โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระยะเปลี่ยนผ่านที่เปราะบาง! เมื่อกลุ่มขวาจัดก่อกระแสรัฐประหาร

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 มิ.ย. 2567 เวลา 10.37 น. • เผยแพร่ 05 มิ.ย. 2567 เวลา 03.14 น.

“หนึ่งในเหตุผลที่พวกขวาจัดมีอำนาจในประเทศนี้ ก็เพราะไม่มีใครพูดดังๆ เกี่ยวกับพวกเขา”

Kathy Acker (1947-1997)
นักเขียนนวนิยาย นักเขียนบทละครชาวอเมริกัน

หนึ่งในปัญหาที่นักรัฐศาสตร์ในสาขาเปลี่ยนผ่านวิทยามีความกังวลเสมอคือ ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนั้น มักจะเป็นเวลาของความเปราะบาง เนื่องจากในด้านหนึ่ง การเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจและกลไกของระบอบอำนาจนิยมมาเป็นเวลานาน มักจะทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยมีอุปสรรคในตัวเองอย่างมาก

ซึ่งอาจเป็นเพราะการตกค้างของระบอบเก่ายังแฝงตัวอยู่ในความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และยังมีอิทธิพลทับซ้อนอยู่ใน “การเมืองใหม่” ของประเทศ

การตกค้างของ “การเมืองเก่า” ที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยก็คือ ชุดความคิดและ/หรืออุดมการณ์ของกลุ่มการเมืองปีกขวาที่ยังยึดโยงอยู่กับระบอบทหาร และเชื่อว่าระบอบทหารคือทางเลือกที่ดีที่สุดของประเทศ ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมรับต่อ “ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนราษฎร” (Representative Democracy) และเห็นว่านักการเมืองพลเรือนคือ ต้นเหตุของความเลวร้ายทางการเมืองที่เกิดกับประเทศ

หรือโดยนัยมีความเชื่อเช่นในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ว่าผู้นำทหารมี “สถานะทางศีลธรรม” สูงกว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

หากเปรียบเทียบกับการเมืองในละตินอเมริกาในช่วงที่ระบอบทหารเรืองอำนาจในยุคสงครามเย็นนั้น ชุดความคิดของกลุ่มปีกขวาจัดเช่นนี้คือ “อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง” (Antipolitics Ideology) ที่มีความคิดชัดเจนในการไม่ตอบรับกับระบอบประชาธิปไตย

ซึ่งในขณะนั้นอาจจะมีเงื่อนไขภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ทำให้กลุ่มขวาจัดยิ่งต้องการดำรงอยู่ของระบอบทหาร เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง

อย่างไรก็ตาม โดยนัยแล้ว คือชุดความคิดทางการเมืองนี้ยืนตรงข้ามกับการสร้างการเมืองในระบบเปิด ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมื่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้น กลุ่มขวาจัดเช่นในไทยจะยังคงแสดงท่าทีสนับสนุนหรือเรียกร้องหาระบอบทหารให้เข้ามาทำหน้าที่แทนระบอบเลือกตั้ง แม้จะไม่มีภัยคุกคามในแบบเดิม แต่ภัยคุกคามใหม่ถูกนิยามจากบทบาทของนักการเมือง หรือนิยามจากผลของการเลือกตั้งที่ “พรรคทหาร” ไม่ได้เป็นผู้ชนะหลัก

ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าสำหรับกลุ่มขวาจัดไทยแล้ว พวกเขายังเสมือนอยู่ในยุคสงครามเย็น ที่ยังคงยึดมั่นอยู่กับความเชื่อของการปกครองประเทศด้วยระบอบทหาร โดยไม่ตระหนักว่าการเมืองไทยได้ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ของโลก

การยึดติดอยู่กับชุดความคิดเก่าของระบอบทหารอาจจะไม่ตอบโจทย์อนาคตการเมืองไทย เพราะความต้องการที่จะถอยประเทศกลับไปสู่ระบอบทหารเช่นที่ระบอบนี้มีอำนาจต่อเนื่องมาอย่างยาวนานจากรัฐประหาร 2557 จนถึงเลือกตั้ง 2566 นั้น ถูกพิสูจน์แล้วว่าระบอบทหารไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการขับเคลื่อนประเทศในโลกยุคปัจจุบัน

ปัญหาและข้อขัดแย้ง

ถ้าเราสังเกตการเมืองไทยในช่วงปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มขวาจัดกำลังมีการสร้าง “กระแสรัฐประหาร” อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ โดยหันไปหยิบเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว เช่น ปัญหาเงินดิจิทัล ปัญหาความเห็นต่างระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย ปัญหาบทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ตลอดรวมถึงบทบาทในการผลักดันเวทีสันติภาพเมียนมา เป็นต้น ซึ่งพวกเขาหวังว่าจะสร้าง “แนวร่วมรัฐประหาร” ได้มากขึ้น

การปลุก “กระแสขวาจัด” เช่นนี้ ในอีกทางหนึ่งดูจะสอดรับกับความรู้สึกของผู้คนบางส่วนในสังคมที่ไม่ตอบรับกับรัฐบาล และยังหวังที่จะดึงคนกลางๆ ที่อาจไม่พอใจกับนโยบายรัฐบาล ให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวอีกครั้ง อย่างน้อยการตั้งเวทีการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลคือ คำยืนยันถึงความพยายามในเรื่องนี้

นอกจากนี้ มีประเด็นล่าสุดคือ การหยิบคำพูดของนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีกลาโหม ที่เสนอว่า กองทัพอาจจะซื้อข้าวจากกรณีจำนำข้าวที่ถูกเก็บไว้นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 มาเลี้ยงกำลังพล อันทำให้เกิดการก่อกระแสในกองทัพอย่างมากว่า นักการเมืองกำลังจะเอาข้าวเก่าที่มีปัญหามาเลี้ยงทหาร แม้คำพูดดังกล่าวจะมีคำพูดที่เป็นเงื่อนไขต่อท้ายก็ตาม แต่ก็ดูจะไม่มีใครสนใจ

การดำเนินการเช่นนี้เป็นความหวังของกลุ่มขวาจัดว่า พวกเขาจะ “กระตุ้นกระแสรัฐประหาร” ในหมู่กำลังพลทหารในระดับต่างๆ ด้วยการสร้างทัศนะว่า “รัฐบาลดูถูกทหาร… ด้อยค่าทหาร” และหวังในสุดท้ายว่า กำลังพลในกองทัพจะออกมาร่วมการเคลื่อนไหวกับกลุ่มขวาจัดในการต่อต้านรัฐบาล ดังเช่นตัวอย่างในยุคก่อนรัฐประหาร 2547 และ 2557 ที่กำลังพลส่วนหนึ่งออกมาเปิดการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอย่างเปิดเผย

ตัวอย่างของการก่อกระแสในกองทัพที่ปรากฏในโลกออนไลน์ เช่น ทหารมีหน้าที่ปกป้อง “สถาบัน” ไม่ใช่ปกป้อง “รัฐบาลข้าวเน่า” เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็นทิศทางชัดเจนในการปลุกระดมทหาร

จนเราอาจกล่าวเป็น “ยุทธศาสตร์ของนักรัฐประหาร” ได้ว่า ถ้าจะทำให้การยึดอำนาจประสบความสำเร็จ ผู้นำฝ่ายขวาจัดจะต้องสร้างทัศนะในกองทัพให้มีทิศทางไปในทางเดียวกับฝ่ายตนในการต่อต้านรัฐบาลพลเรือน ประกอบกับคนในกองทัพต้องทำตัวไม่เป็นอุปสรรคต่อการยึดอำนาจของผู้นำทหารขวาจัด

ขณะเดียวกันเงื่อนไขอีกประการที่สำคัญคือ การรัฐประหารจะสำเร็จได้จริง จะต้องได้รับความสนับสนุนจากสังคม ดังจะเห็นได้จากทั้งรัฐประหาร 2547 และ 2557 ที่มีการ “ปลุกระดมมวลชน” อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ ทั้งที่เป็นสื่อกระแสหลักและกระแสรองควบคู่กันไป

รวมทั้งการออกมาแสดงความเห็นของบุคคลที่มีอิทธิพลในการชี้นำสังคม เพื่อสร้าง “ประชามติรัฐประหาร” หรือสร้างภาพของการสนับสนุนของกระแสสังคมต่อรัฐประหารที่กำลังจะเกิดขึ้น

โยนหินหานักรัฐประหาร

ดังนั้น ถ้ากล่าวในแบบสำนวนไทยแล้ว การก่อกระแสรัฐประหารคือ “การโยนหินถามทาง” เพื่อหวังว่า กระแสสังคมจะตอบรับกับการเตรียมการยึดอำนาจนั่นเอง

ดังจะเห็นการโพสต์ในโลกออนไลน์อย่างท้าทาย เช่น “ยอมแลกกันไหม… ถ้าเกิดรัฐประหาร ได้ยกเลิกโครงการดิจิทัล” หรือการตั้งคำถามว่า “จะมีใครสนับสนุนรัฐประหารไหม เพื่อไม่ให้ประเทศเป็นหนี้…” ซึ่งการโพสต์เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่าการโพสต์เรียกหารัฐประหารในเวทีสาธารณะ เป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ หรือสังคมไทยจะถือมาตรฐานว่า โพสต์ดื่มสุราในที่สาธารณะเป็นความผิด แต่โพสต์สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร ไม่ผิด!

อีกทั้งมีข้อเสนอในแบบตรรกะของฝ่ายขวาจัดที่ว่า ต้องสนับสนุนการยึดอำนาจ เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ปีกขวาจัดในการเมืองไทยมีทัศนคติที่ต้องการรักษาระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ? เพราะที่ผ่านมา ฝ่ายขวาจัดแสดงบทบาทในการทำลายประชาธิปไตยมาโดยตลอด

เพราะในความเป็นจริงนั้น ปีกขวาจัดในการเมืองไทยคือ ฐานล่างที่แข็งแกร่งที่สุดในการรองรับการยึดอำนาจของผู้นำทหาร

กล่าวคือ มวลชนขวาจัดคือ “ทัพหน้า” ของการยึดอำนาจ และทหารทำหน้าที่เป็นเพียง “ทัพหลัก” เท่านั้นเอง

ฉะนั้น ในความเป็นจริงเชิงอุดมการณ์แล้ว ปีกขวาจัดไม่ใช่“กลุ่มอนุรักษนิยมกระแสหลัก” ที่ยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย หากปีกนี้มีความเป็น“ลัทธิอำนาจนิยม” ที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย และมักมีท่าทีเชิดชูระบอบทหาร หรือถ้ามีการเลือกตั้ง ก็พร้อมเสมอที่จะเลือก “ผู้นำทหาร” เพื่อสร้างระบอบพันทาง

ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏในการเมืองไทยปัจจุบันจึงน่าสนใจอย่างมาก เมื่อกลุ่มขวาจัดพยายามฟื้นกระแสรัฐประหารอีกครั้ง ซึ่งในด้านหนึ่งสะท้อนถึง โลกทัศน์ทางการเมืองของกลุ่มขวาจัดไทยที่เชื่ออย่างเดียวว่า ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลทหาร และปกครองโดยผู้นำทหาร

แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารแล้ว พวกเขาจะพึงพอใจอย่างยิ่ง และมีท่าทีสนับสนุนทุกวิถีทาง ขณะเดียวกันก็มีความเชื่ออย่างมากว่า รัฐบาลในระบอบทหารมี “ความสูงส่งทางศีลธรรม” มากกว่ารัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ดังข้อกล่าวหาที่ถูกนำมาใช้ในการโจมตีทางการเมืองเสมอคือ รัฐบาลเลือกตั้งคอร์รัปชั่น… โกงกิน

ซึ่งก็มักทำให้เกิดคำถามในมุมกลับว่า แล้ว “รัฐบาลทหารโปร่งใส” ไม่มีการโกงกิน หรือ “ผู้นำทหารไม่คอร์รัปชั่น” จริงหรือ

อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง 2567

ทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาประการเดียวว่า ฝ่ายขวาจัดยังมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการยึดอำนาจ และการก่อกระแสปัจจุบัน ยังสะท้อนอย่างชัดเจนถึงภาวะ “อารมณ์ค้าง” จากการล้มรัฐบาลทักษิณ 2549 และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2557 ที่การกลับมาของนายกฯ ทักษิณวันนี้ ทำให้พวกเขาต้องเคลื่อนไหวใหม่ แต่อยู่ภายใต้กรอบคิดเดิมคือ “รัฐประหาร”… เสียงเรียกร้องดังกล่าว เป็นเสมือนการสร้างสมการทางการเมืองว่า “กลุ่มขวาจัดไทย = การยึดอำนาจ”

แต่ว่าที่จริงแล้ว ท่าทีเช่นนี้สะท้อนให้เห็นชุดความคิดแบบอุดมการณ์ต่อต้านการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มขวาจัดไทย จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเขาไม่มีทางยอมรับระบอบประชาธิปไตยได้เลย ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยอาจต้องเรียกร้องให้กลุ่มปีกขวาอยู่ในความเป็น“อนุรักษนิยมกระแสหลัก” มากกว่าที่จะเป็น “ขวาจัดนิยมรัฐประหาร” เพราะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองต้องการกลุ่มอนุรักษนิยม เพื่อเป็นปัจจัยถ่วงดุลกับกลุ่ม “ประชาธิปไตยปีกซ้าย” ในระบอบการเมือง

ดังนั้น ในบริบทของการเมืองไทยปัจจุบัน ความไม่พอใจอดีตนายกฯ ทักษิณและความไม่ชอบรัฐบาล จึงไม่ใช่การออก “ใบอนุญาต” ให้กลุ่มขวาจัดเปิดการปลุกระดมมวลชน และเรียกหาให้ผู้นำทหารกลับสู่การมีอำนาจทางการเมืองด้วยการจัดตั้งระบอบทหารอีกครั้ง

กระนั้น ก็น่าสนใจว่าชนชั้นนำและกลุ่มผู้นำปีกขวาอื่นๆ พร้อมที่จะลากสังคมไทยกลับไปสู่ระบอบทหารอีกหรือไม่ แน่นอนว่า“คำเตือนเก่า” สำหรับนักรัฐประหารยังคงใช้ได้เสมอคือ การยึดอำนาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่การอยู่ในอำนาจหลังจากนั้น ยากกว่า… ยากกว่าหลายเท่าด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังเสมอว่าการเมืองไทยแม้จะมีปัญหาและความขัดแย้งเพียงใด จะไม่เดินย้อนรอยถอยหลังกลับไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริง ผู้นำทหารเมียนมาจะดีใจเป็นอย่างยิ่ง อันจะทำให้ท่านนายพลมิน อ่อง ลาย ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวกับการมีรัฐบาลทหารในอาเซียน

แต่การหวนคืนของรัฐประหาร จะทำให้ภาพลักษณ์ทางการเมืองและการทูตของประเทศไทยจมดิ่งลงก้นเหวอย่างแน่นอน!

https://x.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ระยะเปลี่ยนผ่านที่เปราะบาง! เมื่อกลุ่มขวาจัดก่อกระแสรัฐประหาร

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...