โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 ข้อคิดที่เราควรเข้าใจก่อนปล่อยชีวิตไปตาม Passion - หมอเอิ้น พิยะดา

TOP PICK TODAY

เผยแพร่ 05 ส.ค. 2563 เวลา 08.41 น. • หมอเอิ้น พิยะดา
ภาพโดย Ian Schneider / unsplash.com

เด็กหลายคนตามหา Passion

ผู้ใหญ่หลายคนกำลังบ่นว่า Passion หายไป

ในขณะที่บางคนกำลังเหนื่อยเพราะมี Passion มากจนเกินไป

แล้วตอนนี้คุณเป็นอย่างไรกันบ้าง?

Passion (แพชชั่น) คำนี้คนไทยเราใช้กันติดปากจนแทบจะเป็นทับศัพท์ที่พูดแล้วเป็นอันเข้าใจกันว่า คือการที่เราเกิดความหลงใหลเพลิดเพลินในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างไม่ย่อท้อ บางคนเลยเข้าใจว่าเราต้องเจอ Passion ก่อนจึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ

Passion เป็นภาษาอังกฤษที่แปลว่า “แรงผลักดัน” มีรากศัพท์มาจากภาษาลาตินคำว่า“Passio” ซึ่งมีความหมายว่า “Pain” จะว่าไปแรงผลักนี้น่าจะเกิดจากการที่เราไม่อยากมีความทุกข์และอยากมีความสุข เลยอยากที่จะมีแรงผลักดันให้ตัวเองนั้นสนุกสนานเพลิดเพลินตลอดเวลา

หมอเองโชคดีหน่อยที่ตั้งแต่เป็นเด็กไม่เคยต้องตามหา passion เพราะรู้ว่าตัวเองชอบที่จะทำอะไร นั่นคือ ชอบและหลงใหลในการแต่งเพลง จนกลายเป็นเคยทุกข์ใจเพราะต้องผ่อนแรงผลักดันที่มีมากเกินไป จากคำห้ามปรามของคุณพ่อที่บอกว่า “บางทีชีวิตเราต้องแยกระหว่างความฝันกับความจริง”

การเลือกเรียนนิเทศศาสตร์และมุ่งเป้าเป็นนักแต่งเพลงอาชีพอาจเป็นสิ่งที่หมอรู้ว่า ตัวเองมีความสามารถ ชอบและหลงใหล การเรียนแพทย์ในวันนั้นอาจเป็นสิ่งที่ตัวเองทำได้แต่รู้สึกเฉย ๆ และไม่ได้หลงใหล แต่พอถึงวันนี้ เวลาผ่านมา 20 ปี ทุกครั้งที่หมอนั่งทบทวนตัวเอง หมอยังคงรู้สึกขอบคุณพ่อที่ให้ข้อคิด และขอบคุณตัวเองที่ไม่ใช้ชีวิตเดินตามสิ่งที่เราบอกตัวเองว่า “มันคือ Passion ของฉัน”

วันนี้ทุกคนรับรู้ว่าหมอคือนักแต่งเพลง ในขณะที่หมอเองกลับรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองหลงไหลในการเป็นจิตแพทย์มากกว่าการเป็นนักแต่งเพลงเสียอีก ดังนั้นคงมีหลุมพรางของคำว่า Passion ที่เราน่าทำความเข้าใจก่อนที่จะให้ความสำคัญ

ตกลง Passion นั้นสำคัญจริงมั้ย? เราจำเป็นต้องหามันให้เจอหรือรักษามันไว้เสมอหรือเปล่า ?

เพื่อให้ได้มุมมองที่เปิดกว้างและหลากหลายมากขึ้น หมอเลยชวน ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม พูดคุยกันถึงเรื่องนี้

ที่ต้องเป็นป๋าเต็ด เพราะป๋าเต็ดไม่ใช่แค่คนที่ต้องทำงานกับคำว่า Passion มาอย่างยาวนาน จากบทบาทการเป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานบันเทิงมากมาย ป๋ายังเป็นผู้อยู่เบื้องหลังศิลปินมากมายในเมืองไทย เห็น Passion ของผู้คนที่หลากหลาย สิ่งที่เราสองคนได้เรียนรู้เกี่ยวกับคำว่า Passion ร่วมกันคือ  

1. Passion สำคัญแต่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่สุด

Passion เกิดจากสมองส่วนของอารมณ์ที่มีความต้องการอยากจะได้รับการตอบสนองเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกมีความสุข (Intrinsic Motivation) ธรรมชาติของ Passion จึงเป็นแรงผลักดันที่เกิดขึ้นเองในตัวเรา มีพลังแต่เป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน เกิดขึ้นเมื่อรู้สึกชอบและต้องการทำอะไรสักอย่างที่ชอบให้สำเร็จ เมื่อได้รับความสำเร็จก็จะหายไปหาเป้าหมายใหม่

แต่ความสำเร็จไม่ใช่เป้าหมายในชีวิตของทุกคน บางคนมีความสุขเวลาเห็นเงินเข้าบัญชีเยอะ ๆ บางคนมีความสุขกับการมีความสัมพันธ์ที่ดี บางคนมีความสุขกับการได้แชร์ประสบการณ์ความรู้กับคนอื่น และบางคนมีความสุขกับการอยู่เงียบ ๆ คนเดียว เป็นต้น passion จึงเป็นแค่ส่วนหนึ่งของชีวิต แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกลับมาถามตัวเองว่า“ชีวิตนี้เราให้คุณค่ากับอะไร?” พี่เต็ดยกตัวอย่างหนังฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวชีวิต - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994 แสดงนำโดย ทอม แฮงส์

ฟอร์เรสท์ กัมพ์ เป็นเด็กพิเศษด้านออทิสติก ดังนั้นเค้าจะบกพร่องในเรื่องการรับรู้อารมณ์แต่จะหมกมุ่นกับการลงมือทำ โชคดีที่แม่ดูแลและสอนให้เค้ารู้ว่าสิ่งที่กัมพ์ไม่ควรทำคือทำให้คนอื่นเดือดร้อน การที่สมองรับรู้สิ่งกระตุ้นภายนอกได้น้อยทำให้กัมพ์ให้คุณค่ากับสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ทำตรงหน้า สุดท้ายกัมพ์กลายเป็นคนที่สำเร็จกับทุกอย่างที่ทำทั้งการเป็นทหาร เป็นนักปิงปอง โดยไม่เคยรู้จักคำว่า Passion

2. Passion ไม่ใช่สิ่งที่ต้องตามหาแต่ต้องสังเกต

“ป๋าเต็ด และศิลปินที่ประสบความสำเร็จรอบตัวป๋ามีวิธีการค้นหา Passion อย่างไร?”

ป๋าเต็ดตอบได้กวนแต่จริงว่า “ถ้าต้องหาก็แสดงว่าไม่ใช่ Passion”

Passion เป็นความรู้สึกที่ไม่ต้องพยายาม แต่เราต้องรู้จักสังเกตตัวเองเพราะมันมีอยู่แล้วในตัวเรา แต่การที่เราใช้ชีวิตกับการมองชีวิตคนอื่นแล้วเกิดการเปรียบเทียบโดยอัตโนมัติมากเกินไป อาจทำให้เราไม่ได้ยินเสียงภายในของตัวเอง หรือได้ยินแล้วอาจรู้สึกว่ามันยังไม่เท่พอ เช่น รู้ว่าตัวเองเจียวไข่เก่งมาก ทุกคนที่ได้ทานต่างชื่นชม เราก็มีความสุขทุกครั้งที่ได้ทำไข่เจียว แต่มันดูไม่เท่อวดใครไม่ได้ ดังนั้นการเปรียบเทียบและตัดสินตัวเอง คืออุปสรรคสำคัญของการมองเห็น passion ที่มีอยู่แล้วในตัวเรา

3. Passion ไม่มีรูปแบบตายตัวสามารถเปลี่ยนสภาพไปได้มากมาย แต่แก่นของความหลงใหลยังคงอยู่

ปัจจุบันป๋าเต็ดเป็นเจ้าของบริษัทแก่น ซึ่งจัดอีเว้นท์ใหญ่ ๆ ในประเทศมากมาย เช่น Big mountain เมื่อโควิดเกิดขึ้น ธุรกิจอีเว้นท์คือธุรกิจแรกที่ต้องหยุด และเป็นธุรกิจสุดท้ายที่จะกลับมาเปิด ฟังเท่านี้เราก็รู้สึกเหนื่อยแทนป๋าเต็ดมาก ๆ แล้ว แต่สิ่งที่ป๋าเต็ดบอกคือ “เราอาจจะรู้สึกเครียดช่วงแรกแต่ก็กลับมาคิดได้อย่างรวดเร็วว่าเราจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร แล้วพี่ก็ชอบที่ชีวิตไม่ใช่การขับรถทางตรงแล้วเปิดแอร์เพราะพี่อาจจะหลับในได้ ชีวิตต้องเจอทางคดเคี้ยวบ้างก็สนุกดี”

“ป๋ามองปัญหาแบบนี้ได้เพราะมี Passion กับการทำอีเว้นท์รึเปล่า”

คำตอบคือ “เปล่า” สิ่งนี้คือผลลัพธ์จากการแปลงสภาพของ Passion ให้มีประโยชน์กับชีวิตเพราะ Passion ของป๋าเต็ดคือการหลงใหลในการดูหนังและมีความฝันตั้งแต่เด็กว่าอยากเป็นผู้กำกับ ทุกวันนี้ผ่านมา 53 ปีก็ยังไม่ได้เป็นผู้กำกับ แต่สิ่งที่ได้จากการหลงใหลในการดูหนังคือเทคนิคการเล่าเรื่องที่ไม่เหมือนใคร แล้วการเป็นนักเล่าเรื่องก็ทำให้ป๋าเต็ดได้มีโอกาสทำงานดีเจ ซึ่งเป็นช่วงชีวิตที่ได้เรียนรู้การแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากมาย จนกลายเป็นทักษะที่ยังคงใช้ในงานและชีวิตตลอดมา รวมถึงการที่ยังคงดูหนังอยู่ด้วย

4. Passion ที่ดีมักเปลี่ยนแปลงได้ตามช่วงชีวิต

“ผ่านมา 53 ปี Passion ในแต่ละช่วงชีวิตเปลี่ยนไปมั้ย ประสบการณ์มีผลรึป่าว?”

คำตอบคือ “เปลี่ยนแปลงได้ เพราะประสบการณ์มีผลและบางคนก็เปลี่ยนแล้วชีวิตจะดีกว่า” ป๋าเต็ดยกตัวอย่าง น้าเน็ก ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำรายการทีวีในช่องหลัก ทำให้คนสนุกสนาน แต่เมื่ออายุเปลี่ยนน้าเน็กมีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น โลกของสื่อเปลี่ยนเป็นออนไลน์ การเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสมของประสบการณ์ของช่วงชีวิต ก็ยังคงทำให้น้าเน็กทำงานอย่างมีคุณค่าในการเป็นคนให้สาระบันเทิงที่เป็นประโยชน์กับน้อง ๆ รุ่นใหม่

5. เจอ Passion แล้วเราก็ยังต้องเจอความทุกข์อยู่ดี แต่มีความอดทนมากขึ้น

มีคนส่งคำถามมาว่า “เคยคิดว่าตัวเองโชคดีที่ได้ทำงานตาม Passion แต่วันนี้กลับไม่มีความสุขแสดงว่างานนี้ไม่ใช่ใช่มั้ย?" Passion แค่ทำให้เรามีความอดทนต่อเรื่องนั้นมากขึ้นเวลาที่เกิดปัญหา เกิดการตั้งคำถามและวิธีการในการรับมือแต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เหนื่อย ไม่ทุกข์ ไม่ท้อ สิ่งเหล่านี้เรายังคงเจอเหมือนเดิม

6. มี Passion ไม่ได้แปลว่าจะประสบความสำเร็จ

เมื่อเจอแรงผลักดันที่ดีแล้ว ต้องลงมือทำ ทำแล้วทำอีก พลาดแล้วเรียนรู้อีก เราจึงจะประสบความสำเร็จ ไม่เช่นนั้น Passion จะกลายเป็นความอยากที่เป็นภาระ

7. การหาจุดสมดุลระหว่าง Passion กับความจริง คือการใส่เงื่อนไขของชีวิตจริงเข้าไปให้มากที่สุด แล้วใช้ passion ในการสร้างความเป็นไปได้ภายใต้เงื่อนไขนั้น

การเจอ Passion ไม่สำคัญเท่าการเจอจุดสมดุลระหว่างความปรารถนาในใจกับเงื่อนไขของชีวิตจริง เพราะไม่มีชีวิตไหนไม่มีเงื่อนไขของชีวิต

จะรู้ได้อย่างว่ากังวลแค่ไหนไม่ปกติ

--

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก หมอเอิ้น พิยะดา ได้ทุกวันพุธ บน LINE TODAY

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...