SMEs ญี่ปุ่นล้มละลาย คาดค่าเงินอ่อนลงต่อเนื่อง สัญญาณภาวะฟองสบู่แตก?
“เศรษฐกิจญี่ปุ่นเติบโตและเฟื่องฟูเป็นอันดับสองของโลก” ประโยคนี้เป็นเพียงอดีตที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา ก่อนจะจบลงอย่างรวดเร็วและก้าวเข้าสู่ยุค “ทศวรรษที่หายไป” (Lost Dacades) มาเป็นช่วงเวลากว่า 30 ปีที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตถดถอยจนเสียตำแหน่งอันดับสองไป
.
จนกระทั่งกุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมาก็ต้องเสียอันดับ 3 ให้กับประเทศเยอรมนีที่รอจ่อหลังมาตลอด ประกอบต้นเมษายนที่ผ่านมา Tokyo Shoko Research รายงานบริษัทที่มีหนี้สินกว่า 10 ล้านเยนในปีงบประมาณ 2566 ประกาศล้มละลายเพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วกว่า 31.5% ทะลุ 9,000 บริษัทในรอบ 9 ปี และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มสูงขึ้นอีกในช่วงนี้
.
นอกจากนี้ ยังคาดการณ์ว่า ‘ค่าเงินเยน’ หรือสกุลเงินญี่ปุ่นจะอ่อนค่าตัวลงอีกเพื่อกระตุ้นการส่งออกอันเป็นท่อลำเลียงหลักของประเทศ นำไปสู่การตั้งคำถามว่าประเทศญี่ปุ่นกำลังจะเกิด “ภาวะฟองสบู่แตก” และเข้าสู่ยุคถดถอยอีกครั้งหรือความจริงแล้วดินแดนแห่งนี้ไม่เคยหลุดพ้นจากคำสาปทางเศรษฐกิจเลย?
.
.
เด็กเกิดน้อยลง สังคมผู้สูงวัย ปัญหาเรื้อรังที่แก้ไม่หาย
.
โฮชิโนะ ทาคุยะ นักเศรษฐศาสตร์จาก Japan’s Dai-Chi Life Research Institute กล่าวว่าอัตราการเกิดในประเทศญี่ปุ่นร่วงลงกว่า 5% ในปี 2023 ยิ่งไปกว่านั้น อัตราการเกิดของประชากรในประเทศรวมชาวต่างชาตินับตั้งแต่มกราคมถึงมีนาคมของปีนี้กลับดิ่งลงอีก 6.4%
.
กล่าวคือในช่วงสามเดือนแรกของปี 2024 มีเด็กเกิดใหม่เพียงราว 1 แสน 7 หมื่นคน ขณะที่ตัวเลขผู้เสียชีวิตอยู่ราวๆ 2 แสน 7 หมื่นคน ความแตกต่างกว่าหนึ่งแสนคนทำให้สถานการณ์เดิมที่น่าเป็นห่วงและอยู่ในกระบวนการเร่งแก้ไขอยู่แล้วกลับน่าเป็นห่วงมากขึ้น
.
ประกอบกับเมื่อเดือนสิงหาคม 2566 ที่ผ่านมา World Economic Forum รายงานว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก โดยที่ทุก 1 ใน 10 คนของประชากรเป็นผู้มีอายุมากกว่า 80 ปี และกว่า 1 ใน 3 มีอายุมากกว่า 65 ปี คำถามคือแล้วอายุของประชากรส่งผลต่อเศรษฐกิจอย่างไร?
.
แน่นอนว่าปัญหาแรกคงหนีไม่พ้นการขาดแคลนแรงงานในภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ผู้สูงอายุที่มากขึ้นย่อมหมายถึงค่าใช้จ่ายด้านรัฐสวัสดิการที่มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ การรักษาพยาบาล ไปจนถึงเงินบำนาญและเงินดูแลผู้สูงอายุที่ปกติแล้วมาจาก “เงินภาษี” โดยเฉพาะภาษีเงินได้จากคนทำงานที่กำลังลดลงเรื่อยๆ จากปัญหาอัตราการเกิดสวนทาง
.
แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นและคนในประเทศจะมีการปรับตัวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวมากขึ้น ทั้งนโยบายด้านการสนับสนุนชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศญี่ปุ่น หรือการใช้สื่อบันเทิงหรือซอฟต์พาวเวอร์ในการสนับสนุนค่านิยมการสร้างครอบครัวก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เป็นที่น่าพอใจนัก
.
เมื่อการแพร่ระบาดของโควิด-19 เข้ามากระตุ้นให้เกิดภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ลงทุนและคาดหวังรายได้จากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกไปจำนวนมาก ยิ่งส่งผลกระทบต่อการจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศให้ลดน้อยลงจนเกิดผลกระทบกับร้านรวงเล็กๆ ไปจนถึงร้านค้าขนาดกลางจนต้องปิดตัวลงไปกันเป็นแถบ แต่ความจริงแล้วทั้งหมดนี่อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น
.
.
SMEs ล้มหาย เศรษฐกิจที่เอื้อแต่องค์กรใหญ่
.
เนื่องจากประเทศญี่ปุ่นพึ่งพาการส่งออก อุตสาหกรรมอาหารและการท่องเที่ยวเป็นท่อลำเลียงหลักของเศรษฐกิจ การคงสภาพค่าเงินอ่อนตัวจึงจำเป็นต่อการกระตุ้นรายได้ในอุตสาหกรรมดังกล่าว ทว่ากลยุทธ์เช่นนี้จะสามารถสร้างรายได้เพียงพอในการฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องได้จริงหรือไม่ หรือความจริงแล้วจะเป็นตัวกระตุ้นให้กลับไปสู่เหตุการณ์ฟองสบู่แตกตอนปี 2532 อีกครั้ง
.
รายงานจาก Tokyo Shoko Research กล่าวว่าบริษัทในประเทศญี่ปุ่นที่ตกอยู่ในภาวะล้มละลายในช่วงครึ่งปี 2567 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันในปีที่แล้วถึง 22% เมื่อพิจารณาร่วมกับตัวเลขบริษัทล้มละลายที่สูงขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมายิ่งสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
.
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทที่ประกาศล้มละลายในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาส่วนมากเป็นบริษัทขนาดเล็กที่มีจำนวนพนักงานไม่ถึง 10 คน ไปจนถึงขนาดกลาง โดยในบรรดาธุรกิจที่ล้มหายไปนั้นคิดเป็นธุรกิจร้านอาหารกว่า 70% จากรายงานของ Reuters นอกจากนี้ยังมีกลุ่มธุรกิจด้านบริการอื่นๆ จำนวนมาก
.
ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมที่แพงขึ้นหลังจากนโยบาย “Zero-Zero” ที่ปล่อยให้ผู้ประกอบการสามารถกู้ยืมได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำจนถึง 0% ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อสิ้นสุดนโยบายดังกล่าวและมีการปรับดอกเบี้ยสูงขึ้น เหล่าธุรกิจที่อยู่ในสภาพ “รอมร่อ” อยู่แล้วก็เป็นอันต้องลาจากวงการไป
.
เพราะดอกเบี้ยการกู้ยืมที่สูงขึ้นจนทำให้ผู้ประกอบการไม่มีกำลังจ่าย การปัญหาขาดแคลนแรงงานจากอัตราการเกิดที่น้อยลงเรื้อรัง ประกอบกับราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นรวมกันเป็นตัวกระตุ้นให้ตัวเลขการล้มละลายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงนี้ยังมีอุตสาหกรรมก่อสร้างและอุตสาหกรรมขนส่ง
.
แม้ว่าหนี้เสียจากการล้มละลายของธุรกิจเหล่านี้จะสร้างความเสียหายเพียง 0.33% นับว่าน้อยกว่าช่วงวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่สร้างความเสียหายกว่า 2.5% ฟังดูไม่น่าเป็นปัญหาต่อการลงทุนของนักลงทุน ทว่าธุรกิจขนาดเล็กและกลางดังกล่าวนับเป็น 60% ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ การมองข้ามนัยสำคัญเหล่านี้ไปอาจนำไปสู่ปัญหาที่คาดไม่ถึง
.
ปัญหาดังกล่าวถูกกระตุ้นอีกครั้งเมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา เมื่อรัฐบาลประกาศใช้ธนบัตรใหม่ในรอบ 20 ปี เนื่องจากธุรกิจร้านอาหารและร้านค้าจำนวนมากใช้ตู้จ่ายเงินเพื่อลดต้นทุนแรงงาน ประกาศนี้ทำให้พวกเขาต้องกดดันกับการปรับตัวอัปเกรดตู้จ่ายเงินให้รองรับธนบัตรใหม่ที่มีมูลค่ากว่า 6 แสนเยนหรือ 135,000 บาท หรือแลกกับการสูญเสียจำนวนลูกค้าที่ถือธนบัตรใหม่
.
เรียกได้ว่าปัญหารุมเร้ารอบด้าน รัดตัวรัฐบาลญี่ปุ่นจนเป็นที่น่าจับตามองความเคลื่อนไหวต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้นประเทศญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่โด่งดังเรื่องการล้มและลุก ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามยืนหยัดเสมอมาจึงเป็นความหวังต่อผู้ติดตามว่าพวกเขาจะผ่านพ้นไปได้ในที่สุด
.
.
ที่มา
- Japan faces a reckoning with its zombie companies: Una Galani, Reuters - https://reut.rs/4cAwnyo
- Japan just lost its crown as the world’s third-largest economy: Laura He and Hanako Montomery, CNN - https://bit.ly/3VSDStv
- Japan's business failures top 9,000 for first time in nine years: The Japan Times - https://bit.ly/3LdnGOB
- More than 1 in 10 people in Japan are aged 80 or over. Here's how its aging population is reshaping the country: Charlotte Edmond and Madeleine North, World Economic Forum - https://bit.ly/3XWrew7
.
.
#trend
#economy
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast