โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สถาปัตย์ไทยศิลปากร : 70 ปีของการหาความเป็นไทย ในโลกสมัยใหม่ (4)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 26 ก.ย 2567 เวลา 02.44 น. • เผยแพร่ 26 ก.ย 2567 เวลา 02.44 น.

กระแสการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยขนานใหญ่ของรัฐบาลเผด็จการทหารนำโดย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ช่วงหลัง พ.ศ.2500 ภายใต้บริบทสังคมไทยยุคสงครามเย็นที่นำมาซึ่งอิทธิพลทางสังคมวัฒนธรรมตาม “วิถีอเมริกัน” และการสนับสนุนงบประมาณมหาศาลจากสหรัฐอเมริกา ได้ทำให้สังคมไทยโดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ และพื้นที่ที่มีฐานทัพอเมริกันตั้งอยู่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลสู่การเป็นเมืองสมัยใหม่ในโลกเสรีที่มีอเมริกาเป็นผู้นำ

ทั้งหมดส่งผลให้เกิดการขยายเมืองอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ถนนหนทางถูกตัดขึ้นมากมาย เกิดรูปแบบการใช้ชีวิตอย่างใหม่ กิจกรรมบันเทิงทันสมัย ย่านเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ ซึ่งนำมาสู่ความต้องการในการออกแบบก่อสร้างสถาปัตยกรรมสมัยใหม่มากมาย เช่น โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ภัตตาคาร โรงภาพยนตร์ สถานบันเทิงยามราตรี ฯลฯ

สภาวการณ์ดังกล่าว แนวทางการผลิตบัณฑิตทางสถาปัตยกรรมตามทิศทางแบบจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เน้นความเป็นสากลนิยม ดูจะตอบสนองกับสภาพทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองได้ดีกว่า

ในขณะที่แนวทางการเรียนการสอนสถาปัตยกรรมไทยแบบศิลปากรที่เน้นงานช่างแบบดั้งเดิม ดูจะไม่สอดคล้องกับการเคลื่อนตัวไปของสังคมไทยในช่วงนั้นมากนัก

สุดท้าย คณะสถาปัตยกรรมไทย มหาวิทยาลัยศิลปากร ต้องปรับโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไปสู่สังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น

โดยเน้นการสอนไปในทางสากลนิยมแบบสถาบันการศึกษาอื่นๆ และเปลี่ยนชื่อคณะเป็น คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ในปี พ.ศ.2509

ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้คือการลดรายวิชาช่างแบบโบราณลง แม้โดยภาพรวมยังคงมีรายวิชาช่างแบบโบราณมากกว่าหลักสูตรของสถาปัตย์จุฬาฯ แต่ก็ถือว่าลดลงจากหลักสูตรแรกเริ่มพอสมควร

แนวทางใหม่มุ่งเน้นผลิตบัณฑิตทางด้านสถาปัตยกรรมไปในทิศทางที่ไม่แตกต่างกันมากนักกับ สถาปัตย์จุฬาฯ และนับแต่นั้นมาหลักสูตรทางด้านสถาปัตยกรรมทั้งที่มีอยู่เดิมและเปิดขึ้นใหม่ในแทบทุกสถาบันการศึกษาก็ดูจะมีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน แม้จะมีความต่างในรายละเอียด รายวิชา หรืออาจารย์ผู้สอน แต่ก็อาจกล่าวได้ว่าไม่แตกต่างกันในเชิงโครงสร้างหลัก

อย่างไรก็ตาม การตัดคำว่า “ไทย” ออกจากชื่อคณะ ก็มิได้ทำให้ภารกิจการสร้างความรู้แบบไทยของสถาปัตย์ศิลปากรสูญหายไป

หากย้อนดูงานวิชาการที่ผลิตขึ้นจากสถาบันแห่งนี้ในยุคหลัง พ.ศ.2509 จนถึงราวทศวรรษ 2530 เราจะพบว่า จุดแข็งเรื่องสถาปัตยกรรมไทยยังคงอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสร้างคำอธิบายขององค์ความรู้ทางสถาปัตยกรรมไทยภายใต้ระบบวิธีคิดทางการออกแบบทางสถาปัตยกรรมในโลกตะวันตก

แนวทางนี้เป็นเสมือนแนวทางในการค้นคว้าความรู้ทางสถาปัตยกรรมไทยกระแสหลักของโรงเรียนสถาปัตย์ที่ศิลปากร ที่ต่อมาจะกลายเป็นวิธีการที่ใช้อย่างแพร่หลาย

วิธีนี้ในด้านหนึ่งคือการรื้อฟื้นความรู้แบบงานช่างโบราณให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในโลกสมัยใหม่

ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็เป็นการสร้างคำอธิบายที่ชี้ให้เห็นว่างานช่างโบราณของไทยนั้นมีความเจริญก้าวหน้าทัดเทียมหรือเป็นไปตามแนวทางเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในสังคมตะวันตก มิได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย

จะว่าไป สิ่งนี้คือผลสะท้อนของอุดมการณ์ชาตินิยมไทยที่ทำงานอย่างแนบเนียนผ่านการสร้างความรู้ทางสถาปัตยกรรมไทย ซึ่งเป็นเสมือนพันธสัญญาอันสำคัญยิ่งตั้งแต่แรกตั้งสถาปัตย์ศิลปากรที่ได้รับมอบหมายมาจาก (ชนชั้นนำ) สังคมไทย

ตัวอย่างการสร้างความรู้ตามแนวทางดังกล่าวชิ้นสำคัญในยุคแรกๆ คือ “สมุดตำราลายไทย” ของ พระเทวาภินิมมิตร (ฉาย เทวาภินิมมิตร) และ “พุทธศิลปสถาปัตยกรรม ภาคต้น” ของพระพรหมพิจิตร

สมุดตำราลายไทย พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2486 เป็นตำราที่เขียนขึ้นจากความคิดของพระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากรขณะนั้น โดยมีที่มาน่าสนใจ ดังปรากฏในจดหมายที่เขียนถึง สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ว่า

“…เมื่อข้าพระพุทธเจ้ามาหยู่กรมสิลปากรได้ไหม่ๆ พระเทวาภินิมมิตมาเยี่ยม ข้าพระพุทธเจ้าจึงชักชวนเพระเทวาฯ ไห้มาช่วยทำตำราช่างเขียนไทย พระเทวาฯ ก็ยินดีและได้มาทำงานหยู่กับข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ความประสงค์ของข้าพระพุทเจ้า ต้องการจะฟื้นฟูวิชาช่างสิลปของไทยไห้เข้ากันได้กับสิลปของต่างประเทส…” (อ้างถึงในหนังสือ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงบันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ ประทานพระยาอนุมานราชธน เล่ม 5 หน้า 204)

เนื้อหาตำราเป็นการรวบรวมลวดลายไทยต่างๆ เข้ามาไว้ด้วยกันโดยอธิบายชื่อเรียกองค์ประกอบต่างๆ อย่างละเอียดรวมถึงสัดส่วนที่สำคัญบางอย่าง แจกแจงออกเป็นประเภทและจัดหมวดหมู่อย่างเป็นระบบ ไล่เรียงตั้งแต่ง่ายไปหายาก พร้อมทั้งแปลชื่อเรียกต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษตลอดทั้งเล่ม

ซึ่งเป็นความพยายามที่จะเทียบเคียงองค์ประกอบลายไทยในรูปแบบวิธีการเดียวกันกับตำราองค์ประกอบลวดลายของสถาปัตยกรรมตะวันตก

หรือกล่าวตามคำของพระยาอนุมานราชธนคือ ฟื้นฟูวิชาช่างศิลปะไทยให้เข้ากันได้กับศิลปะของต่างประเทศนั่นเอง

ตำรานี้ถูกใช้เป็นตำราหลักในการเรียนการสอนทางสถาปัตยกรรมไทยที่ศิลปากรนับตั้งแต่แรกตั้งคณะ เรื่อยมาจนปัจจุบัน

ในส่วนพุทธศิลปสถาปัตยกรรม ภาคต้น เป็นหนังสือที่รวบรวมองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยแบบประเพณีที่สำคัญเอาไว้ ตีพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2495 มีโครงสร้างหนังสือเช่นเดียวกับ สมุดตำราลายไทย คือแบ่งองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมไทยออกเป็นส่วนๆ ตั้งแต่ฐาน หัวเสา หลังคา องค์ประกอบตกแต่งสถาปัตยกรรม โดยระบุชื่อเรียกอย่างละเอียดพร้อมทั้งแปลเป็นภาษาอังกฤษตลอดเล่ม

ที่สำคัญมากของตำราเล่มนี้คือ องค์ประกอบทั้งหมดจะมีการกำหนดสัดส่วนอย่างละเอียดตามวิธีการเขียนแบบสมัยใหม่ ใช้หน่วยวัดสากล มิใช่หน่วยวัดแบบไทยโบราณ หนังสือเล่มนี้มีลักษณะไม่ต่างจากตำราเรียนองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมตะวันตกที่ทำการแบ่งชนิดประเภทชัดเจน พร้อมทั้งมีสัดส่วนระยะบอกเอาไว้ทุกองค์ประกอบ

พุทธศิลปสถาปัตยกรรม ภาคต้น ยังมีความพิเศษตรงที่องค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมไทยภายในเล่มนั้น หลายองค์ประกอบเป็นการคิดสัดส่วนขึ้นใหม่ภายใต้ข้อจำกัดและคุณสมบัติของวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ นั่นก็คือ “คอนกรีตเสริมเหล็ก” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมแพร่หลายในยุคสมัยนั้น และยังเป็นวัสดุก่อสร้างที่มีนัยยะของความทันสมัยด้วย

ดังนั้น พุทธศิลปสถาปัตยกรรม ภาคต้น จึงเป็นตำราที่แสดงการประยุกต์ปรับแปลงงานสถาปัตยกรรมไทยให้เข้ากับความเป็นสมัยใหม่ชิ้นสำคัญ หรือพูดให้ชัดก็คือเป็นการทำความรู้แบบโบราณของไทยให้มีความศิวิไลซ์ตามมาตรฐานตะวันตกชิ้นแรกๆ

อีกประเด็นที่ดูจะได้รับความสนใจมากในการผลิตผลงานวิชาการของสถาปัตย์ศิลปากรคือ ความพยายามที่จะศึกษาและอธิบายความงามของการออกแบบสถาปัตยกรรมไทยในฐานะที่เป็นความงามที่ทัดเทียมมาตรฐานสากล หรือในหลายกรณีก็อธิบายว่ามีคุณค่าเหนือกว่า ตัวอย่างวัตถุแห่งการศึกษาที่สำคัญในประเด็นนี้ก็คือ “เรือนไทย”

มีงานศึกษาหลายชิ้น (เช่น งานเขียนของ สมภพ ภิรมย์ และ ฤทัย ใจจงรัก) ที่ย้อนกลับไปอธิบายรูปทรงสัดส่วนตลอดจนระบบการก่อสร้างของ “เรือนไทยโบราณ” ว่ามีความสอดคล้องแบบเดียวกันกับวิธีการออกแบบสถาปัตยกรรมสมัยใหม่หลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบแผนผังและช่องเปิดที่ทำให้ผังเรือนไทยมี “การไหลเวียนของพื้นที่” (flow of space) แบบเดียวกัน หรือมีระบบวิธีการก่อสร้างแบบ “การผลิตสำเร็จรูป” (prefabrication)

ไปจนถึงความพยายามหา “สัดส่วนทองคำ” (golden section) ของงานสถาปัตยกรรมไทยหลากหลายประเภทในรูปแบบวิธีการที่ไม่ต่างกันมากนักจากสัดส่วนทองคำในงานสถาปัตยกรรมตะวันตก

สถาปัตย์ศิลปากรให้ความสำคัญกับการผลิตความรู้ทางสถาปัตยกรรมไทยมาโดยตลอด จนในปี พ.ศ.2529 ได้มีการเปิดหลักสูตรประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรมขึ้น โดยเป็นหลักสูตรระดับปริญญาโท ซึ่งถือว่าเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวของประเทศไทยที่เน้นเรื่องการค้นคว้าเกี่ยวกับงานสถาปัตยกรรมไทยโดยตรง

และเกือบ 40 ปีที่หลักสูตรนี้ก่อตั้งขึ้นก็ได้ผลิตนักวิชาการทางสถาปัตยกรรมไทย ตลอดจนงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสถาปัตยกรรมไทยออกมาเป็นจำนวนมาก

กล่าวได้ว่า นับตั้งแต่ พ.ศ.2509 เป็นต้นมา แม้ภาพรวมของคณะ จะปรับเปลี่ยนเข้าสู่แนวทางแบบสากลนิยม

แต่ในด้านของการผลิตความรู้ทางสถาปัตยกรรมไทยก็ถือว่ามีความเข้มแข็งมาก องค์ความรู้ที่ผลิตจากโรงเรียนแห่งนี้ได้กลายมาเป็นมาตรฐานคำอธิบายงานสถาปัตยกรรมไทยกระแสหลักของสังคมไทยมาจนปัจจุบัน

จุดเปลี่ยนใหญ่ของสถาปัตย์ศิลปากรจะเกิดขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายทศวรรษที่ 2530 ซึ่งเกี่ยวข้องกับความกังวลว่าสังคมไทยกำลังจะขาดสถาปนิกที่มึความเชี่ยวชาญทางด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมไทย

แม้องค์ความรู้สถาปัตยกรรมไทยจะมีการผลิตต่อเนื่องตามที่กล่าวไป แต่ในแง่ของการผลิตสถาปนิกซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานออกแบบสถาปัตยกรรมไทยโดยตรงกลับเริ่มประสบกับวิกฤตการขาดแคลนผู้ที่มีความสามารถและเชี่ยวชาญ

และนำมาสู่การพูดถึงความเป็นไปได้ที่จะเปิดหลักสูตรสถาปัตยกรรมไทยให้ฟื้นกลับขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สถาปัตย์ไทยศิลปากร : 70 ปีของการหาความเป็นไทย ในโลกสมัยใหม่ (4)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...