โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีแห่งความกดดันใหม่ๆ

MATICHON ONLINE

อัพเดต 31 ธ.ค. 2567 เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 31 ธ.ค. 2567 เวลา 06.25 น.

ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีแห่งความกดดันใหม่ๆ

ปี2567 กำลังจะผ่านไป ผมอยากจะใช้พื้นที่ในสัปดาห์นี้ชวนท่านผู้อ่านทบทวนสิ่งที่เกิดมาในปีนี้สักหน่อย

ด้วยการย้อนกลับไปดูคำทำนายเมื่อตอนต้นปีที่แล้วของผม แล้วก็ย้อนไปดูว่าปีนี้งานส่วนใหญ่ของผมที่ทางมติชนได้กรุณาตีพิมพ์นั้นมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง

ในตอนต้นปีที่ผ่านมานั้น ผมกล่าวไว้ว่าปีนี้เราน่าจะเจอกับสถานการณ์สำคัญสี่ประการ

หนึ่งคือบทบาทของคุณทักษิณและการปรับ ครม.ของคุณเศรษฐา

สองคือปรากฏการณ์ของการข้ามขั้วว่าจะส่งผลรุนแรงมากน้อยแค่ไหน

สามคือแนวรบเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ

และสี่คือเรื่องของการหมดอายุลงของวุฒิสภาที่เป็นผลพวงจากการทำรัฐประหาร และมีผลสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในห้วงปีก่อนหน้านั้น

ปรากฏว่าเมื่อมาถึงปลายปี ก็ได้เห็นกันโดยทั้วไปแล้วว่า เรื่องที่ทำนายเอาไว้นั้นน่าจะน้อยกว่าเหตุการณ์สึนามิทางการเมืองในปีที่กำลังจะผ่านไปนี้อย่างชัดเจน

และส่งผลสะเทือนจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้าอย่างที่บางเรื่องอาจจะยังคาดเดาไม่ได้ด้วยซ้ำ

การที่พวกเราทุกฝ่ายรอดชีวิตทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในปีที่ผ่านมาได้ (ไม่ว่าจะรอดมาอย่างทุลักทุเลแค่ไหน) ก็ต้องถือว่าแข็งแกร่งกันทุกฝ่าย

พอๆ กับรอดภัยพิบัติโควิดเมื่อหลายปีก่อนนั่นแหละครับ

ขาดแต่ว่าเจ้าโควิดนั้นบางทีเราไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร แต่สิ่งที่เกิดกับเราทุกฝ่ายในปีที่ผ่านมานี้ก็ต้องถือได้ว่า บางทีเราเป็นทั้งผล และเหตุ หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาครับ

เรื่องที่ถือว่าหนักที่สุดในปีที่ผ่านมา คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในการทำนายอะไรกันชัดเจนนัก นั่นก็คือ การลงจากตำแหน่งของนายกฯเศรษฐา และการยุบพรรคก้าวไกล ทั้งสองเรื่องนี้เกิดจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น

เรื่องของการลงจากตำแหน่งของคุณเศรษฐา หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความเกี่ยวพันกับคุณทักษิณได้ยาก เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแต่งตั้งอดีตผู้ร่วมงานของคุณทักษิณเมื่อสมัยก่อน

การตีความคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ส่งผลต่อตัวบุคคลนั้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องของความเป็นไปได้ในการส่งผลให้ผู้ตัดสินใจเสนอชื่อ ซึ่งในที่นี้คือนายกรัฐมนตรี อาจจะต้องหลุดจากตำแหน่งไปด้วย

ดังนั้น เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการจากไปของคุณเศรษฐา ความรอบคอบของการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งระดับรัฐมนตรีนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ และทำให้หลายพรรคนั้นจะต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นโดยเอาทายาทของตนมาลงแทน เพราะอาจส่งผลต่อความถูกต้องทางกฎหมายของตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ด้วย

มาจนถึงกรณีการแต่งตั้งประธานบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน

ประการต่อมา บทบาทของคุณทักษิณนั้นทวีความสำคัญและอยู่หน้าฉาก-หน้าสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ยังรวมถึงการก้าวเป็นผู้ปกครองของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (ไม่นับข้อกล่าวหาเรื่องมีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาล) การเป็นผู้ช่วยหาเสียงคนใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น (อบจ.) ที่ใครๆ ก็งงและไม่มีใครทำนายมาก่อนว่าขณะที่ปีที่ผ่านมานี้ยังไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ขยันช่วยหาเสียงขนาดที่ค่าจ้างหาเสียงนั้นคงไม่คุ้มค่าเหนื่อย แถมเมื่อช่วงปลายปีก็ยังได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีประเทศเพื่อนบ้านให้ดำรงตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญต่ออาเซียนด้วย

แต่บทบาททางการเมืองของคุณทักษิณก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่มีส่วนในความขัดแย้งทางการเมืองทั้งเก่าและใหม่ในวันนี้

ไม่ว่าคุณทักษิณจะสนใจเรื่องเหล่านี้แค่ไหน แต่การรวมตัวเพื่อต่อต้านคุณทักษิณก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความหวังและความสามัคคีในหมู่คนที่ไม่เอาคุณทักษิณมาโดยตลอด และสิ่งที่จะต้องระมัดระวังคือการโค่นล้มรัฐบาลปัจจุบันบนท้องถนนคงไม่ได้จะเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมาและม้วนเดียวจบ เหมือนที่หลายคนกังวลกัน

แต่มันอาจจะเกิดเมื่อความวุ่นวายถูกจุดติดขึ้น จนกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการแทรกแซงจากกองทัพในนามของความสงบเรียบร้อย

ซึ่งทำให้การข้ามขั้วย้ายข้างในปีที่ผ่านมาดูจะเล็กน้อยไปกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะมีทั้งเรื่องของขั้วในยุครัฐประหาร ขั้วหลังเลือกตั้ง ขั้วหลังตั้งรัฐบาล และขั้วหลังการตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีการ “ข้ามขั้ว-สลับข้าง” กันอีกครั้ง จากการที่พลังประชารัฐของบิ๊กป้อมออกจากรัฐบาล (แต่กลุ่มของธรรมนัสเข้าร่วมรัฐบาลภายใต้ชื่อพรรคใหม่ และได้โควต้ากระทรวงเกษตรฯไปด้วย) การที่รวมไทยสร้างชาติที่แนบแน่นกับบิ๊กตู่และ กปปส.เข้าร่วมรัฐบาลแทน และประชาธิปัตย์สายภาคใต้ที่กุมกำลังหลักของพรรคในวันนี้ก็เข้าร่วมรัฐบาลเช่นกัน

ในอีกด้านหนึ่งการโจมตีของคุณทักษิณต่อพรรคประชาชนหรือก้าวไกลเดิมอย่างเปิดเผย ก็มีส่วนสำคัญทำให้ความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันของทั้งสองพรรคนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นบางส่วนนั้นถูกเลื่อนขึ้นมาให้เร็วขึ้นจากต้นปีหน้ามาสู่ปลายปีที่ผ่านมา

ประการที่สาม การยุบพรรคก้าวไกลนั้นยังส่งผลสะเทือนต่อการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการยุบพรรคได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และมีการตั้งพรรคใหม่คือพรรคประชาชนขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังมีคดีของอดีต ส.ส.ของก้าวไกลอีก 44 คน ที่ยังต้องรอการดำเนินคดีอื่นต่อเนื่องกันไป และเรื่องเหล่านี้ก็ยังส่งผลทั้งกับอนาคตของพรรคประชาชนเองว่าสมาชิกจะหายไปไหม และในภาพรวมของบทบาทของพรรคการเมืองในระบอบรัฐสภาแบบไทยๆ อีกด้วย

แต่กระนั้นก็ดี จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านจากพรรคก้าวไกลมาสู่พรรคประชาชน ในสายตาของนักสังเกตการณ์ทางการเมืองอาจจะยังไม่เห็นความสำเร็จหรือความนิยมทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างชัดแจ้ง แต่อย่างน้อยสิ่งที่เห็นจากนี้คือการรักษาฐานคะแนนนิยมของพรรคไว้ได้ในระดับหนึ่งในการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้รับชัยชนะ

แต่พื้นที่ในโลกออนไลน์นั้นยังมีความเหนียวแน่นจากฐานคะแนนเสียง รวมทั้งการตอบรับจากสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่ยังอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกมากกว่าในส่วนของรัฐบาล

และถ้าด้านหนึ่งเมื่อมองว่าพรรคก้าวไกลอาจจะโดนกระทำจากข้อกล่าวหาทางการเมือง ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงสิ่งที่พวกเขาถูกกล่าวหา ซึ่งก็คือความเชื่อมโยงกับม็อบเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ทุกวันนี้คำถามว่าจะจุดติดอีกไหมเป็นคำถามที่น่าถามน้อยกว่าคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเหล่านั้น และการดำเนินคดีที่มีต่อพวกเขานั้นได้รับความเป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายจริงๆ หรือไม่

สำหรับส่วนที่สามที่ผมทำนายเอาไว้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมกลับคิดว่ายังไม่ได้ไปถึงไหนมากนัก และทุกๆ วันถูกทำให้กลายเป็นเรื่องทางเทคนิคภายในรัฐสภา และเป็นกิจการของพรรคการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะมีการตัดสินใจเรื่องการลงประชามติในแบบไหนก็ตาม นอกจากนี้ ยังแว่วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะถูกเลื่อนและลากไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าต่อไปอีก ซึ่งถือเป็นระยะปลอดภัยของทุกฝ่าย ทั้งที่จะแสดงเจตจำนงและอ้างว่าถ้าต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นแบบใด
ก็ให้เลือกพรรคตนเข้ามาให้มากขึ้น

ในส่วนสุดท้ายที่คาดไม่ถึงก็คือการเลือก ส.ว.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเชื่อมโยงที่เด่นชัดของเครือข่ายพรรคสีน้ำเงินที่เข้มข้นและเข้มแข็งกว่าพรรคการเมืองอื่น และภาคประชาชน ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการในการแก้รัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระต่างๆ แม้ว่า ส.ว.ในรอบใหม่นี้จะไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้เหมือนในช่วงที่ผ่านมา

ดังนั้น บทบาทของ ส.ว.นั้นนอกจากจะเป็นพลังในการคัดง้างกับสภาล่างและรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองอีกด้วย โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่แม้จะมีเสียงในสภาน้อยกว่าเพื่อไทย แต่มีอำนาจในการจัดการตรวจสอบและแขวนนักการเมืองท้องถิ่นผ่านการเป็น มท.1 และยังมีอำนาจในเรื่องของการ
กลั่นกรองกฎหมายและได้มาซึ่งองค์กรอิสระ

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมานั้นหนักไม่ใช่เล่น และปีหน้าย่อมจะเข้มข้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับผม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีแห่งความกดดันใหม่ๆ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...