โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

แกะสูตรความสำเร็จของ ‘สัปเหร่อ’ จะทำหนังไทย มีหัวใจก็อาจยังไม่พอ

The101.world

อัพเดต 28 ต.ค. 2566 เวลา 10.49 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2566 เวลา 04.21 น. • The 101 World

จะว่าไปแล้ว สำหรับผู้เขียนนั้น วงการภาพยนตร์ไทยในปี 2566 ออกตัวด้วยสภาพกะปลกกะเปลี้ยเป็นอย่างยิ่ง ไล่มาตั้งแต่ดรามาเทรอบฉายให้หนังบล็อกบัสเตอร์, โรงภาพยนตร์ที่ตัดรอบหนังเรื่องอื่นเพื่อให้พื้นที่รอบฉายแก่หนังในเครือของตัวเอง, ปัญหาอันแสนจะเรื้อรังของการเซนเซอร์และการมอบเรตติง ฉ.20 ที่ทำให้คนทำหนังต้องเอาหนังกลับไปตัดต่อใหม่เพื่อให้เข้าฉายจนได้เรตติ้ง น.18+ มาจนถึงการวิพากษ์วิจารณ์ร้อนแรงของการมอบรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติสุพรรณหงส์ ที่ไปตั้งเงื่อนไขว่าภาพยนตร์ที่มีสิทธิเข้าชิงรางวัลสุพรรณหงส์ได้นั้นต้องเข้าฉายให้ครบห้าภูมิภาคในไทย

สภาพการเช่นนี้ ถ้าเป็นสนามวิ่ง วงการหนังไทยไม่ใช่แค่ออกตัวช้าหลังเสียงประกาศปล่อยตัว แต่น่าจะสะดุดแข้งสะดุดขาตัวเองตั้งแต่ระยะสองร้อยเมตรแรก แทบจะมองไม่เห็นวี่แววจะได้เข้าเส้นชัยอะไรกับคนอื่นเขา

ทว่า ดูเหมือนการทอดถอนใจเช่นนั้นก็ดูจะเป็นการด่วนสรุปไป เมื่อโค้งสุดท้ายของปีนี้ หนังไทยมีลักษณะเป็น ‘ม้าตีนปลาย’ อยู่ไม่น้อย กล่าวคือหลายเรื่องประสบความสำเร็จทั้งในแง่คำวิจารณ์และรายได้ โดยเฉพาะกับ ‘สัปเหร่อ’ (2566, ธิติ ศรีนวล) หนังจากจักรวาล ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ ที่ล่าสุดทำรายได้ทะลุสามร้อยล้านบาท และสร้างปรากฏการณ์คนแห่ไปดูหนังในโรงภาพยนตร์เต็มทุกที่นั่งไม่เว้นแม้แต่รอบดึก จนเกือบๆ จะกล่าวได้ว่ามันเป็นหนึ่งในหนังไทยที่พาคนดูหวนกลับเข้าโรงภาพยนตร์อีกครั้งความซบเซาของธุรกิจการฉายภาพยนตร์

สัปเหร่อ

หลายคนพยายามวิเคราะห์ถึงปัจจัยความสำเร็จของ ‘สัปเหร่อ’ รวมทั้งหนังเรื่องก่อนๆ ของจักรวาลไทบ้านที่ก็ประสบความสำเร็จไม่แพ้กัน แต่ก่อนอื่นนั้น สิ่งที่ผู้เขียนรู้สึกว่าเป็นหัวใจสำคัญของปรากฏการณ์นี้คือ ความหลากหลายของหนังไทยที่มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในรอบปีสองปีที่ผ่านมา ลำพังเอาแค่ปีนี้ เราได้ดูหนังที่ ‘หลากรสชาติ’ มากขึ้นกว่าเดิมหลายเรื่อง ท้าทายคำวิพากษ์วิจารณ์แกมแดกดันที่ว่า “หนังไทยมีแต่หนังตลกหรือไม่ก็หนังผี” วัดกันจากหนังที่หลุดจากภาพจำของหนังไทยในสายตาคนดูไปไกลมากๆ อย่าง ‘Hunger คนหิวเกมกระหาย’ (2566) ที่ออกฉายทางระบบสตรีมมิง แม้กระแสตอบรับจากคนดูในบ้านเกิดจะอ่อนแรงและเพียบไปด้วยข้อวิจารณ์เรื่องความสมจริงต่างๆ นานา (ที่ถ้าไปอยู่ในหนังต่างประเทศ ก็อาจไม่โดนสับเพราะเรื่องนี้) แต่มันก็เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ติดอันดับ Global Top 10 Films ของเน็ตฟลิกซ์ หรืออย่างปีที่ผ่านมาก็มี ‘คืนหมีฆ่า’ (2565) และ ‘The Up Rank’ (2565) ที่แม้จะทำรายได้ไม่เข้าเป้านัก แต่มันก็เป็นหนังที่มีหน้าตาแบบที่หากย้อนกลับไปสักห้าปีก่อน ก็ยากจะจินตนาการว่ามันจะหาที่ทางฉายในอุตสาหกรรมหนังไทยได้ยังไง

รวมทั้งในปีนี้ เรายังมีหนังไทยหลากหลายใบหน้าเรียงเข้าฉายทั้งในระบบฉายโรงและระบบสตรีมมิง ไล่มาตั้งแต่ ‘ขุนพันธ์ 3’ (2566) ที่นับเป็นหนังไทยเรื่องแรกที่ทำรายได้ทะลุร้อยล้านบาทของปี (ท่ามกลางดราม่าชวนหัวอย่างการเทโรง) และหนังที่ส่วนตัวแล้วผู้เขียนรู้สึกว่ากล้าหาญมากที่สร้างออกมาได้อย่าง ‘ของแขก’ (2566) รวมทั้ง ‘มนต์รักนักพากย์’ (2566) ที่เข้าฉายในระบบสตรีมมิงของเน็ตฟลิกซ์ และกวาดคำชมถล่มทลายจากผู้ชม ยังไม่นับว่าปลายปีนี้เรามี ‘ดอยบอย’ (2566) หนังที่เพิ่งเข้าฉายในเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซานและส่ง อวัช รัตนปิณฑะ นักแสดงนำของเรื่องคว้ารางวัลนักแสดงดาวรุ่ง (Rising Star Award) จากงาน Marie Claire with BIFF Asia Star Awards 2023 มาครอง รวมทั้ง ‘ทะเลของฉันมีคลื่นเล็กน้อยถึงปานกลาง’ (2566) ว่าด้วยความรักที่ก่อตัวขึ้นในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคใต้ของไทย ตัวหนังได้รับเลือกให้เข้าประกวดในสาย New Currents จากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติปูซาน

กวาดมองด้วยสายตาคร่าวๆ สิ่งที่ผู้เขียนพบว่าชวนให้ชื่นหัวใจอยู่ไม่น้อย คือหนังไทยหลายต่อหลายเรื่องในปีนี้อยู่พ้นจากกรุงเทพฯ เสียเป็นส่วนใหญ่อันสะท้อนแง่มุมหนึ่งของความหลากหลายในระบบนิเวศภาพยนตร์ ในอดีตนั้น หนังไทยมักถูกครหาว่าทำหนังให้คนเมือง (หรือคือคนกรุงเทพฯ) ดูเป็นหลัก เรื่องราวจึงวนเวียนอยู่ในพื้นที่ขนาดไม่กี่พันตารางกิโลเมตรซึ่งถือว่าเล็กจิ๋วหากจะเทียบกับขนาดของทั้งประเทศ ขณะที่ในปีนี้ ‘เธอกับฉันกับฉัน’ (2566) เล่าเรื่องของเด็กหญิงฝาแฝดในนครพนมท่ามกลางบรรยากาศการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ศตวรรษใหม่, ‘เมอร์เด้อเหรอ ฆาตกรรมอิหยังวะ’ (2566) ปริศนาฆาตกรรมชวนอิหยังน้อของชาวเมียฝรั่งในจังหวัดร้อยเอ็ด, ‘สัปเหร่อ’ พาคนดูไปสำรวจชีวิตและวัฒนธรรมของคนอีสานถึงแก่น เช่น ฉากโยนไข่ถามทางเพื่อเลือกที่เผาศพ หรือในภาคใต้ก็มี ‘ไอ้ไข่ เด็กวัดเจดีย์’ (2566) หนังเปิดปีที่ว่าด้วยความเชื่อในนครศรีธรรมราช, ‘สะพานรักสารสิน 2216’ (2566) ความรักของหนุ่มกรีดยางกับสาววิทยาลัยบนเกาะชาวเลแห่งหนึ่งแถบภาคใต้, ‘รักได้แรงอก’ (2566) หนังโรแมนติก-คอมิดี้ที่แหล่งใต้กันทั้งเรื่อง, ‘ของแขก’ ที่พูดถึงความเชื่อในสามจังหวัดภาคใต้ (และการเล่นประเด็นอันแหลมคมเกี่ยวกับศาสนา) กับภาษายาวี หรือ ‘มนต์รักนักพากย์’ ที่ตามเหล่าตัวละครที่เป็นนักพากย์หนังขายยาไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด และกับปลายปี ‘ดอยบอย’ จับจ้องไปยังเรื่องของเด็กหนุ่มจากรัฐฉานที่เข้ามาทำงานในบาร์เกย์ที่เชียงใหม่

เมอร์เด้อเหรอ ฆาตกรรมอิหยังวะ

แน่นอนว่าก็ไม่ใช่ว่าหนังที่กล่าวมาทุกเรื่องจะประสบความสำเร็จไปเสียหมด มีหลายเรื่องที่ก็ยังอยู่ในระยะล้มลุกคลุกคลานซึ่งก็ถือเป็นเรื่องปกติ -ที่ไม่ปกติคืออุตสาหกรรมที่ไม่เปิดพื้นที่ให้การลุกขึ้นยืนใหม่อีกครั้งหลังล้มต่างหาก- กรณีของ ‘สัปเหร่อ’ เองที่กลายเป็นปรากฏการณ์ระดับประเทศนั้นก็มีเส้นทางเดินเฉพาะของตัวเองจนยากจะถอดมาเป็นสูตรสำเร็จ กล่าวคือโดยตัวมันเองแล้ว หนังของจักรวาลไทบ้านมีฐานคนดูมาตั้งแต่ ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’ (2560) หนังเรื่องแรกของจักรวาลที่จับจ้องไปยังเรื่องของ จาลอด หนุ่มไทบ้านที่ต้องทำภารกิจจีบสาวให้ได้ครบร้อยคน ตัวหนังอาจไม่ได้สร้างปรากฏการณ์ความสำเร็จกระหึ่มเท่าภาคหลังๆ หากแต่มันแจ้งเกิดผู้กำกับและนักแสดงอย่างปฏิเสธไม่ได้ ความโดดเด่นของหนัง -และอาจจะถือเป็นจุดแข็งแบบตีไม่แตก- คือการที่มันเล่าเรื่องคนอีสานอย่างตรงไปตรงมา จริงใจ รู้จริงของ สุรศักดิ์ ป้องศร ผู้กำกับชาวศรีสะเกษ ‘อีสาน’ ในจักรวาลไทบ้านจึงไม่ได้เป็นอีสานที่เคลือบด้วยสายตาของคนเมืองกรุงอย่างที่หนังไทยหลายๆ เรื่องมักเป็นเมื่อเล่าเรื่องในพื้นที่ตะวันออกเฉียงใต้ หรือตัวละครที่มีลักษณะเป็น ‘หนุ่ม/สาวข้างบ้าน’ และเส้นเรื่องที่ไม่ไกลตัวนัก ตลอดจนการที่ตัวหนังรู้ดีว่ากำลังสนทนากับใคร กลุ่มคนดูของหนังคือใคร ก็ช่วงให้มันเดินทางไปหากลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ

บทวิจัย ‘การสื่อสารวัฒนธรรมอีสานในภาพยนตร์ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์”’ โดย ประกายกาวิล ศรีจินดา, สุปราณี วัฒนสิน และ มณฑิตา ครุผาด ตีพิมพ์ในวารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ปีที่ 15 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2563) ระบุว่า“วัฒนธรรมอีสานที่ปรากฏในภาพยนตร์เรื่องไทบ้านเดอะซีรีส์นั้นมีลักษณะเป็นวัฒนธรรมลูกผสม (Hybrid Cultures) […] มีความเป็นโลกที่ถูกสื่อสารข้ามมาผนวกกบวัฒนธรรมดั้งเดิมของท้องถิ่นอีสานอย่างเห็นได้ชัด” (หน้า 81-82)

“ข้อมูลจากการสัมภาษณ์คุณสุรศักดิ์ ป้องศร (Phongsorn, 2017) ผู้กำกับภาพยนตร์พบว่า การสื่อสารวัฒนธรรมอีสานในภาพยนตร์ “ไทบ้าน เดอะซีรีส์” มีแนวความคิดหลัก (Concept) อยู่ที่การนำเสนอภาพเสมือนจริงภายใต้รูปแบบของความจริงใจ โดยให้ตัวบทภาพยนตร์รเล่าความจริงใช้ความจริงใจของภาพยนตร์เสนอให้กับผู้บริโภค ด้วยการเล่าเรื่องด้วยความซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา ตามลักษณะของวิถีคนอีสานในปัจจุบัน” (หน้า 81)

มนต์รักนักพากย์

และหากจะว่าไป ‘ความเป็นอีสาน’ ก็ไม่ใช่สิ่งที่อยู่ห่างไกลจากความสนใจของผู้คนกระแสหลัก บทความวิจัย‘อีสานแมส/อีสานใหม่: กระแสนิยมของภาพยนตร์อีสาน และการประกอบสร้างความเป็นอีสานตั้งแต่ทศวรรษ 2550’ โดย ไซนิล สมบูรณ์ ระบุว่า“ตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 2550 เป็นต้นมา อีสานก็ได้กลายมาเป็นจุดสนใจของคนในประเทศอย่างเต็มตัวจากกระแสที่เกิดขึ้นในหลากหลายช่องทาง […] ปรากฏการณ์อีสานฟีเวอร์ได้ถูกสั่งสมมาจนเริ่มเบ่งบานในช่วงทศวรรษ 2560 เฉพาะปี 2560-2564 มีการผลิตภาพยนตร์อีสานออกมามากถึง 35 เรื่อง มากกว่าทศวรรษก่อนหน้าทั้งทศวรรษที่มีทั้งหมดราว 19 เรื่อง” (ไซนิล สมบูรณ์, หน้า 130) เพราะเราหากพินิจถึงเงื่อนไขนี้ ก็อาจพบว่าองค์ประกอบอีกประการหนึ่งที่กลายเป็นเนื้อเดียวกันกับตัวหนังคือเพลงประกอบของจักรวาลไทบ้าน ไล่มาตั้งแต่ ทดเวลาบาดเจ็บ ของ บอย พนมไพร และ ไทบ้าน เดอะ ซีรีส์ โดย ปรีชา ปัดภัย ประกอบหนัง ‘ไทบ้านเดอะซีรีส์’, แรกตั้งใจฮัก ประกอบ ‘ไทบ้าน เดอะซีรีส์ 2.2’ (2561) ซึ่งเพลงทั้งหมดนี้มียอดกดเข้าไปฟังในยูทูบหลายร้อยล้านครั้ง (ลำพังแค่ กอดเสาเถียง ก็น่าจะได้ยอดกดเข้าไปฟังจากผู้เขียนและชาวคณะในออฟฟิศไปแล้วกว่าหมื่นครั้ง)

กระนั้น นี่ก็ไม่ได้แปลว่าหนังที่ทำรายได้ไม่ถึงเป้าหรือหนังเรื่องอื่นๆ ที่เงียบหายไปจากโรงหลังออกฉายไม่กี่วันจะไม่ได้เป็นหนังไม่ดีหรือ ‘ไม่จริงใจ’ ต่อผู้ชม กล่าวสำหรับผู้เขียนที่ก็ตระเวนตามดูหนังไทยที่เข้าฉายแต่ละปีอยู่พอสมควร -แม้จะยังไม่เคยเก็บได้ครบเลยก็ตาม- ก็พบว่า หนังหลายต่อหลายเรื่องมันมีหัวใจ และเกือบๆ จะพูดได้ด้วยซ้ำว่าการมีหัวใจของมันนั้นเป็นจุดที่พิสุทธิ์และแข็งแรงของหนัง เพียงแต่ในอุตสาหกรรมหนังที่หฤโหดเช่นนี้ การมีก้อนเนื้อขนาดเท่ากำปั้นก็อาจยังไม่แข็งแรงพอ หลายครั้งมันต้องอาศัยเหลี่ยมคมในการเล่าเรื่อง ฝึกปรือฝีมือและพลังภายในกันต่อไป และมันจะประสบความสำเร็จได้ก็เมื่ออุตสาหกรรมมีที่ทางให้คนได้ลองผิดลองถูกไปสักระยะ ไม่ใช่ตัดสินชะตากรรมกันตั้งแต่ช่วงตั้งไข่ของอาชีพ

ชวนนึกถึงบรรยากาศความเฟื่องฟูของวงการหนังไทยยุค 2540 ที่กล่าวกันว่าเต็มไปด้วยคนทำหนังหน้าใหม่ๆ และหนังที่กระโดดออกไปจากหน้าตาเดิมๆ จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของหน้าประวัติศาสตร์วงการหนังไทย ขวบปีนั้นเป็นขวบปีที่มีหนังไทยรสชาติใหม่ๆ ดาหน้าเข้าฉายมากมาย ทั้ง ‘2499 อันธพาลครองเมือง’ (2540, นนทรีย์ นิมิบุตร), ‘ฝัน บ้า คาราโอเกะ’ (2540, เป็นเอก รัตนเรือง -หนังฉายรอบปฐมทัศน์ที่เทศกาลหนังเบอร์ลิน), ‘ฟ้าทะลายโจร’ (2543, วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง -ชิงสาขา Un certain regard จากเทศกาลหนังเมืองคานส์และได้รับเลือกให้ฉายในเทศกาลหนังซันแดนซ์) รวมทั้ง ‘สุดเสน่หา’ (2545, อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล -ชนะสาขา Un certain regard จากเทศกาลหนังเมืองคานส์)

เมื่อไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนเพิ่งมีโอกาสได้สนทนากับ ต้อม-เป็นเอก และอุ๋ย-นนทรีย์ สองคนทำหนังที่แจ้งเกิดในฐานะคนทำหนังหน้าใหม่เมื่อ 26 ปีก่อน และสิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนคิดว่าเป็นจุดร่วมของทั้งสองในเวลานั้นคือการทำหนังที่ฉีกออกไปจากความคุ้นเคยเดิมของคนดูหนังไทย กับช่วงจังหวะเวลาบางอย่างอันแสนประจวบเหมาะ เป็นเอกอธิบายถึงห้วงบรรยากาศที่ว่าไว้ในบทสัมภาษณ์ว่า “ตอนนั้นคนเหล่านี้ต่างคนก็ต่างทำหนัง ไม่มีใครรู้ด้วยว่าใครทำหนังอยู่บ้าง แล้วบังเอิญออกฉายในปีเดียวกัน และหนังพวกนี้เป็นหนังที่มีภาษาหนังเฟี้ยวฟ้าวมาก […] วงการหนังไทยเลยกลับมาเนื่องจากมันเป็นหนังที่มีน้ำเสียงอีกแบบ และเป็นความฟลุคด้วยที่หนังของคนกลุ่มนี้ออกฉายปีเดียวกันหมด ซึ่งถ้าออกมาแค่เรื่องเดียวก็อาจไม่มีปรากฏการณ์นี้ก็ได้นะ”

ขณะที่นนทรีย์กล่าวว่า “ขนบการทำหนังไทยยุคหนึ่ง เป็นยุคที่เรียกกันว่าทำหนังแบบเดินตามความสำเร็จ สมมติว่าหนังเรื่องไหนประสบความสำเร็จ ก็จะมีฌ็อง (genre) หนังเรื่องนั้นเด่นออกมาเลย อย่างยุคก่อนหน้านั้นเป็นยุคที่เขาเรียกว่ายุคหนังกระโปรงบานขาสั้น […] เราอยากดูหนังอื่นๆ ขณะที่ต่างประเทศ เขาก็มีหนังอื่นๆ มากมายให้เราดู แต่พอเป็นหนังไทยก็เป็นหนังหน้าตาแบบนี้ตลอดเวลา เราเลยไม่มีทางเลือกของหนังเลย คนดูไม่มีทางเลือก และเมื่อมีแต่อะไรซ้ำๆ ตลอดเวลา เราก็จะเบื่อไปเอง คนก็ไม่ออกไปดูหนัง”

หากจะกล่าวอย่างรวบรัด ปรากฏการณ์ความสำเร็จของ ‘สัปเหร่อ’ และหนังไทบ้านทั้งหลาย ก็อาจไม่ใช่สิ่งที่จะมาถอดแล้วทำตามกันได้โดยง่าย มันต้องอาศัยทั้งจังหวะ เวลาและฝีมือ สิ่งสำคัญที่เราควรจะเรียนรู้จากประวัติศาสตร์คือ การไม่ย่ำตามรอยความสำเร็จเก่าๆ ต่างหาก เพราะหัวใจสำคัญที่ขาดหายไปอยู่นานของวงการหนังไทยคือความหลากหลาย หรือคือการพยายามยึดโยงอยู่กับสูตร การทำหนังย่อมไม่ใช่คณิตศาสตร์หรือกฎฟิสิกส์ มันไม่มีคำตอบตายตัว ป่วยการจะหาคำตอบที่แน่นอนจากความสำเร็จของหนังบางเรื่องแล้วตะบี้ตะบันจะเดินรอยตามโดยปราศจากน้ำเสียงและหัวใจของตัวเอง ถึงที่สุดมันก็อาจวกกลับไปสู่จุดที่พาเราไปเจอหน้าวิกฤตอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่อาจเลี่ยงได้

สิ่งสำคัญคือ ตัวอุตสาหกรรมเองต้องมีพื้นที่มากพอจะให้ผู้เล่นหน้าใหม่ๆ เข้ามาลงสนามมากขึ้น มันต้องไม่เป็นพื้นที่ซึ่งไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่หรือผู้เล่นเจนสนามต้องเสียวสันหลังทุกครั้งที่จะทำหนังเพราะกลัวเจ็บตัว เพราะหากเราอยากเห็นปรากฏการณ์เช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ หนึ่งในคำตอบที่แม้ไม่ใช่สูตร แต่ก็เป็นองค์ประกอบที่จะทำให้เกิดความสำเร็จใหม่ๆ ขึ้นมาได้นั้น คือการสร้างพื้นที่แห่งความหลากหลาย อันจะนำมาสู่ความยั่งยืนของทั้งตัวอุตสาหกรรมและคนทำหนังในระยะยาวด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...