โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs ญี่ปุ่นล้มละลาย คาดค่าเงินอ่อนลงต่อเนื่อง สัญญาณภาวะฟองสบู่แตก?

Mission To The Moon

เผยแพร่ 11 ก.ค. 2567 เวลา 05.30 น. • Mission To The Moon Media

“เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตและเฟื่องฟูเป็นอันดับสองของโลก” ประโยคนี้เป็นเพียงอดีตที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ก่อนจะจบลงอย่างรวดเร็วและก้าวเข้าสู่ยุค “ทศวรรษที่หายไป” (Lost Dacades) มาเป็นช่วงเวลากว่า 30 ปีที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตถดถอยจนเสียตำแหน่งอันดับสองไป
.
จนกระทั่งกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมาก็ต้องเสียอันดับ 3 ให้กับประเทศเยอรมนีที่รอจ่อหลังมาตลอด ประกอบต้นเมษายนที่ผ่านมา Tokyo Shoko Research รายงานบริษัทที่มีหนี้สินกว่า 10 ล้านเยนในปีงบประมาณ 2566 ประกาศล้มละลายเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 31.5% ทะลุ 9,000 บริษัทในรอบ 9 ปี และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงนี้
.
นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า ‘ค่าเงินเยน’ หรือสกุลเงินญี่ปุ่นจะอ่อนค่าตัวลงอีกเพื่อกระตุ้นการส่งออกอันเป็นท่อลำเลียงหลักของประเทศ นำไปสู่การตั้งคำถามว่าประเทศญี่ปุ่นกำลังจะเกิด “ภาวะฟองสบู่แตก” และเข้าสู่ยุคถดถอยอีกครั้งหรือความจริงแล้วดินแดนแห่งนี้ไม่เคยหลุดพ้นจากคำสาปทางเศรษฐกิจเลย?
.
.
เด็กเกิดน้อยลง สังคมผู้สูงวัย ปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่หาย
.
โฮชิโนะ ทาคุยะ นักเศรษฐศาสตร์จาก Japan’s Dai-Chi Life Research Institute กล่าวว่าอัตราการเกิดในประเทศญี่ปุ่นร่วงลงกว่า 5% ในปี 2023 ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเกิดของประชากรในประเทศรวมชาวต่างชาตินับตั้งแต่มกราคมถึงมีนาคมของปีนี้กลับดิ่งลงอีก 6.4%
.
กล่าวคือในช่วงสามเดือนแรกของปี 2024 มีเด็กเกิดใหม่เพียงราว 1 แสน 7 หมื่นคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ราวๆ 2 แสน 7 หมื่นคน ความแตกต่างกว่าหนึ่งแสนคนทำให้สถานการณ์เดิมที่น่าเป็นห่วงและอยู่ในกระบวนการเร่งแก้ไขอยู่แล้วกลับน่าเป็นห่วงมากขึ้น
.
ประกอบกับเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา World Economic Forum รายงานว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก โดยที่ทุก 1 ใน 10 คนของประชากรเป็นผู้มีอายุมากกว่า 80 ปี และกว่า 1 ใน 3 มีอายุมากกว่า 65 ปี คำถามคือแล้วอายุของประชากรส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?
.
แน่นอนว่าปัญหาแรกคงหนีไม่พ้นการขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่มากขึ้นย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การรักษาพยาบาล ไปจนถึงเงินบำนาญและเงินดูแลผู้สูงอายุที่ปกติแล้วมาจาก “เงินภาษี” โดยเฉพาะภาษีเงินได้จากคนทำงานที่กำลังลดลงเรื่อยๆ จากปัญหาอัตราการเกิดสวนทาง
.
แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นและคนในประเทศจะมีการปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวมากขึ้น ทั้งนโยบายด้านการสนับสนุนชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศญี่ปุ่น หรือการใช้สื่อบันเทิงหรือซอฟต์พาวเวอร์ในการสนับสนุนค่านิยมการสร้างครอบครัวก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เป็นที่น่าพอใจนัก
.
เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามากระตุ้นให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ลงทุนและคาดหวังรายได้จากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกไปจำนวนมาก ยิ่งส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศให้ลดน้อยลงจนเกิดผลกระทบกับร้านรวงเล็กๆ ไปจนถึงร้านค้าขนาดกลางจนต้องปิดตัวลงไปกันเป็นแถบ แต่ความจริงแล้วทั้งหมดนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
.
SMEs ล้มหาย เศรษฐกิจที่เอื้อแต่องค์กรใหญ่
.
เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออก อุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเป็นท่อลำเลียงหลักของเศรษฐกิจ การคงสภาพค่าเงินอ่อนตัวจึงจำเป็นต่อการกระตุ้นรายได้ในอุตสาหกรรมดังกล่าว ทว่ากลยุทธ์เช่นนี้จะสามารถสร้างรายได้เพียงพอในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องได้จริงหรือไม่ หรือความจริงแล้วจะเป็นตัวกระตุ้นให้กลับไปสู่เหตุการณ์ฟองสบู่แตกตอนปี 2532 อีกครั้ง
.
รายงานจาก Tokyo Shoko Research กล่าวว่าบริษัทในประเทศญี่ปุ่นที่ตกอยู่ในภาวะล้มละลายในช่วงครึ่งปี 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่แล้วถึง 22% เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขบริษัทล้มละลายที่สูงขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมายิ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
.
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทที่ประกาศล้มละลายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาส่วนมากเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีจำนวนพนักงานไม่ถึง 10 คน ไปจนถึงขนาดกลาง โดยในบรรดาธุรกิจที่ล้มหายไปนั้นคิดเป็นธุรกิจร้านอาหารกว่า 70% จากรายงานของ Reuters นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจด้านบริการอื่นๆ จำนวนมาก
.
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมที่แพงขึ้นหลังจากนโยบาย “Zero-Zero” ที่ปล่อยให้ผู้ประกอบการสามารถกู้ยืมได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำจนถึง 0% ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อสิ้นสุดนโยบายดังกล่าวและมีการปรับดอกเบี้ยสูงขึ้น เหล่าธุรกิจที่อยู่ในสภาพ “รอมร่อ” อยู่แล้วก็เป็นอันต้องลาจากวงการไป
.
เพราะดอกเบี้ยการกู้ยืมที่สูงขึ้นจนทำให้ผู้ประกอบการไม่มีกำลังจ่าย การปัญหาขาดแคลนแรงงานจากอัตราการเกิดที่น้อยลงเรื้อรัง ประกอบกับราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นรวมกันเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวเลขการล้มละลายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมขนส่ง
.
แม้ว่าหนี้เสียจากการล้มละลายของธุรกิจเหล่านี้จะสร้างความเสียหายเพียง 0.33% นับว่าน้อยกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่สร้างความเสียหายกว่า 2.5% ฟังดูไม่น่าเป็นปัญหาต่อการลงทุนของนักลงทุน ทว่าธุรกิจขนาดเล็กและกลางดังกล่าวนับเป็น 60% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ การมองข้ามนัยสำคัญเหล่านี้ไปอาจนำไปสู่ปัญหาที่คาดไม่ถึง
.
ปัญหาดังกล่าวถูกกระตุ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ธนบัตรใหม่ในรอบ 20 ปี เนื่องจากธุรกิจร้านอาหารและร้านค้าจำนวนมากใช้ตู้จ่ายเงินเพื่อลดต้นทุนแรงงาน ประกาศนี้ทำให้พวกเขาต้องกดดันกับการปรับตัวอัปเกรดตู้จ่ายเงินให้รองรับธนบัตรใหม่ที่มีมูลค่ากว่า 6 แสนเยนหรือ 135,000 บาท หรือแลกกับการสูญเสียจำนวนลูกค้าที่ถือธนบัตรใหม่
.
เรียกได้ว่าปัญหารุมเร้ารอบด้าน รัดตัวรัฐบาลญี่ปุ่นจนเป็นที่น่าจับตามองความเคลื่อนไหวต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่โด่งดังเรื่องการล้มและลุก ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามยืนหยัดเสมอมาจึงเป็นความหวังต่อผู้ติดตามว่าพวกเขาจะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด
.
.
ที่มา
- Japan faces a reckoning with its zombie companies: Una Galani, Reuters - https://reut.rs/4cAwnyo
- Japan just lost its crown as the world’s third-largest economy: Laura He and Hanako Montomery, CNN - https://bit.ly/3VSDStv
- Japan's business failures top 9,000 for first time in nine years: The Japan Times - https://bit.ly/3LdnGOB
- More than 1 in 10 people in Japan are aged 80 or over. Here's how its aging population is reshaping the country: Charlotte Edmond and Madeleine North, World Economic Forum - https://bit.ly/3XWrew7
.
.
#trend
#economy
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...