โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

ตร.เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อ้าง จนท.กระทรวงการคลัง ล้วงข้อมูลดูดเงินในบัญชี

สวพ.FM91

อัพเดต 14 มี.ค. 2566 เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 14 มี.ค. 2566 เวลา 09.14 น.

ตร.เตือนแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาศัยช่วงลงทะเบียนโครงการสวัสดิการแห่งรัฐ แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง หลอกล้วงข้อมูลสูบเงินในบัญชี เผยสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ใน 1 สัปดาห์รับแจ้ง 5,787 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 377,284,886 บาท

วันนี้ (14 มีค.66) พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันต้านภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พร้อมด้วยพล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (โฆษกตร.) พล.ต.ต.ชูศักดิ์ ขนาดนิด ผู้บังคับการตรวจสอบและวิเคราะห์อาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ผบก.ตอท.) พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กิตติถิระพงษ์ รองผบก.ตอท. พ.ต.อ.ไพโรจน์ เพ็ชรพลอย ผกก.กลุ่มงานป้องกันฯ บก.ตอท. ร่วมกันแถลงสถิติการรับแจ้งความออนไลน์ในรอบปีที่ผ่านมา และภัยออนไลน์ที่เกิดขึ้นใหม่ในรอบสัปดาห์ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้มีภูมิป้องกันภัยออนไลน์ ไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ 1 มี.ค.2565-11 มี.ค.2566 พบว่ามีการรับแจ้งความคดีออนไลน์ 10 อันดับแรก ได้แก่ 1.คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า 73,252 เคส/955,427,866 บาท 2.คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม 29,945 เคส/3,323,194,517 บาท 3.คดีหลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน 24,821 เคส/1,034,104,918 บาท 4.คดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่เป็นขบวนการ (call center) 20,013 เคส/3,505,338,808 บาท 5.คดีหลอกให้ลงทุน (ที่ไม่เข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน)16,460 เคส/7,661,884,637 บาท 6.คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า (เป็นขบวนการ) 8,036 เคส/57,293,969 บาท 7.คดีหลอกเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน 7,285 เคส/254,219,605 บาท 8.คดีหลอกให้โอนเงิน(ไม่เป็นขบวนการ) 5,286 เคส/369,123,851 บาท 9.คดีหลอกให้รักแล้วลงทุน 3,201 เคส/1,556,536,563 บาท และ 10.หมิ่นประมาท ดูหมิ่น 3,171 เคส/ 11,641,372 บาท รวมทั้งปีมีผู้แจ้งความ 218,210 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 31,579,305,746 บาท

ส่วนรอบสัปดาห์ที่ผ่านมาตั้งแต่ 5-11 มี.ค.2566 พบว่ามีการรับแจ้งความคดีออนไลน์ 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.คดีหลอกลวงซื้อขายสินค้า 2,184 เคส/19,075,526.61 บาท 2.คดีหลอกลวงให้โอนเงินเพื่อหารายได้จากการทำกิจกรรม 758 เคส/87,227,644.38 บาท 3.คดีหลอกลวงทางโทรศัพท์ที่เป็นขบวนการ(call center)739 เคส/87,227,644.38 บาท 4.คดีหลอกให้กู้เงินแต่ไม่ได้เงิน 576 เคส/23,697,409.86 บาท และ 5.คดีหลอกเป็นบุคคลอื่นเพื่อยืมเงิน 312 เคส/8,273,770.68 บาท รวมทั้งสัปดาห์มีผู้แจ้งความ 5,787 เคส มูลค่าความเสียหายรวม 377,284,886 บาท

พล.ต.ท.สมพงษ์ กล่าวว่า จากสถิติรับแจ้งความออนไลน์ทั้งรอบปีและรอบสัปดาห์ข้างต้นพบว่า สถิติอันดับ 1-4 ยังคงอยู่ในลำดับต้นๆ เหมือนเดิม จึงขอเตือนประชาชนไม่ให้หลงเชื่อและตกเป็นเหยื่อแก๊งค์มิจฉาชีพดังกล่าว

พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กล่าวว่า เมื่อปี 2564 นางจอ (นามสมมติ) ได้ถูกดูดเงินออกจากบัญชีธนาคารของตัวเองในช่วงเวลา 23.00-02.00 น. จำนวน 12 ครั้ง รวมเป็นเงิน 1,100,000 บาท โดยไม่ได้ถอนเงินจึงไปฟ้องศาลแพ่งขอให้บังคับให้ธนาคารเจ้าของบัญชีชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ปรากฏว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยก ระบุว่าเป็นความประมาทเลินเล่อของนางจอเองที่ไปกดลิงก์ให้คนร้ายเข้ามาควบคุมข้อมูลในมือถือ คนร้ายจึงถอนเงินออกจากบัญชีไปได้ดังนั้นธนาคารไม่ต้องรับผิด เมื่อถึงศาลฎีกาเห็นว่า เรื่องนี้ธนาคารก็มีส่วนประมาทเลินเล่อด้วย เพราะน่าจะหาทางป้องกันการโอนเงินของลูกค้าให้มากกว่าการเปิดช่องให้คนร้ายกระทำการดังกล่าวได้สำเร็จ ดังนั้นศาลฎีกาจึงคำพิพากษาว่า เป็นความประมาทเลินเล่อ ทั้งนางจอและธนาคาร จึงพิพากษาให้รับผิดคนละครึ่ง

พ.ต.อ.ก้องกฤษฎา กล่าวว่า ต่อมาทางธนาคารได้มีมาตรการออกมาหลายมาตรการ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยได้พยายามป้องกันความเสี่ยงและปิดช่องโหว่ทางการเงินมากมายหลายแบบ โดยการงดส่งลิงก์ทุกประเภทผ่าน sms หรืออีเมล หรือข้อมูลสำคัญ, ปิดกั้น sms และคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นธนาคาร, ปิดเว็บไซต์หลอกลวง, จำกัดบัญชีผู้ใช้งาน mobile banking ให้ได้ครั้งละ 1 อุปกรณ์เท่านั้น, แจ้งเตือนบน mobile banking ก่อนการทำธุรกรรมทุกครั้ง โดยให้ผู้ใช้งานประเมินการตระหนักรู้ต่อภัยทุจริตเป็นระยะๆ, ปรับปรุงระบบความปลอดภัยบน mobile banking ให้ทันสมัย และยืนยันตัวตนขั้นต่ำด้วยระบบไบโอเมทริกซ์ กำหนดวงเงินถอนโอนสูงสุดแต่ละวันให้เหมาะสม ซึ่งการโอนเงินเกิน 50,000 บาทต่อรายการเกิน 200,000 บาทต่อวัน หรือปรับเพิ่มวงเงินเกิน 50,000 บาทต่อวันต้องสแกนใบหน้ายืนยันตัวตนเท่านั้น

พล.ต.ต.ชูศักดิ์ กล่าวว่า ภัยออนไลน์ที่น่าสนใจและเกิดขึ้นมากในรอบสัปดาห์ คือ คดีแก๊งค์ call center แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง และได้โทรศัพท์หาผู้เสียหายให้ตรวจสอบสิทธิ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐในเว็บไซต์กระทรวงการคลัง จากนั้นได้ให้ผู้เสียหายเพิ่มเพื่อนในแอปพลิเคชั่นไลน์ ช่วงนี้คนร้ายจะส่งลิงก์กระทรวงการคลังปลอมให้ผู้เสียหายกดเข้าไป ต่อมาคนร้ายได้ให้ผู้เสียหายกดที่โลโก้ของกระทรวงการคลังมุมขวามือ ผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นเจ้าหน้าที่จากกระทรวงการคลังจริง จึงยินยอมกดลิงก์เข้า เว็บไซต์ปลอม และกรอกข้อมูลชื่อ นามสกุล หมายเลขโทรศัพท์ ซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวในระบบ และใส่รหัสยืนยันตัวตน เลข 6 หลัก ต่อมาผู้เสียหายกรอกเลข OTP 6 หลักให้คนร้ายเพิ่มเติม เป็นเหตุให้ผู้เสียหายถูกควบคุมโทรศัพท์และถูกดูดเงินออกไป จึงขอประชาสัมพันธ์ว่าจงมีสติไม่หลงเชื่อ ไม่กรอกหรือให้ข้อมูลส่วนตัวผ่านช่องทางออนไลน์และทางโทรศัพท์ ไม่ควรกระทำการใดๆ ในเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชั่นที่ไม่น่าเชื่อถือ ไม่กดลิงก์แปลกปลอม และไม่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นที่ไม่ผ่านการยืนยันโดยแพลตฟอร์มที่น่าเชื่อถือ หากทราบว่าหลงกลมิจฉาชีพแล้ว สามารถแจ้งความออนไลน์ได้ที่www.thaipoliceonline.com หรือตำรวจในท้องที่ เพื่อนำไปแจ้งธนาคาร ให้ดำเนินการอายัดบัญชีต่อไป

สำหรับ 8 วิธีป้องกันไม่ให้ถูกแอปพลิเคชั่นดูดเงินจากบัญชีธนาคาร สิ่งที่ต้องควรทำทันทีก่อนเกิดเหตุ ดังนี้

1.ไม่ผูกบัตรเครดิต หรือ บัตรเดบิต ไว้ในแอปต่าง ๆ หากจำเป็นให้ยกเลิกการผูกบัตรเมื่อใช้งานเสร็จ หรือจำกัดยอดวงเงินที่รับความเสี่ยงได้เอาไว้

2.หลีกเลี่ยงการผูกบัญชีเงินฝากที่มียอดสูงๆ กับแอปพลิเคชั่นธนาคาร ใช้บัญชีที่มียอดเงินเท่าที่จำเป็น หรือหากมีความจำเป็นต้องรับ-โอนเงินจำนวนมาก/วัน ควรแยกเครื่องที่ใช้โทรศัพท์หรือเล่นโซเชียลมีเดีย

3.อย่าตั้ง “รหัส” เข้าแอปพลิเคชั่นธนาคาร ตามวันเดือนปีเกิด เลขบัตร เบอร์โทร ที่คนร้ายสุ่มได้ง่าย

เมื่อสงสัยว่าคนร้ายโทรมา หรือ ขณะเกิดเหตุ

4.“ตั้งสติ” ให้สงสัยไว้ก่อนว่าอาจถูกหลอกลวง ตั้งคำถามกับตัวเอง “จริงเหรอ”

5.“ตรวจสอบ” กลับ โดยดำเนินการ ดังนี้ ให้ดูเบอร์โทรที่โทรมา หากมีเครื่องหมาย + นำหน้า แสดงว่าที่ตั้งอยู่ต่างประเทศ, เบอร์มือถือโทรมา เราต้องขอเบอร์ “คอลเซ็นเตอร์หน่วยงาน” ที่อ้าง เพื่อติดต่อกลับเองเพื่อถามข้อมูล, ให้อ้างติดธุระขอวางสาย แล้วโทรกลับเบอร์ที่คนร้ายโทรมา หากโทรไม่ได้ แสดงว่าเป็นการโทรโดยใช้ระบบอินเตอร์เน็ต(VOIP) โทรมาหลอกลวง

6.“ต้องสังเกต” ลิงก์ที่คนร้ายให้มาว่าผิดปกติหรือไม่ เช่น ใช้ขีด แทน จุด เป็นต้น ให้นำลิงก์ตรวจสอบกับเว็บ https://whois.domaintools.com/ จะเห็นว่าเพิ่งเปิดมาไม่นาน ของหน่วยราชการส่วนใหญ่จะเปิดมาหลายปี

7.“ต้องห้าม” โหลดลิงก์จากคนที่เราไม่รู้จักนอก play store/app store, ไม่อนุญาตให้ใครเข้าถึงข้อมูลในเครื่อง สังเกตคำเตือนจากโทรศัพท์ของเรา, ไม่บอกรหัสใดๆ ที่แจ้งมาให้ผู้อื่นทราบ

8.“ตัดสัญญาณ” เมื่อเกิดอาการ “หน้าจอค้าง” คนร้ายอ้างว่าอยู่ระหว่างตรวจสอบ แต่ความจริงเครื่องท่านถูกรีโมทแล้ว ต้องรีบตัดสัญญาณ โดยปิดเครื่อง/ปิดเร้าเตอร์/ถอดซิม

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...