โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ร่างกายฉัน แต่ DNA นั้นของใคร? การสืบสวนจะเป็นอย่างไรเมื่อ DNA ของคนอื่นอยู่ในตัวเรา

The MATTER

อัพเดต 17 ธ.ค. 2562 เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 17 ธ.ค. 2562 เวลา 11.20 น. • Pop Science

ลองจินตนาการดูว่า วันหนึ่งเราไปตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรค แต่กลับพบว่า ดีเอ็นเอในเลือดนั้นไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว แต่กลับมีของเพื่อนร่วมงาน คนข้างบ้าน หรือคนแปลกหน้าที่อยู่ถัดไปอีกหมู่บ้านหนึ่งซึ่งไม่เคยพบกันมาก่อนปะปนอยู่ด้วย! เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ น่ะเหรอ?

หรืออาจจะไม่ต้องจินตนาการแล้วก็ได้ เพราะเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นจริงกับผู้ป่วยโรคลูคีเมียคนหนึ่ง ที่เคยเข้ารับการบริจาคไขกระดูก ซึ่งเป็นเหตุให้ร่างกายของเขาได้รับดีเอ็นเอของใครบางคนมาโดยไม่รู้ตัว

เรื่องนี้ถูกเผยแพร่ลงใน New York Times โดย คริส ลอง (Chris Long) ชายคนหนึ่งในเมืองรีโน รัฐเวเนดา ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ดีเอ็นเอในเลือดของเขาเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ก็คือการ ‘ถูกแทนที่’ ด้วยดีเอ็นเอของคนคนหนึ่ง ซึ่งพวกเขาไม่เคยรู้จักหรือพบหน้ากันมาก่อน

หลังจากที่ คริส ได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกเมื่อ 4 ปีก่อนเพื่อช่วยผลิตเม็ดเลือดให้กับร่างกาย เขาก็ได้รับการตรวจเลือดอีกครั้งหนึ่ง และสิ่งที่น่าตกใจก็คือ แม้ขนอกและผมยังมีดีเอ็นเอของเขาอยู่ แต่ในเลือดบริเวณเยื่อบุแก้ม ลิ้น และริมฝีปากของเขา กลับพบดีเอ็นเอของคนอื่น แม้กระทั่งในน้ำอสุจิด้วยก็ตาม ซึ่งภายหลังก็ทราบว่าดีเอ็นเอนั้นเป็นของชายชาวเยอรมันที่เป็น ‘ผู้ให้บริจาค’ ไขกระดูกแก่เขา

Chris Long credit : The New York Times (Tiffany Brown Anderson)

“ผมว่ามันเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อมาก กับการที่จู่ๆ ตัวเราก็หายไป แล้วกลับมีคนอื่นมาแทนที่” คริส ลอง กล่าว

หากสงสัยว่าเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง มีคำอธิบายง่ายๆ นั่นก็คือ เซลล์เลือดที่อ่อนแอจะถูกแทนที่ด้วยเซลล์เลือดที่แข็งแรงกว่า นั่นคือสิ่งที่เซลล์เลือดของคริส ลอง ได้รับจากผู้ให้บริจาคของเขานั่นเอง ทำให้ดีเอ็นเอของเขาที่อยู่ข้างในถูกแทนที่ไปด้วย แต่ส่วนใหญ่แล้วแพทย์หลายคนไม่อยากรู้ว่าดีเอ็นเอของผู้ให้บริจาคจะไปอยู่ที่ไหนของร่างกายผู้ป่วยบ้าง เพราะมันแทบจะไม่ได้ส่งผลร้ายต่อร่างกาย หรือเปลี่ยนตัวบุคคลนั้นๆ เลย

แอนดริว เรซวานี (Andrew Rezvani) ผู้อำนวยการด้านการแพทย์ของแผนกผู้ป่วยที่ปลูกถ่ายเลือดและไขกระดูก ประจำศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้อธิบายว่า ดีเอ็นเอที่ปรากฏไม่ได้ทำให้สมองหรือบุคลิกภาพของผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด แต่กลับกัน ในทางนิติเวช ดีเอ็นเอถือเป็นหลักฐานสำคัญในการบ่งชี้ตัวเหยื่อและผู้ต้องสงสัยในคดีอาชญากรรมได้

เหตุการณ์นี้ทำให้ คริส ลอง กลายเป็นบุคคลที่มีดีเอ็นเอสองชุดในร่างกาย คล้ายๆ กับ ‘คิเมียร่า’ สัตว์ในเทพปกรณัมกรีกที่ประกอบไปด้วยสิงโต (หัวถึงหน้าอก) แพะ (ลำตัว) และมังกร (บั้นท้าย) แม้นักนิติวิทยาศาสตร์และแพทย์จะทราบมานานแล้วว่าบนโลกนี้มีกระบวนการทางการแพทย์ที่ทำให้คนกลายเป็นคิเมียร่าได้ แต่ดีเอ็นเอผู้ให้บริจาคที่ไปปรากฏในร่างกายของผู้รับบริจาค ยังไม่เคยถูกนำมาศึกษาหรือใช้ในความผิดทางอาญา เพราะถึงแม้ในแต่ละปีจะมีผู้ป่วยนับหมื่นรายที่เข้ารับการปลูกถ่ายไขกระดูก เพื่อรักษาโรคมะเร็งในเลือด รวมไปถึงโรคเกี่ยวกับเลือดอื่นๆ อย่างลูคีเมีย มะเร็งต่อมน้ำเหลือง และโรคโลหิตจางรูปเคียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่มีใครตกเป็นผู้ต้องสงสัยหรือผู้กระทำความผิดในคดีอาชญากรรมเลยสักคดีเดียว

credit : The New York Times (Tiffany Brown Anderson)

แต่ถึงแม้จะไม่มีใครตั้งใจก่อเหตุอาชญากรรมด้วยการนำดีเอ็นเอคนอื่นไปใช้ แต่เหตุการณ์นี้ก็เคยทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนเกิดความเข้าใจผิดมาแล้วหลายครั้ง ในปีค.ศ. 2004 มีเจ้าหน้าที่สืบสวนในรัฐอลาสก้า ประเทศสหรัฐอเมริกา อัพโหลดข้อมูลดีเอ็นเอที่สกัดได้จากน้ำอสุจิไปยังฐานข้อมูลทางอาญา พบว่าดีเอ็นเอนั้นตรงกับผู้ต้องสงสัยคนหนึ่ง แต่ปัญหาก็คือ ชายคนนั้นติดคุกอยู่แล้วในขณะที่เกิดเรื่อง และมาทราบภายหลังก็คือเขาได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกมาก่อน ซึ่งทำให้น้องชายเขาที่เป็นผู้ให้บริจาคไขกระดูกแก่เขาถูกตัดสินคดีในที่สุด

ต่อมา อบิรามิ ชิดัมบารัม (Abirami Chidambaram) ที่เป็นผู้นำเสนอคดีในอลาสก้า เล่าว่า ขณะที่เธอทำงานให้กับห้องปฏิบัติการตรวจจับอาชญากรรม มีเหตุการณ์อีกมากมายที่ทำให้เจ้าหน้าที่สืบสวนต่างก็หัวหมุน เช่น ครั้งหนึ่งที่ตำรวจสงสัยเหยื่อคดีข่มขืน ที่เจ้าตัวอ้างว่ามีผู้กระทำเพียงคนเดียว แต่จากการวิเคราะห์ดีเอ็นเอกลับพบว่ามีดีเอ็นเอของคนสองคน ในที่สุดตำรวจก็พิจารณาว่าข้อมูลดีเอ็นเอที่สองนั้นมาจากผู้บริจาคไขกระดูกให้กับเธอนั่นเอง

นอกจากนี้ มีอีกสถานการณ์ที่คล้ายกัน โดยนักวิชาการด้านการวิจัย ยองบิน ออม (Yongbin Eom) เผยขณะเยี่ยมชมศูนย์บ่งชี้ตัวบุคคลของมหาวิทยาลัยนอร์ทเท็กซัสว่าในปีค.ศ. 2008 เขาเคยพยายามระบุตัวเหยื่อในคดีอุบัติเหตุบนท้องถนน ซึ่งผลเลือดแสดงให้เห็นว่าบุคคลนั้นเป็นผู้หญิง แต่ร่างกายดูเหมือนจะเป็นเพศชายมากกว่า ซึ่งในที่สุดก็ได้รับการยืนยันจากดีเอ็นเอในไตที่มีดีเอ็นเอระบุเพศชายและเพศหญิงอยู่ แล้วก็พบว่าเหยื่อในอุบัติเหตุได้รับการปลูกถ่ายไขกระดูกจากลูกสาวของเขา

แม้จะยังไม่มีการนำวิธีนี้ไปใช้ในทางที่ผิด แต่ในอนาคตก็ถือเป็นเรื่องที่ท้าทายวงการสืบสวนสอบสวนและแผนกวินิจฉัยโรคพอสมควร เพราะเมื่อดีเอ็นเอของคนคนหนึ่งสามารถโลดแล่นอยู่ในร่างกายของอีกคนหนึ่งได้ แล้วแบบนี้การพิสูจน์หลักฐานต่างๆ ด้วยดีเอ็นเอจะยังคงเป็นเรื่องที่น่าเชื่อถือได้อยู่อีกหรือไม่?

อ้างอิงข้อมูลจาก

nytimes.com (2)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...