“5 ข้อผิดพลาด” ของการทำพินัยกรรม...ที่ทำให้ “พินัยกรรมไม่สมบูรณ์”
Wealthy Thai
อัพเดต 28 ธ.ค. 2568 เวลา 05.38 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2565 เวลา 06.34 น. • คุณณัฐลักษณ์ กาญจนวิโรจน์Wealth EZ: สมัยนี้ “การทำพินัยกรรม” ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวอีกต่อไปแล้ว คนยุคใหม่มีความเข้าใจเรื่องพินัยกรรมมากขึ้นและเห็นถึงประโยชน์ของการทำพินัยกรรม อย่างไรก็ดีเป็นเรื่องที่น่าเสียดายมากที่เราพบว่ามีหลายกรณีศึกษาที่พินัยกรรมที่ถูกทำขึ้นแล้วนั้นกลับกลายเป็น “ไม่มีผลทางกฎหมาย” เพราะเป็น “พินัยกรรมที่ไม่สมบูรณ์”
โดย “พินัยกรรมที่ไม่สมบูรณ์” นั้นอาจเกิดได้จากการที่ผู้ทำไม่เข้าใจข้อบังคับของการทำพินัยกรรมหรือไม่ได้ศึกษารูปแบบของพินัยกรรมแต่ละแบบรวมถึงเกิดความประมาทเลินเล่อในระหว่างที่ทำพินัยกรรม ดังนั้นวันนี้เราจึงจะมาพูดถึง “5 ข้อผิดพลาด” ที่มักพบได้บ่อยๆ ที่ทำให้พินัยกรรมไม่สมบูรณ์
1.ความไม่สมบูรณ์ของ “พยานในพินัยกรรม”
“พยานในพินัยกรรม” ถือว่าเป็นบุคคลที่สำคัญและมีผลต่อความสมบูรณ์ของพินัยกรรมมาก เพราะกฎหมายกำหนดให้พินัยกรรมแทบทุกประเภทยกเว้นเพียงแต่พินัยกรรมแบบเขียนด้วยลายมือเท่านั้นต้องมีพยาน ซึ่งพยานในพินัยกรรมนั้นต้องเป็นผู้บรรลุนิติภาวะ โดยอาจจะเป็นผู้อายุ 20 ปีบริบูรณ์หรือบรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสก็ได้ ไม่เป็นบุคคลวิกลจริต หรือบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นผู้เสมือนไร้ความสามารถ หรือเป็นบุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือตาบอดทั้งสองข้าง
“นอกจากนั้นสิ่งที่สำคัญมากคือพยานและคู่สมรสของพยานจะต้องไม่เป็นผู้รับผลประโยชน์ในพินัยกรรมนั้นด้วย และหากเลือกทำพินัยกรรมแบบที่ต้องมีพยานอย่างน้อย 2 คน ควรตรวจสอบทุกปีว่าพยานยังมีชีวิตอยู่ครบ 2 คนหรือไม่ เพราะไม่เช่นนั้นตอนเปิดพินัยกรรมหากพยานไม่มีชีวิตอยู่ครบ 2 คนแล้วพินัยกรรมก็จะไม่สมบูรณ์ได้”
2.ความไม่สมบูรณ์ของ “วันเดือนปี” ที่ทำพินัยกรรม
“วันเดือนปี” ที่ทำพินัยกรรม ถือเป็นสาระสำคัญของพินัยกรรม และเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ วันเดือนปี ในการทำพินัยกรรมสามารถบอกได้ว่าในขณะที่ทำพินัยกรรมผู้ทำพินัยกรรมยังมีชีวิตอยู่หรือไม่และขณะที่ทำยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วนหรือไม่ นอกจากนี้ในกรณีที่มีพินัยกรรมหลายฉบับ วันเดือนปี จะช่วยบอกว่าพินัยกรรมฉบับไหนทำก่อนฉบับไหน และในกรณีที่มีพินัยกรรมหลายฉบับที่มีข้อความขัดแย้งกัน วันเดือนปี จะช่วยบอกว่าพินัยกรรมฉบับไหนเป็นฉบับที่ทำล่าสุดและจะเป็นฉบับที่มีผลทางกฏหมาย
3.ความไม่สมบูรณ์ของ “ข้อกำหนดการเผื่อตาย”
เนื่องจากการทำพินัยกรรมเป็นการกำหนดล่วงหน้าว่าจะมีการมอบทรัพย์สมบัติให้แก่ใครเมื่อผู้ทำพินัยกรรมถึงแก่ความตาย ดังนั้นข้อความในพินัยกรรมจึงต้องมีการระบุให้ชัดว่าหากผู้ทำพินัยกรรมได้ตายจากไป ทรัพย์สมบัติในส่วนไหนจะให้แก่ใคร อาทิเช่น เขียนว่า หากข้าพเจ้าถึงแก่ความตาย ขอยกมรดกของข้าพเจ้าให้แก่บุคคลดังต่อไปนี้
“แต่หากเป็นการเขียนโดยไม่มีการระบุว่าจะยกให้เมื่อตาย แต่เขียนเพียงว่าจะยกทรัพย์สมบัติให้แก่บุคคลนี้เฉยๆ ก็จะไม่ถือเป็นพินัยกรรม จะเป็นเพียงเจตนาการ ‘ให้โดยเสน่หา’ เท่านั้น”
4.ความไม่สมบูรณ์ของ “การลงลายมือชื่อ” ของ ‘ผู้ทำพินัยกรรม’ และ ‘พยาน’
“การลงลายมือชื่อ” ของ ‘ผู้ทำพินัยกรรม’ แต่ละรูปแบบจะมีกฎที่แตกต่างกันออกไป เช่นถ้าเป็นพินัยกรรมแบบธรรมดา ผู้ทำพินัยกรรมสามารถลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือก็ได้ ซึ่งต้องกระทำต่อหน้าพยานอย่างน้อย 2 คนพร้อมกัน แต่หากเป็นแบบเขียนเองทั้งฉบับ ผู้ทำพินัยกรรมจะต้องลงลายมือชื่อเท่านั้น จะไม่สามารถพิมพ์ลายนิ้วมือได้
“ในส่วนของ ‘พยาน’ นั้นต้องลงลายมือชื่ออย่างเดียวจะไม่สามารถพิมพ์ลายนิ้วมือได้ ในเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษาและระวังไม่ให้เกิดความผิดพลาดขึ้น”
5.ความไม่สมบูรณ์เมื่อมีการ “แก้ไขพินัยกรรม”
พินัยกรรมที่ทำขึ้นแล้วสามารถแก้ไขได้ แต่ทุกจุดที่มีการแก้ไขจะต้องมีการลง วันเดือนปี และลงลายมือชื่อหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ทำพินัยกรรม รวมถึงหากเป็นพินัยกรรมแบบมีพยานจะต้องมีการลงลายมือชื่อของพยานรับรองด้วย อย่างไรก็ดีหากในจุดที่มีการ “แก้ไขเปลี่ยนแปลง” นั้นถูกกระทำขึ้นโดยไม่สมบูรณ์ จะมีผลเพียงให้ข้อความที่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นไม่สมบูรณ์เท่านั้น ส่วนอื่นของพินัยกรรมยังมีความสมบูรณ์และใช้บังคับได้อยู่
“อนึ่ง ในส่วนของเรื่อง ‘ผู้จัดการมรดก’ นั้น จริงๆ เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ทำพินัยกรรมควรจะระบุผู้ที่จะมาทำหน้าที่ผู้จัดการมรดก หรืออย่างน้อยระบุผู้ตั้งผู้จัดการมรดก ซึ่งหมายถึงผู้ที่มีสิทธิ์มาพิจารณาเลือกบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้จัดการมรดกอีกที โดยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ใดก็สามารถมาเป็นผู้จัดการมรดกได้ ไม่ว่าจะเป็นพยานในพินัยกรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพินัยกรรม หรือผู้ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียในพินัยกรรม”
กฎหมายยกเว้นเพียงแต่ผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามดังนี้ที่ไม่สามารถเป็นผู้จัดการมรดกได้ คือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ผู้ที่วิกลจริต ผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นเสมือนไร้ความสามารถ หรือผู้ที่ศาลสั่งให้เป็นคนล้มละลายเท่านั้น
“การตั้งผู้จัดการมรดก” นั้น หากเลือกบุคคลที่จะมาเป็นผู้จัดการมรดกได้ตรงตามลักษณะที่กำหนดไว้ ในกาลต่อมาเมื่อผู้ทำพินัยกรรมเสียชีวิต ศาลก็สามารถตั้งผู้จัดการมรดกให้ตรงกับเจตนาตามพินัยกรรมได้ แต่หากไม่มีการกำหนดผู้จัดการมรดกในพินัยกรรม หรือผู้ที่ถูกกำหนดมีลักษณะต้องห้ามที่ไม่สามารถเป็นผู้จัดการมรดกได้ ศาลก็จะตั้งบุคคลอื่นขึ้นมาเป็นผู้จัดการมรดกเพื่อประโยชน์แก่กองมรดกตามที่ศาลจะเห็นควร แต่ทั้งหมดนี้จะไม่มีผลต่อความสมบูรณ์ของพินัยกรรมแต่อย่างใด
ท้ายนี้ จึงอยากเน้นย้ำให้ผู้ที่จะ “ทำพินัยกรรม” ทุกคนใส่ใจและให้ความระมัดระวังในข้อผิดพลาดที่มักจะพบได้บ่อยๆ ในข้างต้น เพื่อทำให้การส่งต่อทรัพย์สินของผู้ทำพินัยกรรมสำเร็จลุล่วงตามเป้าหมายสมดังเจตนารมย์ของผู้ทำพินัยกรรม
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th