต่างประเทศในประเทศที่รับรองสมรสเท่าเทียมหรือมีกฎหมายคู่ชีวิต เมื่อป.พ.พ. แก้ไขใหม่บังคับใช้ บุคคลที่ประสงค์จะจดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติสามารถจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายไทยได้ โดยการสมรสกับชาวต่างชาติสามารถทำได้ที่ภายในประเทศไทย คือ จดทะเบียนสมรสที่ที่ว่าการอำเภอหรือสำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร หรือทำในต่างประเทศ ณ สถานทูตไทยหรือสถานกงสุลใหญ่ไทยในต่างประเทศ

แบ่งสินส่วนตัว-สินสมรส จัดการสินสมรสต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย

สำหรับประเด็นการจัดการทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส ยังคงหลักการตาม ป.พ.พ. เดิมไว้ โดยหลักการคือ ถ้าคู่สมรสไม่ได้ทำสัญญาเรื่องทรัพย์สินไว้ก่อนสมรส การจัดการทรัพย์สินจะใช้หลักการตามกฎหมาย โดนแบ่งแยกทรัพย์สินออกเป็นสองประเภท คือ

  • สินส่วนตัว เป็นทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส เครื่องใช้สอยส่วนตัว เครื่องประกอบอาชีพ ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างการสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยการให้โดยเสน่หา และของหมั้น

2) สินสมรส คือทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาระหว่างสมรส หรือทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้มาระหว่างสมรสโดยพินัยกรรมหรือโดยการให้เป็นหนังสือ ซึ่งระบุว่ายกให้เป็นสินสมรส และดอกผลของสินส่วนตัว

ถ้าเป็นสินส่วนตัว คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถจัดการทรัพย์สินของตัวเองได้ตามปกติ แต่สินสมรสเป็นเจ้าของร่วมกันและต้องจัดการทรัพย์สินร่วมกัน การขายหรือจัดการสินสมรสต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่าย

รับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ คู่สมรสฝ่ายหนึ่งตาย อีกฝ่ายมีสิทธิได้รับมรดก

ป.พ.พ. เดิม กำหนดหลักการรับบุตรบุญธรรมว่า ฝั่งผู้รับบุตรบุญธรรม ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี ถึงจะรับบุตรบุญธรรมได้ และต้องมีอายุแก่กว่าบุตรบุญธรรมอย่างน้อย 15 ปี (มาตรา 1598/19) หากผู้รับบุตรบุญธรรมหรือผู้ที่จะเป็นบุตรบุญธรรมมีคู่สมรสอยู่แล้ว ต้องได้รับความยินยอมจากจากคู่สมรสก่อน (มาตรา 1598/25) ในกรณีที่ฝั่งบุตรบุญธรรมเป็นผู้เยาว์ จะเป็นบุตรบุญธรรมของบุคคลอื่นอีกไม่ได้ เว้นแต่คู่สมรสของผู้รับบุตรบุญธรรม อีกนัยคือ คู่สมรสสามารถรับผู้เยาว์เป็นบุตรบุญธรรมร่วมกันได้ (มาตรา 1598/26 วรรคแรก) ซึ่งในป.พ.พ. แก้ไขใหม่ไม่ได้แก้ไขเปลี่ยนแปลงหลักการนี้ เท่ากับว่าคู่สมรสไม่ว่าเพศใด ก็สามารถรับบุตรบุญธรรมร่วมกันได้

นอกจากนี้ สถานะความเป็น “คู่สมรส” ยังส่งผลต่อเรื่องสิทธิในการรับมรดกของคู่สมรสอีกฝ่ายที่เสียชีวิตด้วย ป.พ.พ. กำหนดให้คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นทายาทมีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย กฎหมายสมรสเท่าเทียม ไม่ได้แก้ไขเรื่องนี้ เท่ากับว่าคู่สมรสไม่ว่าเพศใดก็มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายได้ ยกเว้นแต่ผู้ตายจะทำพินัยกรรมเป็นอย่างอื่น

ฟ้องหย่าได้หากเลี้ยงดูผู้อื่นฉันชู้ ฟ้องค่าทดแทนจากชู้ได้ไม่จำกัดเงื่อนไขเรื่องเพศ

ตามป.พ.พ. เดิมกำหนดให้การสิ้นสุดการสมรสหรือที่เรียกสั้นๆ ว่า การหย่า สามารถเกิดได้จากความสมัครใจของคู่สมรสเองหรือเกิดจากคำพิพากษา ซึ่งการฟ้องหย่าต้องมีเหตุที่สามารถฟ้องหย่าได้ด้วย เช่น สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ซึ่งหากศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุว่าอีกฝ่ายเลี้ยงดูผู้อื่นฉันสามีภริยา หรือมีชู้ ในป.พ.พ. มาตรา 1523 เดิม กำหนดให้ภริยาหรือสามี มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจาก (1) สามีหรือภริยา (2) หญิงอื่นหรือชู้ นอกจากนี้ สามีจะเรียกค่าทดแทนจากผู้ซึ่งล่วงเกินภริยาไปในทำนองชู้สาวก็ได้ และภริยาจะเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นที่แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับสามีในทำนองชู้สาวก็ได้

อย่างไรก็ดี ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 13/2567 ว่าบทบัญญัติดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ เนื่องจากบัญญัติสิทธิในการเรียกค่าทดแทนของสามีและภริยาไว้ต่างกัน ฝั่งสามีสามารถเรียกค่าทดแทนจาก “ผู้ซึ่ง” ล่วงเกินภริยา ซึ่งถ้อยคำดังกล่าวไม่ได้จำกัดว่าเป็นเพศใด ขณะที่ฝั่งภริยา มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจาก “หญิง ที่เข้ามามีสัมพันธ์กับสามีเท่านั้น ทำให้ไม่สามารถเรียกค่าทดแทนจากบุคคลที่เป็นเพศชายหรือบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศที่เข้ามามีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับสามี บทบัญญัติดังกล่าวเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมด้วยความแตกต่างในเรื่องเพศ ขัดต่อหลักความเสมอภาค ขัดรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 27 โดยศาลรัฐธรรมนูญกำหนดผลให้คำวินิจฉัยมีผลเมื่อพ้น 360 วัน นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย

ประจวบเหมาะกัน ในป.พ.พ. แก้ไขใหม่ ได้แก้ไขถ้อยคำที่ระบุเพศเจาะจงในส่วนของเหตุหย่าและการฟ้องชู้ได้โดยไม่มีเงื่อนไขเรื่องเพศของฝั่งผู้ที่มามีความสัมพันธ์กับคู่สมรสอีกต่อไป โดยส่วนของเหตุหย่า มาตรา 1516 (1) หากคู่สมรสฝ่ายหนึ่งอุปการะเลี้ยงดู “ผู้อื่น” ฉันคู่สมรส เป็นชู้หรือมีชู้ ร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ คู่สมรสอีกฝ่ายฟ้องหย่าได้ หากศาลพิพากษาให้หย่า คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่า (มาตรา 1523) โดยสรุปคือ ในกฎหมายสมรสเท่าเทียม แก้ไขคำจาก “ผู้ซึ่งล่วงเกินสามี/ภริยา” เป็นผู้ซึ่งล่วงเกิน “คู่สมรส” และไม่มีเงื่อนไขด้านพฤติการณ์ที่ต่างกันระหว่างฝ่ายสามี-ภริยา เพื่อให้ครอบคลุมทุกเพศตามหลักการของกฎหมายสมรสเท่าเทียม

สมรสเท่าเทียม คู่สมรสมีสิทธิ-ได้รับประโยชน์ตามกฎหมายอื่นๆ

นอกจากสิทธิ หน้าที่ และความสัมพันธ์ตามที่ ป.พ.พ. กำหนด เช่น สิทธิในการรับมรดก สถานะความเป็น “คู่สมรส” ยังเชื่อมโยงกับสิทธิหน้าที่รวมไปถึงประโยชน์อื่นๆ ที่คู่สมรสจะได้รับตามกฎหมาย เดิมในกฎหมายหลายฉบับกำหนดรับรองสิทธิ หน้าที่ หรือให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เป็น “สามี-ภริยา” เมื่อมีการแก้ไข ป.พ.พ. เปลี่ยนถ้อยคำจากสามี-ภริยา เป็น “คู่สมรส” ก็มีประเด็นว่าการรับรองสิทธิของคู่สมรสที่ไม่ใช่คู่ชาย-หญิงตามระบบกฎหมายเดิมจะเป็นอย่างไร

ในป.พ.พ. แก้ไขใหม่ ได้กำหนดแก้ไขปัญหาตรงนี้ไว้ด้วยการระบุว่า บรรดากฎหมายอื่นๆ ที่อ้างถึงสามี-ภริยา ให้ถือว่าอ้างถึงคู่สมรสตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมนี้ด้วย แต่ก็มีข้อยกเว้นว่า ไม่รวมถึงกรณีที่กฎหมายเหล่านั้นกำหนดสิทธิ หน้าที่ สถานะทางกฎหมาย หรือเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสามี-ภริยา ไว้แตกต่างกัน

ดังนั้น หากคู่สมรสใดที่ไปจดทะเบียนสมรสเมื่อป.พ.พ. แก้ไขใหม่ที่รับรองสมรสเท่าเทียมมีผลใช้บังคับแล้ว ก็จะมีสิทธิ หน้าที่ หรือได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอื่นๆ ที่บัญญัติถึงสิทธิของ “คู่สมรส” หรือ “สามี-ภริยา” ไว้

ตัวอย่างเช่น

  • สิทธิในการใช้นามสกุลของคู่สมรส : พระราชบัญญัติชื่อบุคคล พ.ศ. 2505 มาตรา 15 กำหนดให้คู่สมรสมีสิทธิใช้นามสกุลของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ หรือจะใช้นามสกุลเดิมของตัวเองได้ นอกจากนี้ คู่สมรสอาจใช้นามสกุลของคู่สมรสอีกฝ่ายเป็นชื่อกลางได้ถ้าหากได้รับความยินยอม (มาตรา 6 วรรคท้าย)

  • สิทธิในการให้ความยินยอมรักษาพยาบาล : พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 8 กำหนดหลักการให้ความยินยอมในการรักษาพยาบาล กรณีที่ผู้ป่วยไม่อยู่ในสภาวะที่จะรับทราบข้อมูลสุขภาพเพื่อตัดสินใจรักษาพยาบาล จะต้องแจ้งให้ทายาทโดยธรรมตาม ป.พ.พ. ก่อน ซึ่งคู่สมรสก็เป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายด้วย (มาตรา 1629 วรรคสอง) นอกจากนี้ในพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 มาตรา 21 วรรคสาม กำหนดว่ากรณีที่ผู้ป่วยขาดความสามารถในการตัดสินใจให้ความยินยอมบำบัดรักษา คู่สมรส บุพการี ผู้สืบสันดาน ฯลฯ สามารถให้ความยินยอมเป็นหนังสือแทนผู้ป่วยได้

  • สิทธิในการบรรจุเป็นข้าราชการกรณีคู่สมรสเสียชีวิตจากการรบหรือการปฏิบัติหน้าที่ : พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการทหาร พ.ศ. 2521 มาตรา 10/1 กำหนดให้บุตร หรือคู่สมรสที่ไม่ได้สมรสใหม่ หรือบิดามารดาของข้าราชการทหารที่เสียชีวิตเนื่องจากการรบหรือการปฏิบัติหน้าที่ อาจะได้รับสิทธิในการบรรจุหรือแต่งตั้งเป็นข้าราชการทหาร พนักงาน หรือลูกจ้างในหน่วยงานของกระทรวงกลาโหม

  • สิทธิประโยชน์ตามกฎหมายประกันสังคม

  • ค่าทดแทนกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต พระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ .2533 มาตรา 73 กำหนดให้ต้องจ่ายเงินค่าทำศพ เงินสงเคราะห์ ให้แก่สามีภริยา บิดามารดา หรือบุตรของผู้ประกันตน

  • ประโยชน์ทดแทนกรณีตนเองหรือภริยาคลอดบุตร (มาตรา 65) เช่น ค่าตรวจและรับฝากครรภ์ ค่าบำบัดทางการแพทย์ ฯลฯ (มาตรา 66)

  • เงินสงเคราะห์บุตรกรณีผู้ประกันตนเสียชีวิต มาตรา 75 จัตวา กำหนดให้จ่ายต่อสามีภริยาที่เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตร

  • บำนาญชราภาพ กรณีผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบมาไม่น้อยกว่า 180 เดือน จะมีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพหลังอายุครบ 55 ปี หรือหลังสถานะความเป็นผู้ประกันตนสิ้นสุด แต่ถ้าจ่ายไม่ครบ 180 เดือน จะได้รับเป็นบำเหน็จชราภาพแทน (มาตรา 77 ทวิ) กรณีที่ผู้ประกันตนตายภายใน 60 เดือนนับแต่เดือนที่มีสิทธิได้รับบำนาญชราภาพ บุตร สามี-ภริยา บิดามารดา จะมีสิทธิได้รับเงินบำเหน็จชราภาพ

  • สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี

  • เงินที่ได้รับโดยเสน่หาจากคู่สมรส เฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 20 ล้านบาทตลอดปีภาษี ไม่ต้องคำนวณรวมเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (มาตรา 42 (27) ประมวลรัษฎากร)

  • ลดหย่อนภาษีคู่สมรส 60,000 บาท (มาตรา 47 (1)(ข) ประมวลรัษฎากร)

  • ยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีมรดกที่คู่สมรสได้รับจากเจ้ามรดก : พระราชบัญญัติภาษีการรับมรดก พ.ศ. 2558 มาตรา 3 (2) กำหนดให้กฎหมายนี้ไม่ใช้บังคับแก่กรณีมรดกที่คู่สมรสของเจ้ามรดกได้รับจากเจ้ามรดก เท่ากับว่าหากเป็นมรดกที่ได้รับมาจากคู่สมรสที่เสียชีวิตไป ก็ไม่ต้องเสียภาษีมรดก

อย่างไรก็ดี กรณีที่กฎหมายอื่นกำหนดสิทธิ หน้าที่ สถานะทางกฎหมาย หรือเรื่องอื่นใดที่เกี่ยวข้องกับสามี-ภริยา ไว้แตกต่างกัน คู่สมรสที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมายสมรสเท่าเทียมอาจไม่ได้สิทธินั้นในทันที โดยในกฎหมายสมรสเท่าเทียมกำหนดให้ หน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบการประเมินผลสัมฤทธิ์ตามกฎหมายแต่ละฉบับนั้น ดำเนินการทบทวนกฎหมายในความรับผิดชอบที่กำหนดเรื่องสิทธิ หน้าที่ สถานะทางกฎหมายของสามี-ภริยา และเสนอผลการทบทวน หากเห็นว่าสมควรแก้ไขเพิ่มเติมก็ต้องเสนอร่างกฎหมายต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับแต่วันที่ป.พ.พ. แก้ไขใหม่บังคับใช้ เพื่อแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...