โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

รู้หรือไม่? ว่า ‘เศษอาหาร’ ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนแรงขึ้นกว่าที่คิด!

Environman

เผยแพร่ 28 เม.ย. 2568 เวลา 05.57 น.

รู้หรือไม่? ว่า ‘เศษอาหาร’ ทำให้อุณหภูมิโลกร้อนแรงขึ้นกว่าที่คิด!

การปล่อยมลพิษไม่ได้มีเพียงการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซเท่านั้น แต่ “เศษอาหาร” หรือ “food waste” ที่เรานำไปทิ้งตามสถานที่ฝังกลบกลับมีสัดส่วนมากถึง 10% ของการปล่อยมลพิษทั้งหมด

ขยะอาหารที่เน่าเสียในหลุมฝังกลบปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งมีพลังในการกักเก็บความร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า ทำให้การจัดการเศษอาหารกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ Robert Sanders จาก Rady School of Management หนึ่งในผู้เชี่ยวชาญชั้นนำด้านการตลาดและการวิเคราะห์ ได้เน้นย้ำว่า “แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่โลกจะบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามข้อตกลงปารีส หากเราไม่ลดขยะจากระบบอาหาร”

Sanders ศึกษาปัญหาเศษอาหารอย่างจริงจัง เนื่องจากเขามองว่าสิ่งนี้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีความเป็นไปได้มากที่สุดในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นและกลาง แม้ว่าจะมีความคิดเห็นมากมายเกี่ยวกับวิธีแก้ปัญหา แต่เขากลับพบว่างานวิจัยเชิงวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันวิธีการเหล่านี้ยังมีน้อยมาก

#วันหมดอายุส่งผลผลต่อเศษอาหาร?

“วันหมดอายุ” ของอาหารเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่นักนโยบายหลายคนเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภค เนื่องจากเศษอาหาร 7-10% เกิดจากความสับสนจาก “คำ” ระบุวันหมดอายุ เช่น “ควรบริโภคก่อน” กับ “ใช้ก่อน” ซึ่งนำไปสู่การออกกฎหมายในรัฐแคลิฟอร์เนีย (AB 660) แต่ Sanders ชี้ว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนว่าป้ายเหล่านี้มีผลต่อพฤติกรรมของผู้บริโภคในสถานการณ์จริงหรือไม่

#แนวทางแก้ปัญหาเศษอาหาร

Sanders เสนอ 2 แนวทางหลักเพื่อจัดการกับขยะอาหาร ดังนี้

#ห้ามฝังกลบเศษอาหาร (Food-Waste Landfill Bans): แม้จะเป็นวิธีควบคุมโดยตรงจากภาครัฐ แต่เขาพบว่าไม่ได้ผลดีนัก เนื่องจากค่าปรับไม่ได้มากพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมผู้คน และการบังคับใช้นโยบายก็ยังอ่อนแอ โดยมีเพียงรัฐแมสซาชรัฐแมสซาชูเซตส์เท่านั้นที่ทำได้ เพราะมีระบบบังคับใช้นโยบายที่ดี เข้าใจง่ายและมีเครือข่ายการทำปุ๋ยหมัก (composting) ที่แข็งแกร่ง

#ตั้งราคาแบบไดนามิก (Dynamic Pricing): ร้านขายของชำมักทิ้งอาหารที่ใกล้หมดอายุ ซึ่ง Sanders เสนอให้ใช้ระบบอัลกอริธึมเพื่อปรับราคาสินค้าแบบเรียลไทม์ตามวันหมดอายุและปริมาณสินค้า โดยวิธีนี้จะทำให้ของสดถูกลง และยังเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภค ซึ่งในหลายกรณีก็ช่วยร้านค้าและผู้บริโภคประหยัดเงินได้พร้อมกัน จึงสามารถช่วยลดขยะจากอาหารได้

#ผู้บริโภคช่วยอะไรได้บ้าง?

วิธีที่ดีที่สุดในการลดขยะก็คือ “ไม่สร้างขยะตั้งแต่แรก” โดยสามารถเริ่มจากการวางแผนมื้ออาหาร รู้ว่ามีอะไรในตู้เย็นก่อนซื้อของ และจดเตือนความจำให้กินของที่เหลือ นอกจากนี้ควรใช้ถังขยะสีเขียวเพื่อใส่เศษอาหารสำหรับทำปุ๋ยหมัก และหากจัดงานเลี้ยง ควรประเมินความต้องการอาหารอย่างแม่นยำ เช่น การสำรวจจำนวนผู้ร่วมงานล่วงหน้า เพื่อให้เกิดเศษอาหารน้อยที่สุด หรือไม่มีเลย

อย่างไรก็ตามงานวิจัยของ Sanders เกี่ยวกับผลกระทบของวันหมดอายุต่อพฤติกรรมผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากการตัดงบประมาณวิจัยของรัฐบาลกลางของสหรัฐฯ ซึ่งเขาและทีมได้ทำการศึกษาเชิงภาคสนามครั้งแรกอันแสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคมี 2 แบบ คือ แบบที่ไม่สนใจวันหมดอายุเลย กับแบบที่ให้ความสำคัญแต่จะยอมปรับพฤติกรรมเมื่อมีส่วนลด ดังนั้นทีมวิจัยจึงกำลังหาทุนสนับสนุนจากแหล่งอื่นๆ เพื่อต่อยอดการศึกษาด้านนี้ โดยเฉพาะการเปรียบเทียบผลวิเคราะห์ระหว่างคำว่า “Best by” กับ “Use by” ที่ยังเป็นข้อถกเถียงในเชิงนโยบาย

ที่มา

https://phys.org/…/2025-04-food-major-contributor…

Photo: Olivie Strauss

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...