โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตลาดอสังหาฯไทยร้อนแรงไม่แผ่ว ทุนใหญ่ต่างชาติ แห่ลงขันแสนล้าน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 15 พ.ค. 2567 เวลา 06.19 น. • เผยแพร่ 15 พ.ค. 2567 เวลา 05.48 น.

ตลาดอสังหาฯไทยร้อนแรงไม่แผ่ว
ทุนใหญ่ต่างชาติ แห่ลงขันแสนล้าน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองไทย มีผู้ประกอบการหลายค่ายที่ปรับกลยุทธ์ ด้วยการดึงต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนพัฒนาโครงการ รวมแล้วคิดเป็นมูลค่าสะสมมากกว่า 1 แสนล้านบาท

ในปี 2567 เป็นอีกปีที่ผู้ประกอบการอสังหาไทย ประกาศแผนร่วมทุนกับยักษ์อสังหาริมทรัพย์ต่างชาติ เปิดตัวโครงการ โดย “สุรเชษฐ กองชีพ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท พร็อพเพอร์ตี้ ดีเอ็นเอ จำกัด ได้อัพเดตข้อมูลว่า การร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทยกับต่างชาติเพื่อร่วมกันพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการคอนโดมิเนียมในปี 2567 ที่เพิ่งจะผ่านมาไม่กี่เดือนยังคงมีให้เห็นบ้าง แม้ว่าตลาดคอนโดมิเนียมอาจจะยังไม่อยู่ในทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้านี้ แต่ผู้ประกอบการต่างชาติก็ยังคงมองว่าตลาดคอนโดมิเนียมในประเทศไทยยังน่าสนใจ

ล่าสุดที่มีการประกาศการร่วมทุนกันระหว่างผู้ประกอบการไทยและต่างชาติคู่สัญญาใหม่ 2 คู่ ซึ่งทั้ง 2 คู่เป็นการร่วมทุนระหว่างผู้ประกอบการไทย และต่างชาติที่เป็นสัญชาติญี่ปุ่นทั้งหมด

เริ่มจากบริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) ร่วมทุนกับบริษัท นิปปอน สตีลโควะ เรียล เอสเตท จำกัด โดยเป็นการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการคอนโดชีวาทัย ฮอลล์มาร์ค เอกมัย-รามอินทรา มูลค่าของการพัฒนาร่วมกันในครั้งนี้อยู่ที่ 1,014 ล้านบาท

โดยนิปปอน สตีล โควะ เรียล เอสเตท เป็นบริษัทด้านอสังหาริมทรัพย์จากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นบริษัทที่รวมตัวกันระหว่างนิปปอน สตีล ซึ่งเป็นหนึ่งผู้นำด้านธุรกิจเหล็กของโลก และมิซูโฮ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจด้านการเงินขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น

อีกรายบริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) ที่ลงทุนผ่านบริษัท พระยาพาณิชย์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด บริษัทลูกร่วมทุนกับบริษัท โซเท็ตซึ เรียล เอสเตท 2 (ไทยแลนด์) จำกัด โดยบริษัท โซเท็ตซึ เรียล เอสเตท 2 (ไทยแลนด์) จำกัด เป็นบริษัทในเครือของบริษัทโซเทสสึ กรุ๊ป ซึ่งเป็นการร่วมทุนเพื่อร่วมกันลงทุนในโครงการ “วัน แบงค็อก สมาร์ท ซิตี้ เฟส 2” โดยมูลค่าของโครงการนี้อยู่ที่ 1,200 ล้านบาท ผ่านการลงทุนในบริษัทร่วมทุนในสัดส่วน 51 : 49 โดยทางบริษัท พระยาพาณิชย์พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ถือหุ้นในสัดส่วน 51%

“สุรเชษฐ” กล่าวว่า ทั้ง 2 ผู้ประกอบการไทย มีการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการต่างชาติในรูปแบบที่พบเห็นได้ทั่วไป ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่างนิติบุคคล และนิติบุคคล อีกทั้งเป็นการร่วมทุนของผู้ประกอบการต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยอยู่แล้ว ไม่ใช่รายใหม่เพิ่งเข้ามาในประเทศไทย เพียงแต่อาจจะไม่ได้ลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น

นอกจากนี้ ยังมีผู้ประกอบการต่างชาติที่ร่วมทุนกับผู้ประกอบการไทยในรูปแบบการลงทุนระยะยาว อาจจะร่วมกันลงทุนมาหลายโครงการต่อเนื่องแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อย่างเช่น ฮันคิว เรียลตี้ ที่ร่วมลงทุนกับทางบริษัท เสนา ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) มาหลายปี และปี 2567 นี้ก็ยังมีการร่วมลงทุนกันต่อเนื่องอีกหลายโครงการ

บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เป็นอีกบริษัทที่มีแผนจะร่วมทุนกับผู้ประกอบการต่างชาติอีก 2-3 รายภายในปี 2567 เช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะเป็นผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยร่วมทุนกันมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่นเดียวกับบริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ที่มีโครงการร่วมทุนกับทางมิตซูบิชิ เอสเตทมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปี 2567

“สุรเชษฐ” ยังกล่าวอีกว่า การร่วมทุนอีกหนึ่งรูปแบบที่อาจจะมีให้เห็นไม่มาก หรือไม่ค่อยเป็นที่พูดถึงมากนัก เพราะเป็นการร่วมทุนของผู้ประกอบการหรือนิติบุคคลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อพัฒนาโครงการใดโครงการหนึ่งเท่านั้น และเป็นการร่วมทุนของนักลงทุนไทยและต่างชาติ ซึ่งจัดตั้งนิติบุคคลตามกฎหมายประเทศไทย คือ คนไทยถือหุ้น 51% และต่างชาติ 49%

โดยก่อนหน้านี้มีจำนวนไม่น้อยที่เป็นการร่วมทุนในรูปแบบนี้ โดยอาจจะเป็นการร่วมทุนเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยหรืออสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ แต่อาจจะเป็นโครงการขนาดไม่ใหญ่ หรืออยู่ในจังหวัดต่างๆ นอกกรุงเทพมหานคร เนื่องจากนักลงทุนหรือผู้ประกอบการจากประเทศจีนมักจะต้องการมีบทบาทในการบริหารบริษัทมากเกินกว่าจะเป็นผู้ร่วมทุนเท่านั้น ซึ่งอาจจะแตกต่างจากกลุ่มนักลงทุนจากประเทศญี่ปุ่นที่เลือกที่จะลงทุนเงินแล้วไม่เข้ามาบริหารองค์กรใดๆ มากนัก เลือกที่จะรอรับผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงสุดท้ายมากกว่า

“สุรเชษฐ” กล่าวว่า การร่วมทุนระหว่างกลุ่มนักลงทุนไทย และต่างชาติที่น่าสนใจในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ช่วงกลางปี 2566 ที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงต้นปี 2567 มีอยู่ 1 โครงการที่มีการพัฒนาในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ริมถนนสนามบินน้ำบนที่ดินขนาด 30 ไร่ โดยจะพัฒนาเป็นบ้านเดี่ยว 5 ชั้น ซึ่งมีราคาขายเริ่มต้น 100 ล้านบาทต่อยูนิต ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาโดยบริษัท เหลียนเซิง จำกัด ที่มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามมีบางคนที่เป็นคนต่างชาติ แต่เงินทุนมาจากนักลงทุนไทยในสัดส่วน 55% ตุรกี 30% และจีน 15% ด้วยทุนจดทะเบียนบริษัท 1,500 ล้านบาท โดยจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อประกอบธุรกิจจัดสรรที่ดินและบ้าน ซื้อขายบ้านเดี่ยว อาคารพาณิชย์ ที่พักอาศัย โดยอยู่ในหมวดธุรกิจการซื้อและการขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นของตนเอง เพื่อการพักอาศัย

ทำไมต่างชาติถึงหลั่งไหลเข้ามาลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย “สุรเซษฐ” กล่าวว่า ในมุมผู้ประกอบการไทย เพื่อลดต้นทุนพัฒนาโครงการ นอกจากนี้ เป็นอีกช่องทางในการสร้างความน่าเชื่อถือของบริษัท เพราะแสดงว่าบริษัทหรือโครงการมีความน่าสนใจในสายตาของชาวต่างชาติ โดยเฉพาะผู้ประกอบการจากญี่ปุ่น

ด้าน “ขจรศิษฐ์ สิ่งสรรเสริญ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซมิส แอสเสท จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เนื่องจากต่างชาติมองตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังเติบโต โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมที่คนจะเลือกซื้อเป็นอันดับแรก เมื่อเริ่มทำงาน และกรุงเทพฯเป็นตลาดใหญ่ เพราะมีคนจากต่างจังหวัดเข้ามาทำงานกันมาก และราคาอสังหาริมทรัพย์ของไทยยังไม่แพง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ทำให้ต่างชาติที่มีปัญหาเรื่องความมั่นคงในประเทศ เช่น ฮ่องกง รัสเซีย เมียนมา ไต้หวัน เป็นต้น ซื้อสำหรับเป็นบ้านหลังที่ 2 และเพื่อการลงทุนปล่อยเช่า ขณะเดียวกันประเทศไทยยังมีตลาดบ้านมือ 2 ที่เมื่อซื้อคอนโดแล้วสามารถขายต่อได้ จะต่างจากประเทศอื่นๆ ทำให้บริษัทอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะญี่ปุน เข้ามาร่วมกับบริษัทไทยพัฒนาโครงการรองรับตลาดมากในช่วงที่ผ่านมา

ขณะที่ “พีระพงศ์ จรูญเอก” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ได้ร่วมลงทุนกับโนบูระมาแล้ว 8 ปี 30 โครงการ มูลค่าไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นล้านบาท พัฒนาคอนโดมิเนียมปีละ 4-6 โครงการ ปัจจุบันยังมีการลงทุนต่อเนื่อง ในไตรมาสแรกเปิดแล้ว 1 โครงการที่บางหว้า และไตรมาส 2 กำลังดูลงทุนโรงแรมที่ภูเก็ต อย่างไรก็ตาม แม้ผู้ร่วมทุนญี่ปุ่นจะมีความกังวลบ้างเรื่องภาวะหนี้ครัวเรือน ยอดถูกปฏิเสธสินเชื่อบ้านต่ำ 3 ล้านบาท ที่ยังสูงในระดับ 40-50% แต่เนื่องจากลงทุนในไทยมานาน จะมองว่าเป็นไปตามไซเคิลของธุรกิจ และมองว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยยังโตแม้จะไม่หวือหวา แต่ก็ไม่ขาดทุน รวมทั้งไปทำเซ็กเมนต์อื่น เช่น โรงแรม หรือตลาดต่างจังหวัด

เป็นอีกปรากฏการณ์ของวงการอสังหาริมทรัพย์ไทยที่น่าจะมีให้เห็นมากขึ้นนับจากนี้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตลาดอสังหาฯไทยร้อนแรงไม่แผ่ว ทุนใหญ่ต่างชาติ แห่ลงขันแสนล้าน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...