โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ยักษ์แห่ลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โอกาสผู้ประกอบการไทย แนะ 4 แนวทางปรับตัว

The Bangkok Insight

อัพเดต 20 ก.พ. 2568 เวลา 13.34 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2568 เวลา 01.00 น. • The Bangkok Insight

กระแสการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ดันมูลค่าตลาดพุ่งแตะ 7.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 Krungthai COMPASS ชี้ช่องเพิ่มโอกาสผู้ประกอบการไทยรับอานิสงส์ยุคดิจิทัล

การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่มากขึ้นในระยะข้างหน้า ส่งผลให้ความต้องการใช้ระบบคลาวด์ ในการจัดเก็บ และประมวลผลข้อมูลของไทยเพิ่มขึ้นตาม

ดาต้าเซ็นเตอร์

สะท้อนได้จากมูลค่าตลาดของดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และบริการระบบคลาวด์ ของไทย ที่ คอลลิเออร์ส คาดว่า จะมีมูลค่าเติบโตจาก 2 หมื่นล้านบาทในปี 2562 เป็น 7.3 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 24.3% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ภาคธุรกิจเร่งทำ Digital Transformation เพื่อให้บริการผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ และเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการที่ตรงใจ
กับผู้บริโภคมากขึ้น

การเติบโตของการใช้ระบบคลาวด์ (Cloud) ของไทยอย่าง รวดเร็ว อีกทั้งการพัฒนา Data Center ของภาครัฐเอง และการสนับสนุนการลงทุน Data Center ของภาคเอกชนจากภาครัฐ ผ่านการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่ายจากเงินปันผลของบริษัทที่ลงทุนสูงสุด 10 ปี และยกเลิกภาษีเงินได้ของบริษัท เป็นปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดให้บริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำของโลก เช่น Amazon และ Google เข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยมากขึ้น

ดาต้าเซ็นเตอร์

แนวโน้มการลงทุน Data Center ในไทย

1. ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในไทยตั้งแต่ก่อนปี 2566 เช่น NTT Global Data Center ซึ่งคาดว่าจะเพิ่มขนาด Data Center ทั้งหมดราว 174 เมกะวัตต์

2. กลุ่มผู้ให้บริการ Cloud Solution และ Data Center ชั้นนำของโลก เช่น Microsoft Google และ TikTok ซึ่งคาดว่าจะขยายขนาด Data Center ในไทยราว 290 เมกะวัตต์

3. กลุ่มผู้ให้บริการ Data Center นอกเหนือจากบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีในระดับโลกที่ทยอยขอการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เช่น CtrlS NextDC และ EDGNEX ซึ่งเป็นผู้ให้บริการData Center ชั้นนำของอินเดีย ออสเตรเลีย และดูไบ ซึ่งคาดว่าจะขยายขนาด Data Center ราว 150 เมกะวัตต์

4. กลุ่มผู้ให้บริการ Data Center ในประเทศ เช่น จีเอสเอ ดาต้า เซนเตอร์ ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง ADVANC SINGTEL และ GULF ซึ่งคาดว่าจะลงทุน Data Center ราว 40 เมกะวัตต์

การลงทุน Data Center ของกลุ่มผู้ประกอบการข้างต้น คาดว่าจะก่อให้เกิดเงินลงทุน
เบื้องต้นในการพัฒนา Data Center ราว 2.41 แสนล้านบาท ซึ่งส่งผลให้ผู้ประกอบการที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของการพัฒนา Data Center เช่น ผู้ให้บริการก่อสร้างโครงสร้างและอาคารของ Data Center ผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าและไอทีใน Data Center มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการก่อสร้างรวมทั้งจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไอทีและระบบไฟฟ้าใน Data Center ให้กับบริษัทที่เข้ามาลงทุนในช่วงปี 2567-2571

ประโยชน์ของผู้ประกอบการไทยในห่วงโซ่อุปทาน Data Center

Krungthai COMPASS ประเมินว่า ผู้ประกอบการไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา Data Center ในช่วงปี 2567-2571 ทั้งหมด 9.26 หมื่นล้านบาท ในกรณีที่ยังไม่รวมผลประโยชน์จากการจัดจำหน่ายที่ดิน และค่าบริการอื่น ๆ ในช่วงที่ Data Center เปิดให้บริการ ซึ่งผู้ประกอบการไทยที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์มี 4 กลุ่ม ดังนี้

1. ผู้รับเหมาก่อสร้างโครงสร้างและอาคารของ Data Center ซึ่งคาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการขยายการลงทุนพัฒนา Data Center ในช่วงปี 2567-2571 มากที่สุด โดยคาดว่าจะมีรายได้ราว 3.6 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการของไทยที่มีศักยภาพในการเข้ามาในธุรกิจนี้ เป็นกลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่สามารถรับงานก่อสร้างอาคารและมีความเชี่ยวชาญในการเตรียมพื้นที่ให้เหมาะกับ Data Center เช่น บมจ.อินฟราเซท (INSET) บมจ.ซินเท็ค คอนสตรัคชั่น (SYNTEC) บจก. ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) และบมจ.ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง
แอนด์ คอนสตรัคชั่น (STECON)

2. กลุ่มธุรกิจผลิตและจำหน่าย Generator ระบบจัดการแบตเตอรี่ อุปกรณ์ควบคุมและจ่ายไฟฟ้า เครื่องสำรองไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ใน Data Center ซึ่งคาดว่าจะ
ได้รับประโยชน์รองลงมา โดยคาดว่าจะมีรายได้ราว 3.19 หมื่นล้านบาท

สำหรับผู้ประกอบการที่มีโอกาสที่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ ควรเป็นผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย ของแบรนด์ชั้นนำของโลก เช่น บมจ.อาซีฟา (ASEFA) และ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์
(ประเทศไทย) (DELTA) เนื่องจากผู้ให้บริการระบบ Cloud และ Data Center ชั้นนำของโลก เช่น Microsoft และ Google นิยมซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวของแบรนด์ชั้นนำของโลก เช่น Schneider ABB และ Siemens จากตัวแทนจำหน่ายในประเทศที่เข้าไปลงทุน

3. กลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายและให้บริการติดตั้งระบบเครือข่าย และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่ามีรายได้จากการจัดจำหน่ายและให้บริการติดตั้งระบบเครือข่ายให้ผู้ประกอบการที่เข้ามาลงทุนData Center ในไทยในช่วงปี 2567-71 ราว 2.47 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่มีโอกาสที่จะเข้ามาในธุรกิจนี้ เป็นผู้จัดจำหน่ายและให้บริการติดตั้งระบบเครือข่าย เช่น บมจ. แอ็ดวานซ์อินฟอร์เมชั่นเทคโนโลยี (AIT) บมจ. ล็อกซเล่ย์ (LOXLEY)บมจ. สกาย ไอซีที (SKY) และ บมจ. ซินเน็ค (ประเทศไทย) (SYNEX) เพราะผู้ให้บริการระบบ Cloud และ Data Center ชั้นนำของโลก นิยมซื้อและใช้บริการติดตั้งระบบเครือขายและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องจากผู้ประกอบการในประเทศที่เข้าไปลงทุน

4. กลุ่มผู้พัฒนาและจัดจำหน่ายที่ดินที่ใช้สำหรับตั้ง Data Center ซึ่งคาดว่าจะได้รับรายได้เพิ่มจากจัดจำหน่ายที่ดินให้กับบริษัทที่เข้าลงทุนพัฒนา DataCenter ในช่วงปี 2567-71

ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพในการเข้ามาในธุรกิจนี้ เป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม เพราะนิคมอุตสาหกรรมมีโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับ Data Center เช่น ระบบจ่ายไฟฟ้าส ารอง ระบบโทรคมนาคม และระบบป้องกันน้าท่วม รวมทั้งยังอยู่ใกล้กับกลุ่มอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะมีแนวโน้มใช้บริการ Data Center มากขึ้นในอนาคต

แม้ว่าไทยจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา Data Center ในช่วงปี 2567-2571 จากการประเมินข้างต้น อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการ Data Center ชั้นนำโลก ยังแสดงความสนใจที่จะลงทุน Data Center ในประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น มาเลเซีย และอินโดนีเซีย อีกด้วย

แนวทางในการปรับตัวเพื่อดึงดูดการลงทุน

1. เพิ่มประสิทธิภาพของโครงข่ายของการเชื่อมต่อข้อมูลอินเทอร์เน็ตด้วยการขยายโครงข่ายสายเคเบิล เพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศของไทย โดยปัจจุบันไทยมีสถานีเคเบิลใต้น้ำ9 แห่ง ซึ่งน้อยกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ที่มีอยู่ 27, 21, 15 และ 10 แห่ง ตามลำดับ จึงทำให้ไทยมีความสามารถในการรองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศน้อยกว่าประเทศเหล่านั้น

ดังนั้น เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ไทยสามารถขยายการลงทุนสถานีเคเบิลใต้น้ำ เพื่อให้ไทยสามารถรองรับการจัดเก็บข้อมูลจากต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งช่วยดึงดูดให้ผู้ให้บริการ Data Center จากต่างประเทศมาลงทุนในไทยมากขึ้น

2. อนุญาตให้ผู้ให้บริการ Data Center สามารถซื้อและใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนของภาคเอกชนโดยตรง ผ่านระบบสายส่งและจำหน่ายไฟฟ้าของภาครัฐ เพื่อให้ผู้ให้บริการระบบ Cloud และ Data Center ที่มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในราคาที่ถูกลง และสะดวกมากขึ้น

ขณะที่ค่าไฟฟ้าในปี 2567 ของไทยอยู่ราว 4.18 บาท/หน่วยไฟฟ้า ซึ่งสูงกว่าค่าไฟฟ้าของบางประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนามและอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ราว 2.67 และ 2.52 บาท/หน่วยไฟฟ้า

ทั้งนี้ ภาครัฐสามารถอนุญาตให้ผู้ให้บริการ Data Center ซื้อและใช้ไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้า
แสงอาทิตย์ของภาคเอกชน (Solar Power Plant) โดยตรงผ่านระบบสายส่งและจำหน่ายไฟฟ้าของภาครัฐ และคิดค่าบริการไม่เกิน 0.16 บาท/หน่วยไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ประกอบการ Data Center สามารถเข้าถึงไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในราคาที่ไม่สูงกว่าค่าไฟฟ้าของประเทศเพื่อนบ้าน เช่น เวียดนาม ซึ่งจะช่วยดึงดูดให้ผู้ให้บริการ Data Center จากต่างประเทศมาลงทุนในไทยมากขึ้น

3. เพิ่มบุคลากรด้านไอทีของไทยผ่านการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรมด้านไอทีระยะสั้น โดยไทยมีบุคลากรที่มีความรู้ด้านดิจิทัลน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย อีกทั้งยังขาดแคลนบุคลากรด้านไอทีจำนวนมาก จึงทำให้บริษัทด้านเทคโนโลยีเลือกตั้งสำนักงานในประเทศไทยน้อยกว่าประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เช่น สิงคโปร์ และ มาเลเซีย

ในการเพิ่มบุคลากรด้านไอที ภาครัฐสามารถขอความร่วมมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาหลักสูตรด้านไอทีเข้มข้นระยะสั้นที่เน้นนำไปใช้ในการปฏิบัติจริงและมีการฝึกงานกับภาคเอกชน ซึ่งคล้ายคลึงกับนโยบายของประเทศสิงคโปร์ เพื่อเพิ่มบุคลากรที่มีความรู้และทักษะด้านไอทีที่สอดคล้องกับความต้องการของภาคเอกชน

บทความโดย พงษ์ประภา นภาพฤกษ์ชาติ นักวิเคราะห์ Krungthai COMPASS

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...