กรมเจรจาฯ จัดให้รู้ผลอัพเกรด เอฟทีเอ 'อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์'
กรมเจรจาฯ จัดให้รู้ผลอัพเกรด เอฟทีเอ ‘อาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์’
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมเตรียมจัดงานสัมมนา เรื่อง “อัพเกรดอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ เสริมสร้างหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ ยกระดับการค้าไทยสู่ตลาดโลก” ในวันที่ 14 กันยายน ณ โรงแรม เรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพฯ เพื่อเผยแพร่ผลการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ (ASEAN-Australia-New Zealand Free Trade Area : AANZFTA) ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2553 และให้ข้อมูลเรื่องการปรับปรุงความตกลงดังกล่าว ซึ่งได้ข้อสรุปความตกลงฉบับปรับปรุง เมื่อปลายปี 2565 เพื่อเพิ่มประเด็นการค้าใหม่ๆ เช่น การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และการค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนปรับแก้ไขบางข้อบทในความตกลง ให้สอดรับกับบริบทการค้าโลกที่เปลี่ยนแปลงไป อาทิ การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การแข่งขันทางการค้า และการเพิ่มภาคผนวกบริการด้านการศึกษาและบริการวิชาชีพ
นางอรมนกล่าวว่า กรมเชิญผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญด้านการค้าระหว่างประเทศ เช่น น.ส.นพวรรณ ฉลองพันธรัตน์ กรรมการคณะกรรมการเจรจาความตกลงการค้าระหว่างประเทศ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย น.ส.ทัศนีย์ วิวัฒนชัยวงศ์ ประธานคณะทำงานด้านต่างประเทศ (กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์) และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความเห็นต่อการใช้ประโยชน์จากความตกลง AANZFTA ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา และความเห็นต่อการอัปเกรดความตกลง
ทั้งนี้ สมาชิกอาเซียน ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ได้เริ่มเจรจาปรับปรุงความตกลง AANZFTA เมื่อปี 2564 และสรุปผลการเจรจาเพื่ออัพเกรดความตกลงได้ปลายปี 2565 และล่าสุดสมาชิกอาเซียน ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ รวม 6 ประเทศ ได้ทยอยกันลงนามความตกลงฉบับปรับปรุง เมื่อวันที่ 21 สิงหาคมที่ผ่านมา ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ออสเตรเลีย-นิวซีแลนด์ ณ ประเทศอินโดนีเซีย ยังขาดอีก 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ เมียนมา และ สปป.ลาว ที่ยังไม่ได้ร่วมลงนาม ซึ่งในส่วนของไทยได้เตรียมเสนอรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงพาณิชย์ พิจารณานำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อเห็นชอบให้ไทยร่วมลงนามความตกลง AANZFTA ฉบับปรับปรุงดังกล่าว ก่อนเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อขอความเห็นชอบในการให้สัตยาบันความตกลงต่อไป ซึ่งคาดว่าเมื่อสมาชิกทั้งหมดได้ลงนามและให้สัตยาบันครบแล้ว ความตกลงใหม่จะมีผลบังคับใช้ได้ภายในปี 2567