โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"บีไอจี" ใช้โอกาสภัยแล้งผนึก SCG-ปตท. นำร่องธุรกิจรีไซเคิลน้ำเสีย ดึงกลับมาใช้ได้ถึง 20%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 21 ก.พ. 2563 เวลา 04.15 น. • เผยแพร่ 21 ก.พ. 2563 เวลา 04.15 น.

นายปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอก อินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด (บีไอจี)  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายก๊าซอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากการประเมินภาพรวมของอุตสาหกรรมทั้งประเทศ ที่กำลังเจอกับวิกฤตของเศรษฐกิจ และภัยแล้งอย่างหนัก ภาคการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมเหล็ก อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ ก็มีการเติบโตลดลง จากการเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน

ขณะที่แนวโน้มความต้องการใช้ก๊าซเพื่ออุตสาหกรรม มีทิศทางลดลง โดยซึ่งสะท้อนให้เห็นตั้งแต่ปี 2562 ลดลง 5% เมื่อเทียบกับปี 2561

ดังนั้น แผนการดำเนินงานปี 2563 บริษัทจึงกำหนด 3 ธุรกิจหลักโดยใช้นวัตกรรมซึ่งธุรกิจนวัตกรรมนี้จะมีสัดส่วนรายได้เพิ่มจาก 20% เป็น 40% ใน 5 ปีข้างหน้า และจะดันสร้างรายได้รวมบริษัทให้โต 10% จากรายได้ปี 2562 อยู่ที่ 6,000 ล้านบาท

โดยธุรกิจใหม่จะเริ่มด้วย ธุรกิจ Waste Water Management หรือโครงการบริหารจัดการน้ำ โดยใช้นวัตกรรมก๊าซอุตสาหกรรมบำบัดน้ำทิ้งในโรงงาน ซึ่งเป็นการใช้ก๊าซออกซิเจน เติมเข้าไปในน้ำทิ้งจากโรงงาน  เพื่อให้ได้น้ำสะอาดนำกลับมาใช้ได้ใหม่ 20 – 30%

สำหรับธุรกิจดังกล่าวนี้จะเป็นการรับมือกับวิกฤตภัยแล้งที่เกิดขึ้นในปีนี้ ที่คาดว่าพื้นที่ภาคตะวันออกอย่าง EEC จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีการใช้น้ำในภาคการผลิตอุตสาหกรรมจำนวนมาก

ขณะนี้หารือเพื่อเสนอโครงการกับกลุ่ม ปตท. และเครือ SCG รวมถึงบริษัทอินโดรามา และกลุ่มลูกค้าเป้าหมายคือ โรงงานทั้งหมดในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง คาดว่าภายใน 2 เดือนจะเริ่มดำเนินการได้ ซึ่งจะสอดรับกับช่วงเวลาเดียวกับน้ำแล้งสูงสุด เดือน มิ.ย. และ พ.ค. พอดี

ทั้งนี้ลูกค้าจะต้องใช้เงินลงทุนแต่ละโครงการประมาณ 10-20 ล้านบาท แต่สามารถลดต้นทุน หรือมีราคาถูกกว่าการซื้อน้ำจากระบบการกลั่นน้ำทะเลเป็นน้ำจืด 20-30% จากราคาซื้อน้ำทะเล 100 บาท/ลูกบาศก์เมตร แต่อย่างไรก็ตามก็ยังถือว่านังมีราคาแพงกว่าการซื้อน้ำดิบ เพราะน้ำดิบราคาอยู่ที่ประมาณ 20 บาท/ลูกบาศก์เมตร

สำหรับอีก 2 ธุรกิจ คือ ธุรกิจ Energy Optimization เป็นการบริหารจัดการพลังงานในโรงงานอุตสาหกรรม ด้วยนวัตกรรม และเทคโนโลยี จากบีไอจี เพื่อลดต้นทุนค่าพลังงาน เช่น การนำออกซิเจน ไปใช้อุตสาหกรรมกระจก เหล็ก อุตสาหกรรมขึ้นรูปต่างๆ ซึ่งออกซิเจนจะช่วยทำให้ประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้น ซึ่งอยู่ระหว่างการเจรจากับคู่ค่าในการเข้าให้บริการ

และธุรกิจ Pipeline Franchise คือ การบริหารจัดการส่งก๊าซทางท่อภายในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตในระยะต่อไป

สำหรับโครงการต่างๆ ที่ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ได้แก่ โครงการก่อสร้างหน่วยแยกอากาศ (Air Separation Unit : ASU) ที่ใช้พลังงานความเย็นจากการเปลี่ยนสถานะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) หลังร่วมทุนตั้ง บริษัท มาบตาพุด แอร์โปรดักส์ จำกัด (Map Ta Phut Air Products Co., Ltd. : MAP) กัยทาง ปตท. เพื่อรองรับความต้องการใช้ก๊าซในโรงงานอุตสาหกรรม สนับสนุนกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต (New S-Curve) นั้น

อยู่ระหว่างดำเนินการพัฒนา และเตรียมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือน เม.ย. 2564 มีขนาดกำลังการผลิตไนโตรเจน ออกซิเจน และอาร์กอน 450,000 ตันต่อปี ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด มูลค่าลงทุน 1,500 ล้านบาท ซึ่งจะนำพลังงานความเย็นเข้าไปสนับสนุนนโยบายรัฐในโครงการระเบียงผลไม้ภาคตะวันออก (Eastern Fruit Corridor : EFC)

โครงการโรงงานผลิตก๊าซอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง ที่ร่วมทุนของกลุ่มอมตะฯและบีไอจี โดยตั้งบริษัท อมตะ บีไอจี อินดัสเทรียล แก๊ส จำกัด (ABIG) ขึ้นมา มูลค่าลงทุน 200 ล้านบาท ขนาดกำลังการผลิต 50,000 ตัน/ปี  ก่อสร้างเสร็จในปี 2562  ซึ่งเตรียมขยายไปกับโครงการนิคมฯ ของอมตะในเมียนมา  และเวียดนาม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...