พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีแห่งความกดดันใหม่ๆ
ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีแห่งความกดดันใหม่ๆ
ปี2567 กำลังจะผ่านไป ผมอยากจะใช้พื้นที่ในสัปดาห์นี้ชวนท่านผู้อ่านทบทวนสิ่งที่เกิดมาในปีนี้สักหน่อย
ด้วยการย้อนกลับไปดูคำทำนายเมื่อตอนต้นปีที่แล้วของผม แล้วก็ย้อนไปดูว่าปีนี้งานส่วนใหญ่ของผมที่ทางมติชนได้กรุณาตีพิมพ์นั้นมีประเด็นอะไรที่น่าสนใจบ้าง
ในตอนต้นปีที่ผ่านมานั้น ผมกล่าวไว้ว่าปีนี้เราน่าจะเจอกับสถานการณ์สำคัญสี่ประการ
หนึ่งคือบทบาทของคุณทักษิณและการปรับ ครม.ของคุณเศรษฐา
สองคือปรากฏการณ์ของการข้ามขั้วว่าจะส่งผลรุนแรงมากน้อยแค่ไหน
สามคือแนวรบเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ
และสี่คือเรื่องของการหมดอายุลงของวุฒิสภาที่เป็นผลพวงจากการทำรัฐประหาร และมีผลสำคัญต่อการจัดตั้งรัฐบาลในห้วงปีก่อนหน้านั้น
ปรากฏว่าเมื่อมาถึงปลายปี ก็ได้เห็นกันโดยทั้วไปแล้วว่า เรื่องที่ทำนายเอาไว้นั้นน่าจะน้อยกว่าเหตุการณ์สึนามิทางการเมืองในปีที่กำลังจะผ่านไปนี้อย่างชัดเจน
และส่งผลสะเทือนจนถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ และสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปีหน้าอย่างที่บางเรื่องอาจจะยังคาดเดาไม่ได้ด้วยซ้ำ
การที่พวกเราทุกฝ่ายรอดชีวิตทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมในปีที่ผ่านมาได้ (ไม่ว่าจะรอดมาอย่างทุลักทุเลแค่ไหน) ก็ต้องถือว่าแข็งแกร่งกันทุกฝ่าย
พอๆ กับรอดภัยพิบัติโควิดเมื่อหลายปีก่อนนั่นแหละครับ
ขาดแต่ว่าเจ้าโควิดนั้นบางทีเราไม่รู้ว่ามาได้อย่างไร แต่สิ่งที่เกิดกับเราทุกฝ่ายในปีที่ผ่านมานี้ก็ต้องถือได้ว่า บางทีเราเป็นทั้งผล และเหตุ หรือปัจจัยที่ทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาครับ
เรื่องที่ถือว่าหนักที่สุดในปีที่ผ่านมา คิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในการทำนายอะไรกันชัดเจนนัก นั่นก็คือ การลงจากตำแหน่งของนายกฯเศรษฐา และการยุบพรรคก้าวไกล ทั้งสองเรื่องนี้เกิดจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
เรื่องของการลงจากตำแหน่งของคุณเศรษฐา หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงความเกี่ยวพันกับคุณทักษิณได้ยาก เพราะเป็นผลสืบเนื่องมาจากการแต่งตั้งอดีตผู้ร่วมงานของคุณทักษิณเมื่อสมัยก่อน
การตีความคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้ส่งผลต่อตัวบุคคลนั้นเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงเรื่องของความเป็นไปได้ในการส่งผลให้ผู้ตัดสินใจเสนอชื่อ ซึ่งในที่นี้คือนายกรัฐมนตรี อาจจะต้องหลุดจากตำแหน่งไปด้วย
ดังนั้น เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หลังการจากไปของคุณเศรษฐา ความรอบคอบของการพิจารณาคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยเฉพาะตำแหน่งระดับรัฐมนตรีนั้นจึงเป็นเรื่องใหญ่ และทำให้หลายพรรคนั้นจะต้องเปลี่ยนตัวผู้เล่นโดยเอาทายาทของตนมาลงแทน เพราะอาจส่งผลต่อความถูกต้องทางกฎหมายของตัวนายกรัฐมนตรีคนใหม่ด้วย
มาจนถึงกรณีการแต่งตั้งประธานบอร์ดธนาคารแห่งประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมาเช่นกัน
ประการต่อมา บทบาทของคุณทักษิณนั้นทวีความสำคัญและอยู่หน้าฉาก-หน้าสื่อมากขึ้นเรื่อยๆ สิ่งนี้ยังรวมถึงการก้าวเป็นผู้ปกครองของนายกรัฐมนตรีคนใหม่ (ไม่นับข้อกล่าวหาเรื่องมีส่วนในการจัดตั้งรัฐบาล) การเป็นผู้ช่วยหาเสียงคนใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะในระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น (อบจ.) ที่ใครๆ ก็งงและไม่มีใครทำนายมาก่อนว่าขณะที่ปีที่ผ่านมานี้ยังไม่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น แต่อดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ก็ขยันช่วยหาเสียงขนาดที่ค่าจ้างหาเสียงนั้นคงไม่คุ้มค่าเหนื่อย แถมเมื่อช่วงปลายปีก็ยังได้รับการแต่งตั้งจากนายกรัฐมนตรีประเทศเพื่อนบ้านให้ดำรงตำแหน่งที่มีบทบาทสำคัญต่ออาเซียนด้วย
แต่บทบาททางการเมืองของคุณทักษิณก็ไม่ได้หมายถึงว่าจะไม่มีส่วนในความขัดแย้งทางการเมืองทั้งเก่าและใหม่ในวันนี้
ไม่ว่าคุณทักษิณจะสนใจเรื่องเหล่านี้แค่ไหน แต่การรวมตัวเพื่อต่อต้านคุณทักษิณก็ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างความหวังและความสามัคคีในหมู่คนที่ไม่เอาคุณทักษิณมาโดยตลอด และสิ่งที่จะต้องระมัดระวังคือการโค่นล้มรัฐบาลปัจจุบันบนท้องถนนคงไม่ได้จะเกิดขึ้นอย่างง่ายๆ ตรงไปตรงมาและม้วนเดียวจบ เหมือนที่หลายคนกังวลกัน
แต่มันอาจจะเกิดเมื่อความวุ่นวายถูกจุดติดขึ้น จนกลายเป็นเงื่อนไขที่ทำให้เกิดการแทรกแซงจากกองทัพในนามของความสงบเรียบร้อย
ซึ่งทำให้การข้ามขั้วย้ายข้างในปีที่ผ่านมาดูจะเล็กน้อยไปกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปีนี้ เพราะมีทั้งเรื่องของขั้วในยุครัฐประหาร ขั้วหลังเลือกตั้ง ขั้วหลังตั้งรัฐบาล และขั้วหลังการตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีการ “ข้ามขั้ว-สลับข้าง” กันอีกครั้ง จากการที่พลังประชารัฐของบิ๊กป้อมออกจากรัฐบาล (แต่กลุ่มของธรรมนัสเข้าร่วมรัฐบาลภายใต้ชื่อพรรคใหม่ และได้โควต้ากระทรวงเกษตรฯไปด้วย) การที่รวมไทยสร้างชาติที่แนบแน่นกับบิ๊กตู่และ กปปส.เข้าร่วมรัฐบาลแทน และประชาธิปัตย์สายภาคใต้ที่กุมกำลังหลักของพรรคในวันนี้ก็เข้าร่วมรัฐบาลเช่นกัน
ในอีกด้านหนึ่งการโจมตีของคุณทักษิณต่อพรรคประชาชนหรือก้าวไกลเดิมอย่างเปิดเผย ก็มีส่วนสำคัญทำให้ความเป็นไปได้ในการร่วมมือกันของทั้งสองพรรคนั้นอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อการเลือกตั้งท้องถิ่นบางส่วนนั้นถูกเลื่อนขึ้นมาให้เร็วขึ้นจากต้นปีหน้ามาสู่ปลายปีที่ผ่านมา
ประการที่สาม การยุบพรรคก้าวไกลนั้นยังส่งผลสะเทือนต่อการเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าการยุบพรรคได้เสร็จสิ้นลงแล้ว และมีการตั้งพรรคใหม่คือพรรคประชาชนขึ้นมาแล้ว แต่ก็ยังมีคดีของอดีต ส.ส.ของก้าวไกลอีก 44 คน ที่ยังต้องรอการดำเนินคดีอื่นต่อเนื่องกันไป และเรื่องเหล่านี้ก็ยังส่งผลทั้งกับอนาคตของพรรคประชาชนเองว่าสมาชิกจะหายไปไหม และในภาพรวมของบทบาทของพรรคการเมืองในระบอบรัฐสภาแบบไทยๆ อีกด้วย
แต่กระนั้นก็ดี จะเห็นได้ว่าการเปลี่ยนผ่านจากพรรคก้าวไกลมาสู่พรรคประชาชน ในสายตาของนักสังเกตการณ์ทางการเมืองอาจจะยังไม่เห็นความสำเร็จหรือความนิยมทางการเมืองเพิ่มขึ้นอย่างชัดแจ้ง แต่อย่างน้อยสิ่งที่เห็นจากนี้คือการรักษาฐานคะแนนนิยมของพรรคไว้ได้ในระดับหนึ่งในการเลือกตั้งที่ยังไม่ได้รับชัยชนะ
แต่พื้นที่ในโลกออนไลน์นั้นยังมีความเหนียวแน่นจากฐานคะแนนเสียง รวมทั้งการตอบรับจากสื่อทั้งออนไลน์และออฟไลน์ที่ยังอยู่ในทิศทางที่เป็นบวกมากกว่าในส่วนของรัฐบาล
และถ้าด้านหนึ่งเมื่อมองว่าพรรคก้าวไกลอาจจะโดนกระทำจากข้อกล่าวหาทางการเมือง ก็อดไม่ได้ที่จะต้องกล่าวถึงสิ่งที่พวกเขาถูกกล่าวหา ซึ่งก็คือความเชื่อมโยงกับม็อบเยาวชนคนรุ่นใหม่ ที่ทุกวันนี้คำถามว่าจะจุดติดอีกไหมเป็นคำถามที่น่าถามน้อยกว่าคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นกับการพิจารณาคดีความที่เกี่ยวข้องกับพวกเขาเหล่านั้น และการดำเนินคดีที่มีต่อพวกเขานั้นได้รับความเป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายจริงๆ หรือไม่
สำหรับส่วนที่สามที่ผมทำนายเอาไว้เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมกลับคิดว่ายังไม่ได้ไปถึงไหนมากนัก และทุกๆ วันถูกทำให้กลายเป็นเรื่องทางเทคนิคภายในรัฐสภา และเป็นกิจการของพรรคการเมืองมากขึ้น ไม่ว่าจะมีการตัดสินใจเรื่องการลงประชามติในแบบไหนก็ตาม นอกจากนี้ ยังแว่วว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญน่าจะถูกเลื่อนและลากไปจนถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าต่อไปอีก ซึ่งถือเป็นระยะปลอดภัยของทุกฝ่าย ทั้งที่จะแสดงเจตจำนงและอ้างว่าถ้าต้องการให้รัฐธรรมนูญเป็นแบบใด
ก็ให้เลือกพรรคตนเข้ามาให้มากขึ้น
ในส่วนสุดท้ายที่คาดไม่ถึงก็คือการเลือก ส.ว.ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเชื่อมโยงที่เด่นชัดของเครือข่ายพรรคสีน้ำเงินที่เข้มข้นและเข้มแข็งกว่าพรรคการเมืองอื่น และภาคประชาชน ซึ่งมีผลต่อกระบวนการทางกฎหมาย กระบวนการในการแก้รัฐธรรมนูญ และการได้มาซึ่งองค์กรอิสระต่างๆ แม้ว่า ส.ว.ในรอบใหม่นี้จะไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้เหมือนในช่วงที่ผ่านมา
ดังนั้น บทบาทของ ส.ว.นั้นนอกจากจะเป็นพลังในการคัดง้างกับสภาล่างและรัฐบาลได้ในระดับหนึ่ง แต่ก็จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการต่อรองระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองอีกด้วย โดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยที่แม้จะมีเสียงในสภาน้อยกว่าเพื่อไทย แต่มีอำนาจในการจัดการตรวจสอบและแขวนนักการเมืองท้องถิ่นผ่านการเป็น มท.1 และยังมีอำนาจในเรื่องของการ
กลั่นกรองกฎหมายและได้มาซึ่งองค์กรอิสระ
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าปีที่ผ่านมานั้นหนักไม่ใช่เล่น และปีหน้าย่อมจะเข้มข้นกว่าเดิมอย่างแน่นอนครับผม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ : ส่งท้ายปีเก่าและต้อนรับปีแห่งความกดดันใหม่ๆ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th