‘ภูมิธรรม’ เร่งสมช.ส่งการบ้านปรับแผนดับไฟใต้ ปัดโทษหน่วยงานทำไม่คืบ
เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงการลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา ว่า ตนในฐานะที่ดูแลกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า) และ สมช. ได้มองเห็นอะไรในหลายมิติจากการลงพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งตนจะนำมาสะท้อนต่อที่ประชุม สมช. วันนี้ (17 ม.ค.) โดยสอดรับกับคำสั่งการของตน ที่อาจจะต้องมาคิดใหม่เรื่องกระบวนการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้ที่ทำมากว่า 20 ปี แต่ไม่มีอะไรคืบหน้า ซึ่งช่วงสิ้นเดือน ม.ค. นี้ จะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง หลังจากที่ให้การบ้านไปศึกษาทำความเข้าใจ และเมื่อวันที่ 16 ม.ค. ที่ผ่านมา ตนได้พูดคุยกับ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งจะเป็นข้อมูลพื้นฐานเบื้องต้น ในการตัดสินใจว่าจะจัดการเรื่องราวต่างๆ ในภาคใต้อย่างไร เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์
นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ จะเดินหน้าต่อหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับยุทธศาสตร์ที่จะกำหนดหลังจากนี้ ถ้ามีการกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่ จะต้องมีการหาคณะทำงานให้สอดรับกัน ขณะเดียวกัน ตนมีคำถามว่าการเจรจาของทางฝั่งคู่เจรจามีอำนาจเต็มจริงๆ หรือไม่ เพราะระหว่างพูดคุย ความรุนแรงก็ยังเกิดขึ้นเสมอ เพราะฉะนั้น หากเราจะพูดคุยกัน ก็ต้องพยายามยุติความรุนแรง เวลานี้ฝ่ายทหารไม่ได้ไปรุกทำร้ายอะไร แต่เรารักษาสถานการณ์เพื่อป้องกันเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากการเจรจาเดินหน้าไป แต่เหตุร้ายก็ยังเกิดขึ้น สำหรับความเห็นของตนตอนนี้ถ้าเป็นเช่นนั้น ประโยชน์ถือว่าน้อย ขอย้ำว่า ขณะนี้ตนจะยังไม่พิจารณาอนุมัติอะไรจนกว่าจะมียุทธศาสตร์ให้ได้เสียก่อน
เมื่อถามว่าการที่ระบุว่า 20 ปี ไม่มีอะไรคืบหน้า จำเป็นจะต้องสังคายนาหน่วยงานที่ดูแลในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ที่ตนพูดว่าไม่มีความคืบหน้านั้น หมายความว่าภาพรวมยังไม่สามารถยุติได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกหน่วยงานมีปัญหา ส่วนหน่วยงานใดจะมีปัญหานั้น ขึ้นอยู่กับการทบทวนว่าการบูรณาการทำได้จริงหรือไม่ แต่ละหน่วยทำงานเหมาะสมหรือสอดรับกันหรือไม่ แต่ขอย้ำว่าต้องทบทวนทั้งหมด อย่าเพิ่งไปดูว่าเรากำลังตำหนิหน่วยงานใด
นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม สมช. จะหารือเรื่องการแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเน้นย้ำว่าการพูดคุยจะต้องเป็นวาระสม่ำเสมอ ไม่ใช่รอเป็นเดือนเป็นปี ซึ่งตนพยายามให้ฝ่ายนโยบาย และฝ่ายปฏิบัติพูดคุยกันให้มากขึ้น เพื่อเข้าใจปัญหาและความคิดของแต่ละฝ่าย เพื่อเร่งบูรณาการงานร่วมกันได้ เพราะที่ผ่านมา บูรณาการเป็นการเอาข้อมูลมาทำงานร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่การแก้ไขปัญหา