โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

คำสาปที่วังหน้า ของพระยาเสือ (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 10 มิ.ย. 2567 เวลา 04.59 น. • เผยแพร่ 04 มิ.ย. 2567 เวลา 06.51 น.

บุคคลที่ได้รับการยกย่องให้เป็น “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย” อย่าง สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ.2405-2486) ได้เคยอธิบายถึงศัพท์คำว่า “วังหน้า” หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่า “พระราชวังบวรสถานมงคล” เอาไว้ว่า หมายถึง “พระราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหาอุปราช”

แน่นอนว่า “พระมหาอุปราช” นั้นก็คือ ตำแหน่ง “รัชทายาท” ที่จะสืบทอดราชสมบัติของพระมหากษัตริย์ โดยกรมพระยาดำรงฯ ท่านบอกด้วยว่า ในรัฐจารีตของอุษาคเนย์ มีตำแหน่งที่ว่านี้ปรากฏอยู่ทั้งในสยาม, พม่า, กัมพูชา, ล้านนา และก็ในลาว

ส่วนที่ว่าทำไมต้องเรียกว่า วังที่ประทับของพระมหาอุปราชว่า “วังหน้า” นั้น ก็มีข้อสันนิษฐานแตกต่างกันออกไปหลักๆ อยู่ 2 ข้อสันนิษฐาน

หนึ่ง คือเชื่อว่า เป็นเพราะตำแหน่งที่ตั้งของพระราชวังจันทรเกษม อันเป็นวังหน้าของกรุงศรีอยุธยา ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออก อันเป็นทิศทางด้านหน้าของพระราชวังหลวง จึงทำให้เรียกวังที่ประทับของพระมหาอุปราชว่า วังหน้า คือวังที่อยู่ข้างหน้าวังหลวง

ส่วนข้อสันนิษฐานที่สองนั้น เชื่อว่าเป็นเพราะตามโบราณราชประเพณีแล้ว เมื่อเกิดศึกสงคราม จะมีการแบ่งทัพเป็นทัพหลวง กับทัพหน้า โดยพระมหากษัตริย์ย่อมเสด็จเป็นทัพหลวง ส่วนพระมหาอุปราชย่อมเสด็จเป็นทัพหน้า จึงมีการเรียกที่ประทับของพระมหาอุปราชว่า “วังฝ่ายหน้า”

แล้วค่อยย่อลงมาเป็นเรียกว่า วังหน้า ด้วยความสะดวกปาก

ไม่ว่าเหตุผลแท้จริงที่ทำให้เรียกวังของพระมหาอุปราชว่า วังหน้า นั้น จะเป็นเพราะอะไรก็ตาม แต่ก็อาจจะสังเกตได้ด้วยว่า ในบรรดารัฐที่มีตำแหน่งพระมหาอุปราชเหมือนๆ กันนั้น ก็มีคำเรียกตำแหน่งที่มีความหมายใกล้เคียงกับคำว่าวังหน้าด้วยเหมือนกัน

เช่น พม่าเรียก “พระมหาอุปราช” ว่า “อินแซะมิน” โดย “อิน” แปลว่า “วัง” ส่วน “แซะ” แปลว่า “หน้า” สุดท้ายคำว่า “มิน” คือ “ผู้เป็นเจ้า (ของ)” รวมความว่า “ผู้เป็นเจ้าของวังหน้า” ส่วนเมืองเชียงใหม่นั้น ก็เรียกตำแหน่ง “เจ้าอุปราช” ว่า “เจ้าหอหน้า” มาตั้งแต่โบราณแล้วเช่นเดียวกัน

ดังนั้น ถ้าคำศัพท์ “วังหน้า” จะมีที่มาจากตำแหน่งที่ตั้งของวังที่อยู่ด้านหน้าของวังหลวงแล้ว ก็คงจะไม่ใช่คำศัพท์ที่เกิดขึ้นมาเพราะว่า “พระราชวังจันทรเกษม” ของกรุงศรีอยุธยา ถูกสร้างขึ้นอยู่ทางด้านหน้าของวังหลวงหรอกนะครับ

ในทางกลับกันพระราชวังจันทรเกษมนั่นแหละ ที่ถูกสร้างขึ้นไว้ทางด้านหน้าของวังหลวง เพราะคติเรื่องตำแหน่งที่ตั้งของวังหน้าที่ควรจะมีมาก่อนหน้านั้นเสียมากกว่า

และถึงแม้ว่านี่จะไม่ใช่หลักฐานที่ใช้ยืนยันได้ว่า ศัพท์คำว่า “วังหน้า” (หรือศัพท์ที่มีความหมายทำนองเดียวกันในภาษา และวัฒนธรรมอื่น) จะเกี่ยวข้องกับตำแหน่งที่ตั้งของวังก็ตาม แต่ก็กลับเป็นหลักฐานที่ชวนให้ข้อสันนิษฐานที่ว่า ศัพท์คำนี้ควรมีที่มาจากการจัดกระบวนทัพ เป็นทัพหน้า และทัพหลวง ดูมีน้ำหนักความเป็นไปได้มากกว่า เพราะการจักกระบวนทัพอย่างนี้เป็นสิ่งที่มีมาก่อนการสถาปนาของกรุงศรีอยุธยาแน่

แล้วจะไปนับประสาอะไรกับแค่พระราชวังจันทรเกษม เพียงแค่วังเดียว?

และต้องอย่าลืมด้วยว่า นอกจาก “ทัพหน้า” กับ “ทัพหลวง” แล้ว ยังมี “ทัพหลัง” ซึ่งทั้งในยุคอยุธยา และกรุงเทพฯ นั้น ต่างก็มีหลักฐานของ “วังหลัง” หรือที่มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า “พระราชวังบวรสถานภิมุข” คือวังที่กรมพระราชวังบวรสถานภิมุข หรือที่เรียกกันอย่างเคยปากมากกว่าว่า “กรมพระราชวังหลัง” ประทับอยู่อีกด้วย

หลักฐานของ “วังหน้า” ในประวัติศาสตร์ไทยแห่งแรกนั้นก็คือ “พระราชวังจันทรเกษม” นั่นแหละ

วังแห่งนี้เพิ่งจะถูกสร้างขึ้นในสมัยของสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช เพื่อให้พระราชโอรส ผู้ดำรงตำแหน่งพระมหาอุปราชคือ สมเด็จพระนเรศวร ประทับเมื่อเสด็จจากเมืองพิษณุโลกมาเข้าเฝ้าพระองค์ เมื่อราว พ.ศ.2120 แล้วจากนั้น ก็กลายเป็นวังที่ประทับของพระมหาอุปราชของกรุงศรีอยุธยามาโดยตลอด จวบจนเสียกรุงครั้งที่ 2 เมื่อเรือน พ.ศ.2310 โน่นเลย

ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าตากสิน ที่เพิ่งสถาปนากรุงธนบุรีขึ้นมาเป็น ราชธานีแห่งใหม่นั้น ยังไม่มีการแต่งตั้งตำแหน่งวังหน้า เพิ่งจะมีการนำมาแต่งตั้งกันใหม่เมื่อสมัยรัชกาลที 1 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์นี้เอง

ตำแหน่ง “กรมพระราชวังสถานมงคล” ผู้ปกครอง “วังหน้า” ในยุคกรุงเทพฯ นี้ มีต่อเนื่องเรื่อยมาจนมาสิ้นสุดลงเอาเมื่อ “กษัตริย์วังหน้า” องค์สุดท้ายคือ กรมพระราชวังวิไชยชาญ (พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ ผู้เป็นโอรสของสมเด็จพระปิ่นเกล้า) ทิวงคตลงเมื่อ พ.ศ.2428 รัชกาลที่ 5 จึงทรงยุบตำแหน่งวังหน้าลง แล้วสถาปนาตำแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร” ขึ้นเป็นตำแหน่งรัชทายาทในราชสำนักของสยามแทน

ว่ากันว่า ชื่อตำแหน่ง “สยามมกุฎราชกุมาร” นี้ มีที่มาจากตำแหน่ง“crown prince” (แปลไทยตรงตัวว่า มกุฎราชกุมาร) ของชาติในยุโรป โดยเฉพาะชาติมหาอำนาจในเวลานั้นอย่างอังกฤษนั่นเอง

ที่สำคัญก็คือ รัชกาลที่ 5 ไม่เพียงแต่ทรงยกเลิกตำแหน่ง “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” เท่านั้นนะครับ เพราะพระองค์ยังโปรดให้ยุบวังหน้าลงไปทั้งวังพร้อมกันนั้นด้วย

ประวัติศาสตร์ของอะไรที่เรียกว่า “วังหน้า” ในไทย ที่ยืนยาวมาตั้งแต่เมื่อครั้งหลังจากที่กรุงศรีอยุธยาเสียกรุงครั้งที่ 1 ไม่นานนัก จึงถึงกาลอวสานลงในครั้งนั้น พร้อมๆ กับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสืบราชสมบัติของสยาม ให้เป็นเหมือนอย่างชาติมหาอำนาจตะวันตก ในยุคล่าอาณานิคมนี่เอง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ผู้ที่ได้รับตำแหน่ง “กษัตริย์วังหน้า” ซึ่งก็คือ “พระมหาอุปราช” ในยุครัตนโกสินทร์ กลับแทบไม่เคยมีใครได้ขึ้นครองราชย์เป็น “กษัตริย์วังหลวง” เลย นอกเสียจากรัชกาลที่ 2 ซึ่งควรนับเป็นกรณีพิเศษ เพราะได้รับตำแหน่งกรมพระราชวังบวรมงคล แต่ไม่เคยประทับที่วังหน้าเลย

กษัตริย์วังหน้าองค์แรกของกรุงรัตนโกสินทร์คือ “กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาท” (บุญมา) ซึ่งเป็นพระอนุชา คือน้องชายแท้ๆ ของรัชกาลที่ 1 และเป็นขุนพลคนสนิทของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

ว่ากันว่า ด้วยตำแหน่งสุดท้ายที่กรมพระราชวังบวรฯ องค์แรกของกรุงเทพฯ องค์นี้ ได้รับในแผ่นดินของพระเจ้าตากสินก็คือ “พระยาสุรสีห์พิษณุวาธิราช” อันเป็นตำแหน่งผู้สำเร็จราชการเมืองใหญ่ที่สำคัญที่สุดเมืองหนึ่งในยุคโน้นอย่างเมืองพิษณุโลก ประกอบกับพระอัธยาศัยที่กล้าหาญ เข้มแข็ง และเด็ดขาด สมดังชาตินักรบ จึงได้รับพระสมัญญานามว่า “พระยาเสือ”

ข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ฉบับเจ้าทิพากรวงศ์ (ขำ บุญนาค) ซึ่งเขียนเสร็จตั้งแต่ก่อน พ.ศ.2413 เล็กน้อยนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงรายละเอียดความขัดแย้งระหว่าง “วังหน้า” ในสมัยที่พระยาเสือปกครอง กับกลุ่ม “วังหลวง” อย่างรุนแรง

โดยเฉพาะกรณีที่เมื่อ พ.ศ.2339 กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทกราบบังคมทูลขอพระราชทานเบี้ยหวัดประจำปีเพิ่มให้แก่เหล่าขุนนางวังหน้า แต่ไม่ได้รับตามที่ประสงค์ จนทำให้เกิดการขนกองกำลังและปืนขึ้นป้อมวังหน้าประจันกับวังหลวง

ร้อนจนสมเด็จพระพี่นางต่างมารดา 2 พระองค์ ได้แก่ สมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระเทพสุดาวดี (สา) และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์ (แก้ว) ต้องมาไกล่เกลี่ยความให้เรื่องจึงยุติลง

ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ในพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 4 เรื่อง“สถานที่ซึ่งกรมพระราชวังทรงสร้าง” ซึ่งถูกรวมพิมพ์อยู่ในหนังสือที่ชื่อ “ชุมนุมพระบรมราชาธิบาย ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2457 ว่า เมื่อครั้งที่สมเด็จกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทประชวรหนักจนทราบพระองค์ว่าใกล้จะทิวงคตจะกล่าวไว้ว่า

“ของนี้กูอุตส่าห์ทำด้วยความคิดแลเรี่ยวแรงเป็นหนักหนา หวังว่าจะอยู่ชมให้สบายนานๆ ก็ครั้งนี้จะไม่ได้อยู่แล้ว จะได้เห็นวันนี้เป็นที่สุด ต่อไปก็จะเป็นของท่านผู้อื่น”

และ“ของใหญ่ของโตดีดีของกูสร้าง ใครไม่ได้ช่วยเข้าทุนอุดหนุน กูสร้างขึ้นด้วยกำลังข้าเจ้าบ่าวนายของกูเอง นานไปใครมิใช่ลูกกู ถ้ามาเป็นเจ้าของเข้าครอบครอง ขอผีสางเทวดาจงบันดาลอย่าให้มีความสุข”

รัชกาลที่ 4 ยังทรงอ้างต่อไปด้วยว่า พระยาเสือท่านยังได้สาปแช่งอะไรต่อไปอีกด้วย แต่รัชกาลที่ 4 ก็ไม่ได้ระบุข้อความเอาไว้ว่า ได้สาปอะไรไว้บ้าง

อย่างไรก็ตาม เฉพาะข้อข้างต้นได้ถูกกล่าวถึงอีกครั้งในหนังสือ “ตำนานวังหน้า” ที่เขียนขึ้นโดยกรมพระยาดำรงฯ (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2461) โดยหนังสือเล่มหลังนี้ถูกตีพิมพ์ซ้ำหลายรอบ พร้อมๆ กับที่ทำให้ข้อความข้างต้นเป็นที่รู้จักกันในชื่อของ “คำสาปวังหน้า”

โดยในหนังสือเล่มนี้ กรมพระยาดำรงฯ ยังทรงระบุเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า

“กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาททรงสร้างพระราชมณเทียรและสถานที่ต่างๆ ในพระราชวังบวรฯ ทรงทำโดยประณีตบรรจงทุกๆ อย่าง ด้วยตั้งพระราชหฤทัยว่า เมื่อสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชสิ้นพระชนมายุขัยสวรรคต ถึงเวลาพระองค์ครอบครองราชสมบัติจะเสด็จประทับอยู่ในพระราชวังบวรฯ ตามแบบอย่างพระเจ้าบรมโกศ ไม่เสด็จลงมาอยู่วังหลวง เป็นคำเล่ากันมาดังนี้”

ถึงแม้ว่า กรมพระยาดำรงฯ จะไม่ทรงระบุว่า ข้อความข้างต้นเป็นเหตุผลที่ทำให้กรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาททรงสาปแช่งหรือเปล่า?

แต่ก็เห็นได้ชัดว่า คนในยุคร่วมสมัยกับพระยาเสือนั้นน่าจะเชื่อถือว่า มีคำสาปที่ว่าอยู่จริง และดูเหมือนว่าจะเกรงกลัวอยู่ไม่น้อย

ดังที่รัชกาลที่ 4 ทรงระบุไว้ในพระราชนิพนธ์ชิ้นเดิมของพระองค์ว่า รัชกาลที่ 1 เองก็โปรดให้รัชกาลที่ 2 เมื่อครั้งที่ดำรงพระยศเป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแทนพระยาเสือ ประทับอยู่ที่นิวาสเดิม ไม่ต้องไปประทับที่วังหน้า

ในขณะที่ตำนานวังหน้าของกรมพระยาดำรงฯ นั้นก็อ้างว่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคลองค์ต่อมาอีก 2 องค์ ต่างก็พยายามแก้เคล็ดคำสาปด้วยการสมรสกับธิดาของพระยาเสือทั้งคู่ แต่ก็ไม่อาจมีพระชนม์ชีพอยู่ได้นานนักเหมือนกันทั้งคู่

แถมต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 เมื่อสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่จะเสด็จไปประทับที่วังหน้า ก็ยังมีการฝังอาถรรพ์ทุกป้อมทุกประตูของวังหน้าใหม่ถึง 80 หลัก ก่อนที่จะเสด็จเข้าไปประทับ ซึ่งก็สามารถประทับอยู่ได้ยาวนานกว่ากษัตริย์วังหน้าองค์ก่อนหน้าเสียด้วย

ถ้าจะยืนอยู่บนหลักเหตุผลอย่างเป็นวิทยาศาสตร์แล้ว ก็คงจะไม่มีใครตอบได้หรอกนะครับว่า คำสาปของพระยาเสือส่งผลต่อกษัตริย์ผู้ครองวังหน้าองค์ถัดๆ มาจริงหรือเปล่า?

แต่จากข้อความในเอกสารที่เขียนขึ้นโดยทั้งรัชกาลที่ 4 และผู้เป็นพระราชโอรสของพระองค์เองอย่างกรมพระยาดำรงฯ นั้น ก็ดูเหมือนจะโน้มน้าวให้เชื่อไปในทิศทางอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม การสรุปว่า เคราะห์ร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับกษัตริย์วังหน้าองค์ถัดๆ มา เกิดจากคำสาปของกรมพระราชวังบวรสุรสิงหนาทเพียงถ่ายเดียว ก็ดูจะเป็นการเพิกเฉยต่อเงื่อนไข และปัจจัยอื่นๆ ในช่วงเวลาเหล่านั้นอย่างไม่ต้องสงสัย

เพราะเหตุการณ์ต่างๆ เหล่านี้ย่อมสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมืองของยุคสมัยแน่ โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงสถานะของตัวละครต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอยู่กับเหตุการณ์เหล่านี้

ซึ่งก็รวมไปถึงสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความเชื่อเรื่อง “คำสาปวังหน้า” ของพระยาเสือขึ้นมาด้วย

(มีต่อ) •

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คำสาปที่วังหน้า ของพระยาเสือ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...