โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ร่วมจ่าย = ร่วมอยู่รอด” เบื้องหลังเงื่อนไข Copayment หยุดปัญหาเบี้ยประกันโตไวเกินไป

Thairath Money

อัพเดต 07 พ.ค. 2568 เวลา 03.36 น. • เผยแพร่ 05 พ.ค. 2568 เวลา 05.00 น.
ภาพไฮไลต์

เป็นที่รับรู้กันว่า “ประกันสุขภาพ” ที่อนุมัติหลังวันที่ 20 มีนาคม ปี 2568 เป็นต้นมา จะมีเงื่อนไข copayment หรือผู้เอาประกันต้อง “ร่วมจ่าย” ในค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นทั้งหมด (เฉพาะกรณีผู้ป่วยใน) โดยจะร่วมจ่ายในอัตรา 30% หรือ 50%

ส่วนแบบต่ออายุสัญญาเพิ่มเติม กรณีครบรอบปีกรมธรรม์ประกันภัย เงื่อนไขที่จะเข้า Copayment มี 3 เงื่อนไขด้วยกัน โดยบริษัทประกันจะพิจารณาจากจำนวนเงินหรือจำนวนครั้งที่เคลม ซึ่งหากเข้าเกณฑ์จะต้องร่วมจ่ายในปีถัดไป

1. เจ็บป่วยเล็กน้อย (Simple Diseases) เคลมเท่ากับหรือมากกว่า 3 ครั้งต่อปี อัตราการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 200% ของเบี้ย (ร่วมจ่าย 30%)

2. เจ็บป่วยโรคทั่วไป เคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 3 ครั้งต่อปี และอัตราการเคลมมากกว่าหรือเท่ากับ 400% ของเบี้ย (ร่วมจ่าย 30%)

3. การเคลมเข้าเงื่อนไขทั้งกรณีที่ 1 และกรณีที่ 2 (ร่วมจ่าย 50%)

เท่ากับเดิมบริษัทที่ประกันจะรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดตามความคุ้มครองที่เราซื้อไว้ แต่ปัจจุบันเราจะต้องร่วมรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลที่เกิดขึ้นด้วย

กลายเป็นคำถาม นี่คือความแฟร์รูปแบบใหม่หรือภาระจำยอมในฝั่งผู้บริโภค และจริงหรือไม่? หากบริษัทอยู่ยาก ผู้บริโภคก็ต้องเปลี่ยนบทบาทไปด้วย จุดเริ่มต้นของระบบที่ยั่งยืน รูปแบบการใช้สิทธิประกันที่แพร่หลายในต่างประเทศ

Thairath Money เปิดบทสัมภาษณ์พิเศษ “อาภากร ปานเลิศ” รองเลขาธิการ ด้านกำกับธุรกิจประกันภัย สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะหน่วยงานดูแลหลักของธุรกิจประกันภัย

ร่วมตอบคำถามสำคัญ ระบบประกันสุขภาพเอกชนมีปัญหาอะไรกันแน่ บนความเชื่อที่ว่า “ร่วมจ่ายวันนี้ เพื่อรักษาระบบในวันหน้า” หยุดปัญหาเบี้ยประกันโตไวเกินไป ปลายทางคือผู้บริโภคที่จะได้ประโยชน์

ทำความเข้าใจ "กรมธรรม์ประกันสุขภาพ" เมืองไทย

“อาภากร” เผยว่า ปัจจุบัน ประกันสุขภาพเมืองไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ คือ กรมธรรม์ประกันวินาศภัยราว 10% ส่วนอีก 90% เป็นกรมธรรม์ประกันชีวิต 90% ซึ่งต้องซื้อกรมธรรม์หลักก่อน ก่อนซื้อสัญญาประกันสุขภาพเพิ่มเติม (ต่อรายปี) ได้

โดย ณ สิ้นปี 2567 มูลค่าเบี้ยประกันอยู่ที่ 1.2 แสนล้านบาท ส่วนกลุ่มวินาศภัยอยู่ที่ราว 1.6 หมื่นล้านบาท ปัญหาสำคัญพบในระยะหลังๆ บริษัทประกันปฏิเสธการต่อสัญญาประกันสุขภาพรายปีมากขึ้น จากอัตราการเจ็บป่วยโรคร้ายแรงสูงขึ้น และต้องการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน ผ่านการปรับเบี้ยประกันรายปีอย่างต่อเนื่อง

นำไปสู่ช่วงปี 2565 คปภ.ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาปัญหา เพื่อหาทางออกเป็นระยะเวลา 3 ปีด้วยกัน โดยปรากฏสาเหตุสำคัญที่นำมาสู่การร้องขอปรับเบี้ยประกันของบริษัทประกันต่างๆ

คือ อัตราส่วนค่าสินไหมทดแทน (Loss Ratio) ที่มีการเบิกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพในอัตราสูงขึ้นมากจนน่าตกใจ ซึ่งตามหลักการ เมื่อไหร่ Loss Ratio เกิน 70% บริษัทประกันจะสามารถยื่นเรื่องขอขึ้นเบี้ยประกันได้

ทั้งนี้ปัญหาดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นกับ 1 หรือ 2 บริษัทเท่านั้น แต่เป็นทั้งระบบ คล้ายส่งสัญญาณว่าถึงเวลาที่ต้องปรับระบบ ยึดโยงกับหลักการการอยู่รอดของธุรกิจประกันที่ในพอร์ตควรจะต้องเป็น คือ

คนไม่เจ็บป่วย 9 คน : คนเจ็บป่วย 1 คน = อยู่รอด

แต่ปัจจุบัน อัตราส่วนคนเจ็บป่วยเปลี่ยนไป มากขึ้นเป็น 8 : 2 และเริ่มเป็น 7 : 3 กระทบต่อฐานะการเงินของกลุ่มธุรกิจ ซึ่งทางเลือกเบื้องต้น คือ การขอปรับขึ้นเบี้ย สอดคล้องกับรายงานของ คปภ.ที่ระบุว่า เบี้ยประกันรายปีโตไวเกินไป เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 3-5% ต่อปี

รองเลขาธิการ คปภ. ยังเล่าว่า สาเหตุใหญ่ๆ ที่ทำให้ Loss Ratio บริษัทประกันสูง มาจาก 3 ประเด็นใหญ่ๆ

1. อัตราเงินเฟ้อด้านการแพทย์ (ณ สิ้นปี 2567 สูงขึ้น 15%) ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในประเทศไทย แต่เป็นกันทั่วโลก โดยเฉพาะช่วงหลังวิกฤติโควิด-19 ถึงขั้นบางประเทศ มีการประท้วงกัน เช่น อินเดีย สิงคโปร์ และมาเลเซีย

2. ความก้าวหน้าของวิทยาการทางการแพทย์ ก็ทำให้ต้นทุนการเข้ารับบริการหรือการรักษาสูงขึ้น

3. ปัญหาใหญ่คือ การใช้สิทธิอย่างไม่เหมาะสมของผู้ถือกรมธรรม์ โดยเฉพาะการเบิกจ่ายในกลุ่มโรคเจ็บป่วยเล็กน้อย หรือ Simple Diseases

“ประกันสุขภาพทั่วไป ให้สิทธิการรักษากับผู้ป่วยใน (IPD) เป็นหลัก แต่หลายเคส สวมสิทธิแทน โดยใช้อาการเจ็บป่วยในกลุ่ม Simple Diseases เช่น ปวดหัว เป็นไข้ นอนโรงพยาบาล ซึ่งทางการแพทย์บางกรณีสามารถรับยาแล้วกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้ เกิดเป็นปัญหาการใช้สิทธิที่ไม่เหมาะสมอย่างแพร่หลาย”

บังคับเงื่อนไข "ร่วมจ่าย" หยุด “เบี้ยประกัน”โต

ข้อมูลชวนพิจาณา คือ ณ สิ้นปี 2567 สาเหตุการใช้สิทธิไม่เหมาะสม กินสัดส่วน Loss Ratio ไปถึง 28% จากคนที่ใช้สิทธิเพียง 5% ของกรมธรรม์ทั้งหมด ขณะความยากของการปฏิเสธสิทธิ คือ บริษัทประกันบางบริษัทไม่สามารถปฏิเสธการเบิกจ่ายดังกล่าวได้ทั้งหมด เพราะเนื่องจากประกันสุขภาพเป็นสัญญาเพิ่มเติมของกรมธรรม์ประกันชีวิตที่มีความคุ้มครองนาน 20 ปี 30 ปี ร่วมตัว จึงไม่ต้องการมีข้อขัดแย้งกับผู้ถือกรมธรรม์ ทำให้เกิดการอนุโลมเรื่อยมา

อย่างไรก็ตาม คปภ.มองถึงเวลาต้องรีเซตระบบ สร้างจุดเปลี่ยนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว นำมาสู่การประกาศใช้เงื่อนไข Copayment หรือการร่วมจ่าย 30-50% สำหรับปีต่ออายุกรมธรรม์ และประกันภัยใหม่ที่ทำสัญญาตั้งแต่ 20 มีนาคม 2568 เป็นต้นไป

เพื่อเป็นการแก้ปัญหาและรองรับกับต้นทุนการรับประกันภัยที่สูงขึ้น จนอาจทำให้เกิดปัญหาที่ประชาชนเข้าถึงการประกันภัยสุขภาพได้ยากขึ้นในอนาคต หรือร้ายแรงกว่านั้น คือ กลุ่มผู้ที่มีกรมธรรม์อยู่แล้วอาจต้องออกจากระบบ เนื่องจากไม่สามารถรับภาระค่าเบี้ยประกันที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้

สำหรับการกำหนดแนวทาง Copayment นั้น คปภ.ยืนยันว่า ไม่ได้เป็นการเอื้อประโยชน์ให้บริษัทประกันภัย หรือเป็นการผลักภาระให้กับผู้บริโภค แต่นี่คือทางออกที่มองเห็น เพื่อหยุดยั้ง “เบี้ยประกัน” โตไวเกินไป

“อาภากร” ชี้ว่า Copayment จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้บริษัทประกันบริหารความเสี่ยงทางการเงิน กรณีมีการใช้สิทธิหรืออัตราการเคลมค่ารักษาในสัดส่วนสูง จนธุรกิจอาจไปไม่รอด!

“หลักการของ Copayment เริ่มแรกให้สิทธิเหมาจ่ายเต็ม 100% แต่หากในปีกรมธรรม์ ผู้เอาประกันภัยใช้สิทธิไม่เหมาะสมตั้งแต่ 3 ครั้งขึ้นไป และมีค่าใช้จ่ายเกินกว่าเกณฑ์ ในปีถัดไปต้องร่วมจ่าย กลับกัน ถ้าใช้สิทธิถูกต้อง ในปีถัดมาก็กลับสู่การเหมาจ่ายให้เช่นเดิม ทั้งนี้ เงื่อนไขร่วมจ่ายจะไม่ได้ถูกนำมาใช้กับกรณีผู้ที่เป็นโรคร้ายแรงหรือการผ่าตัดใหญ่”

สำหรับการบังคับใช้เงื่อนไข Copayment ของไทยนั้น คปภ.ระบุว่ามีความแตกต่างจากข้อบังคับที่ต่างประเทศใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งจะมีการกำหนดร่วมจ่ายตั้งแต่เริ่มซื้อประกันเลย

ขณะเดียวกัน ยืนยันว่านี่ไม่ใช่แค่การหาทางให้บริษัทประกันอยู่ได้ และผู้ถือกรมธรรม์ไม่ต้องแบกค่าเบี้ยประกันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น แต่เป็นความจำเป็นที่ต้องการปรับสมดุลในระบบประกันภัยสุขภาพของไทย ให้เกิดความยั่งยืน ลดผลกระทบต่อผู้เอาประกันภัยอื่นๆ

“ถ้า คปภ.ไม่เข้าไปแก้ไข เข้าไปหาทางลดภาระ ปล่อยให้คนปกติ เจ็บก็ไม่ได้เจ็บ ป่วยก็ไม่ได้ป่วย แต่ถูกเพิ่มเบี้ยไปพร้อมกับคนป่วยไปเรื่อยๆ มีความเป็นไปได้ว่าเขาอาจไม่ไหว ขอออกจากระบบไป ถ้าเป็นแบบนี้ ระบบจะพัง บริษัทประกันที่เลี้ยงแต่คนป่วยก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน”

ซื้อประกันยุคนี้ ต้องดูอะไรบ้าง?

ในบทสัมภาษณ์ท้ายๆ รองเลขาธิการ คปภ.ชี้ว่า ปัจจุบัน ประกันมีความคุ้มครองหลากหลาย แต่เนื่องจากการซื้อ-ขายผูกโยงกับนายหน้าหรือที่เรียกว่าตัวแทนประกัน ซึ่งมีทั้งตัวแทนที่มีคุณภาพ ที่ให้ข้อมูลกับประชาชนถูกต้องครบถ้วน กับอีกกลุ่มที่มักไม่โปร่งใส เกิดปัญหาเรียกร้องเข้ามาที่ คปภ.เรื่อยๆ

เช่น การบอกข้อมูลคุ้มครองคลุมเครือ ไม่ครบถ้วน รีบปิดการขาย หรือดูแลใส่ใจเฉพาะช่วงปีแรกๆ บางมีการโน้มน้าวให้เวนคืนกรมธรรม์เก่า ซื้อเล่มใหม่ เพื่อจะได้รับค่าคอมมิสชั่นสูงๆ เป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งโดยเฉพาะในยุคใหม่ที่ประกันมีเงื่อนไขมากขึ้น ผู้ซื้อประกันต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน รอบด้าน

ทำความเข้าใจศัพท์ที่สำคัญ อย่าง Copayment หรือความรับผิดชอบส่วนแรก (Deductible) ที่หมายถึง ประกันสุขภาพที่ผู้เอาประกันจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการรักษาในส่วนแรกก่อน ซึ่งก็เป็นรูปแบบที่ถูกเสนอขายเพิ่มมากขึ้น กรณีสำหรับคนที่ไม่อยากจ่ายเบี้ยในอัตราที่สูง

“ประกันปัจจุบันมีหลากหลายมาก หลักในการพิจารณาคือ เลือกความคุ้มครองตรงกับที่เราต้องการ สอบถามตัวแทนประกันให้ชัดเจน และประเมินความสามารถในการจ่ายเบี้ยรายปี เพราะในแต่ละปีที่เราอายุมากขึ้น เบี้ยก็จะขยับตาม ฉะนั้นต้องศึกษาข้อมูลโดยละเอียด สอบถามให้ถี่ถ้วนที่สุด เพื่อประโยชน์ของเราเองนั่นเอง”

อ่านข่าวหุ้น ข่าวทองคำ และ ข่าวการลงทุน และ การเงิน กับ Thairath Money ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/investment

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ร่วมจ่าย = ร่วมอยู่รอด” เบื้องหลังเงื่อนไข Copayment หยุดปัญหาเบี้ยประกันโตไวเกินไป

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...