ระยะเปลี่ยนผ่านที่เปราะบาง! เมื่อกลุ่มขวาจัดก่อกระแสรัฐประหาร
“หนึ่งในเหตุผลที่พวกขวาจัดมีอำนาจในประเทศนี้ ก็เพราะไม่มีใครพูดดังๆ เกี่ยวกับพวกเขา”
Kathy Acker (1947-1997)
นักเขียนนวนิยาย นักเขียนบทละครชาวอเมริกัน
หนึ่งในปัญหาที่นักรัฐศาสตร์ในสาขาเปลี่ยนผ่านวิทยามีความกังวลเสมอคือ ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองนั้น มักจะเป็นเวลาของความเปราะบาง เนื่องจากในด้านหนึ่ง การเมืองที่อยู่ภายใต้อำนาจและกลไกของระบอบอำนาจนิยมมาเป็นเวลานาน มักจะทำให้การเปลี่ยนผ่านไปสู่ประชาธิปไตยมีอุปสรรคในตัวเองอย่างมาก
ซึ่งอาจเป็นเพราะการตกค้างของระบอบเก่ายังแฝงตัวอยู่ในความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และยังมีอิทธิพลทับซ้อนอยู่ใน “การเมืองใหม่” ของประเทศ
การตกค้างของ “การเมืองเก่า” ที่มีนัยสำคัญอย่างมากต่อความสำเร็จของการเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตยก็คือ ชุดความคิดและ/หรืออุดมการณ์ของกลุ่มการเมืองปีกขวาที่ยังยึดโยงอยู่กับระบอบทหาร และเชื่อว่าระบอบทหารคือทางเลือกที่ดีที่สุดของประเทศ ขณะเดียวกันก็ไม่ยอมรับต่อ “ระบอบประชาธิปไตยแบบผู้แทนราษฎร” (Representative Democracy) และเห็นว่านักการเมืองพลเรือนคือ ต้นเหตุของความเลวร้ายทางการเมืองที่เกิดกับประเทศ
หรือโดยนัยมีความเชื่อเช่นในยุคสงครามคอมมิวนิสต์ว่าผู้นำทหารมี “สถานะทางศีลธรรม” สูงกว่านักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง
หากเปรียบเทียบกับการเมืองในละตินอเมริกาในช่วงที่ระบอบทหารเรืองอำนาจในยุคสงครามเย็นนั้น ชุดความคิดของกลุ่มปีกขวาจัดเช่นนี้คือ “อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง” (Antipolitics Ideology) ที่มีความคิดชัดเจนในการไม่ตอบรับกับระบอบประชาธิปไตย
ซึ่งในขณะนั้นอาจจะมีเงื่อนไขภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์ ที่ทำให้กลุ่มขวาจัดยิ่งต้องการดำรงอยู่ของระบอบทหาร เพื่อเป็นหลักประกันด้านความมั่นคง
อย่างไรก็ตาม โดยนัยแล้ว คือชุดความคิดทางการเมืองนี้ยืนตรงข้ามกับการสร้างการเมืองในระบบเปิด ดังนั้น จึงไม่แปลกที่เมื่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองเกิดขึ้น กลุ่มขวาจัดเช่นในไทยจะยังคงแสดงท่าทีสนับสนุนหรือเรียกร้องหาระบอบทหารให้เข้ามาทำหน้าที่แทนระบอบเลือกตั้ง แม้จะไม่มีภัยคุกคามในแบบเดิม แต่ภัยคุกคามใหม่ถูกนิยามจากบทบาทของนักการเมือง หรือนิยามจากผลของการเลือกตั้งที่ “พรรคทหาร” ไม่ได้เป็นผู้ชนะหลัก
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าสำหรับกลุ่มขวาจัดไทยแล้ว พวกเขายังเสมือนอยู่ในยุคสงครามเย็น ที่ยังคงยึดมั่นอยู่กับความเชื่อของการปกครองประเทศด้วยระบอบทหาร โดยไม่ตระหนักว่าการเมืองไทยได้ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ของโลก
การยึดติดอยู่กับชุดความคิดเก่าของระบอบทหารอาจจะไม่ตอบโจทย์อนาคตการเมืองไทย เพราะความต้องการที่จะถอยประเทศกลับไปสู่ระบอบทหารเช่นที่ระบอบนี้มีอำนาจต่อเนื่องมาอย่างยาวนานจากรัฐประหาร 2557 จนถึงเลือกตั้ง 2566 นั้น ถูกพิสูจน์แล้วว่าระบอบทหารไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการขับเคลื่อนประเทศในโลกยุคปัจจุบัน
ปัญหาและข้อขัดแย้ง
ถ้าเราสังเกตการเมืองไทยในช่วงปัจจุบันจะเห็นได้ชัดเจนว่า กลุ่มขวาจัดกำลังมีการสร้าง “กระแสรัฐประหาร” อีกครั้งอย่างไม่น่าเชื่อ โดยหันไปหยิบเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงในสังคมมาเป็นประเด็นในการเคลื่อนไหว เช่น ปัญหาเงินดิจิทัล ปัญหาความเห็นต่างระหว่างรัฐบาลกับธนาคารแห่งประเทศไทย ปัญหาบทบาทของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ตลอดรวมถึงบทบาทในการผลักดันเวทีสันติภาพเมียนมา เป็นต้น ซึ่งพวกเขาหวังว่าจะสร้าง “แนวร่วมรัฐประหาร” ได้มากขึ้น
การปลุก “กระแสขวาจัด” เช่นนี้ ในอีกทางหนึ่งดูจะสอดรับกับความรู้สึกของผู้คนบางส่วนในสังคมที่ไม่ตอบรับกับรัฐบาล และยังหวังที่จะดึงคนกลางๆ ที่อาจไม่พอใจกับนโยบายรัฐบาล ให้เข้าร่วมการเคลื่อนไหวอีกครั้ง อย่างน้อยการตั้งเวทีการชุมนุมที่หน้าทำเนียบรัฐบาลคือ คำยืนยันถึงความพยายามในเรื่องนี้
นอกจากนี้ มีประเด็นล่าสุดคือ การหยิบคำพูดของนายสุทิน คลังแสง รัฐมนตรีกลาโหม ที่เสนอว่า กองทัพอาจจะซื้อข้าวจากกรณีจำนำข้าวที่ถูกเก็บไว้นับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 มาเลี้ยงกำลังพล อันทำให้เกิดการก่อกระแสในกองทัพอย่างมากว่า นักการเมืองกำลังจะเอาข้าวเก่าที่มีปัญหามาเลี้ยงทหาร แม้คำพูดดังกล่าวจะมีคำพูดที่เป็นเงื่อนไขต่อท้ายก็ตาม แต่ก็ดูจะไม่มีใครสนใจ
การดำเนินการเช่นนี้เป็นความหวังของกลุ่มขวาจัดว่า พวกเขาจะ “กระตุ้นกระแสรัฐประหาร” ในหมู่กำลังพลทหารในระดับต่างๆ ด้วยการสร้างทัศนะว่า “รัฐบาลดูถูกทหาร… ด้อยค่าทหาร” และหวังในสุดท้ายว่า กำลังพลในกองทัพจะออกมาร่วมการเคลื่อนไหวกับกลุ่มขวาจัดในการต่อต้านรัฐบาล ดังเช่นตัวอย่างในยุคก่อนรัฐประหาร 2547 และ 2557 ที่กำลังพลส่วนหนึ่งออกมาเปิดการเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลอย่างเปิดเผย
ตัวอย่างของการก่อกระแสในกองทัพที่ปรากฏในโลกออนไลน์ เช่น ทหารมีหน้าที่ปกป้อง “สถาบัน” ไม่ใช่ปกป้อง “รัฐบาลข้าวเน่า” เป็นต้น ซึ่งทำให้เห็นทิศทางชัดเจนในการปลุกระดมทหาร
จนเราอาจกล่าวเป็น “ยุทธศาสตร์ของนักรัฐประหาร” ได้ว่า ถ้าจะทำให้การยึดอำนาจประสบความสำเร็จ ผู้นำฝ่ายขวาจัดจะต้องสร้างทัศนะในกองทัพให้มีทิศทางไปในทางเดียวกับฝ่ายตนในการต่อต้านรัฐบาลพลเรือน ประกอบกับคนในกองทัพต้องทำตัวไม่เป็นอุปสรรคต่อการยึดอำนาจของผู้นำทหารขวาจัด
ขณะเดียวกันเงื่อนไขอีกประการที่สำคัญคือ การรัฐประหารจะสำเร็จได้จริง จะต้องได้รับความสนับสนุนจากสังคม ดังจะเห็นได้จากทั้งรัฐประหาร 2547 และ 2557 ที่มีการ “ปลุกระดมมวลชน” อย่างต่อเนื่องผ่านสื่อต่างๆ ทั้งที่เป็นสื่อกระแสหลักและกระแสรองควบคู่กันไป
รวมทั้งการออกมาแสดงความเห็นของบุคคลที่มีอิทธิพลในการชี้นำสังคม เพื่อสร้าง “ประชามติรัฐประหาร” หรือสร้างภาพของการสนับสนุนของกระแสสังคมต่อรัฐประหารที่กำลังจะเกิดขึ้น
โยนหินหานักรัฐประหาร
ดังนั้น ถ้ากล่าวในแบบสำนวนไทยแล้ว การก่อกระแสรัฐประหารคือ “การโยนหินถามทาง” เพื่อหวังว่า กระแสสังคมจะตอบรับกับการเตรียมการยึดอำนาจนั่นเอง
ดังจะเห็นการโพสต์ในโลกออนไลน์อย่างท้าทาย เช่น “ยอมแลกกันไหม… ถ้าเกิดรัฐประหาร ได้ยกเลิกโครงการดิจิทัล” หรือการตั้งคำถามว่า “จะมีใครสนับสนุนรัฐประหารไหม เพื่อไม่ให้ประเทศเป็นหนี้…” ซึ่งการโพสต์เช่นนี้ ทำให้เกิดคำถามอย่างมากว่าการโพสต์เรียกหารัฐประหารในเวทีสาธารณะ เป็นการกระทำที่เข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่ หรือสังคมไทยจะถือมาตรฐานว่า โพสต์ดื่มสุราในที่สาธารณะเป็นความผิด แต่โพสต์สนับสนุนให้เกิดการรัฐประหาร ไม่ผิด!
อีกทั้งมีข้อเสนอในแบบตรรกะของฝ่ายขวาจัดที่ว่า ต้องสนับสนุนการยึดอำนาจ เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย ซึ่งทำให้อดคิดไม่ได้ว่า ปีกขวาจัดในการเมืองไทยมีทัศนคติที่ต้องการรักษาระบอบประชาธิปไตยจริงหรือ? เพราะที่ผ่านมา ฝ่ายขวาจัดแสดงบทบาทในการทำลายประชาธิปไตยมาโดยตลอด
เพราะในความเป็นจริงนั้น ปีกขวาจัดในการเมืองไทยคือ ฐานล่างที่แข็งแกร่งที่สุดในการรองรับการยึดอำนาจของผู้นำทหาร
กล่าวคือ มวลชนขวาจัดคือ “ทัพหน้า” ของการยึดอำนาจ และทหารทำหน้าที่เป็นเพียง “ทัพหลัก” เท่านั้นเอง
ฉะนั้น ในความเป็นจริงเชิงอุดมการณ์แล้ว ปีกขวาจัดไม่ใช่“กลุ่มอนุรักษนิยมกระแสหลัก” ที่ยอมรับกระบวนการประชาธิปไตย หากปีกนี้มีความเป็น“ลัทธิอำนาจนิยม” ที่อยู่ภายใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตย และมักมีท่าทีเชิดชูระบอบทหาร หรือถ้ามีการเลือกตั้ง ก็พร้อมเสมอที่จะเลือก “ผู้นำทหาร” เพื่อสร้างระบอบพันทาง
ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏในการเมืองไทยปัจจุบันจึงน่าสนใจอย่างมาก เมื่อกลุ่มขวาจัดพยายามฟื้นกระแสรัฐประหารอีกครั้ง ซึ่งในด้านหนึ่งสะท้อนถึง โลกทัศน์ทางการเมืองของกลุ่มขวาจัดไทยที่เชื่ออย่างเดียวว่า ประเทศไทยต้องมีรัฐบาลทหาร และปกครองโดยผู้นำทหาร
แต่ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการรัฐประหารแล้ว พวกเขาจะพึงพอใจอย่างยิ่ง และมีท่าทีสนับสนุนทุกวิถีทาง ขณะเดียวกันก็มีความเชื่ออย่างมากว่า รัฐบาลในระบอบทหารมี “ความสูงส่งทางศีลธรรม” มากกว่ารัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ดังข้อกล่าวหาที่ถูกนำมาใช้ในการโจมตีทางการเมืองเสมอคือ รัฐบาลเลือกตั้งคอร์รัปชั่น… โกงกิน
ซึ่งก็มักทำให้เกิดคำถามในมุมกลับว่า แล้ว “รัฐบาลทหารโปร่งใส” ไม่มีการโกงกิน หรือ “ผู้นำทหารไม่คอร์รัปชั่น” จริงหรือ
อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง 2567
ทั้งหมดนี้สะท้อนปัญหาประการเดียวว่า ฝ่ายขวาจัดยังมุ่งมั่นที่จะผลักดันให้เกิดการยึดอำนาจ และการก่อกระแสปัจจุบัน ยังสะท้อนอย่างชัดเจนถึงภาวะ “อารมณ์ค้าง” จากการล้มรัฐบาลทักษิณ 2549 และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ 2557 ที่การกลับมาของนายกฯ ทักษิณวันนี้ ทำให้พวกเขาต้องเคลื่อนไหวใหม่ แต่อยู่ภายใต้กรอบคิดเดิมคือ “รัฐประหาร”… เสียงเรียกร้องดังกล่าว เป็นเสมือนการสร้างสมการทางการเมืองว่า “กลุ่มขวาจัดไทย = การยึดอำนาจ”
แต่ว่าที่จริงแล้ว ท่าทีเช่นนี้สะท้อนให้เห็นชุดความคิดแบบอุดมการณ์ต่อต้านการเมืองที่ไม่เปลี่ยนแปลงในกลุ่มขวาจัดไทย จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม พวกเขาไม่มีทางยอมรับระบอบประชาธิปไตยได้เลย ซึ่งฝ่ายประชาธิปไตยอาจต้องเรียกร้องให้กลุ่มปีกขวาอยู่ในความเป็น“อนุรักษนิยมกระแสหลัก” มากกว่าที่จะเป็น “ขวาจัดนิยมรัฐประหาร” เพราะการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองต้องการกลุ่มอนุรักษนิยม เพื่อเป็นปัจจัยถ่วงดุลกับกลุ่ม “ประชาธิปไตยปีกซ้าย” ในระบอบการเมือง
ดังนั้น ในบริบทของการเมืองไทยปัจจุบัน ความไม่พอใจอดีตนายกฯ ทักษิณและความไม่ชอบรัฐบาล จึงไม่ใช่การออก “ใบอนุญาต” ให้กลุ่มขวาจัดเปิดการปลุกระดมมวลชน และเรียกหาให้ผู้นำทหารกลับสู่การมีอำนาจทางการเมืองด้วยการจัดตั้งระบอบทหารอีกครั้ง
กระนั้น ก็น่าสนใจว่าชนชั้นนำและกลุ่มผู้นำปีกขวาอื่นๆ พร้อมที่จะลากสังคมไทยกลับไปสู่ระบอบทหารอีกหรือไม่ แน่นอนว่า“คำเตือนเก่า” สำหรับนักรัฐประหารยังคงใช้ได้เสมอคือ การยึดอำนาจไม่ใช่เรื่องยาก แต่การอยู่ในอำนาจหลังจากนั้น ยากกว่า… ยากกว่าหลายเท่าด้วย
อย่างไรก็ตาม ยังมีความหวังเสมอว่าการเมืองไทยแม้จะมีปัญหาและความขัดแย้งเพียงใด จะไม่เดินย้อนรอยถอยหลังกลับไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริง ผู้นำทหารเมียนมาจะดีใจเป็นอย่างยิ่ง อันจะทำให้ท่านนายพลมิน อ่อง ลาย ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวกับการมีรัฐบาลทหารในอาเซียน
แต่การหวนคืนของรัฐประหาร จะทำให้ภาพลักษณ์ทางการเมืองและการทูตของประเทศไทยจมดิ่งลงก้นเหวอย่างแน่นอน!
https://x.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ระยะเปลี่ยนผ่านที่เปราะบาง! เมื่อกลุ่มขวาจัดก่อกระแสรัฐประหาร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com