โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า” วัดพระแท่นศิลาอาสน์ : วันนี้ที่ถูกลืม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 ส.ค. 2567 เวลา 03.53 น. • เผยแพร่ 12 ส.ค. 2567 เวลา 01.00 น.
ภาพนี้สันนิษฐานกันว่าเป็นภาพถ่ายเก่าเมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมานมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2444 จะเห็นว่าด้านข้างวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ทางทิศเหนือ (ข้างขวาของภาพ) มีมุขยื่นบอกมา ซึ่งเป็นมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า

“บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า” วัดพระแท่นศิลาอาสน์ : วันนี้ที่ถูกลืม

วัดพระแท่นศิลาอาสน์หรือที่ชาวบ้านเรียกสั้นๆ ว่า “วัดพระแท่น” เป็นวัดเก่าแก่ ตั้งอยู่บริเวณเนินเขาย่อมๆ ที่ชาวบ้านเรียกว่า “เขาทอง” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของชุมชนโบราณเมืองทุ่งยั้ง ในเขตตำบลทุ่งยั้ง อำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ในบริเวณวัดมีหลักฐานที่เกี่ยวข้องปรากฏมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี กรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น จนถึงปัจจุบัน

เชื่อกันว่าพระแท่นที่วัดนี้ เป็นพระแท่นที่พระพุทธเจ้าได้ประทับนั่งบำเพ็ญพระบารมีเมื่อครั้งยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ พระแท่นเป็นศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 8 ฟุต ยาว 9 ฟุต 8 นิ้ว สูง 3 ฟุต [1] มีมณฑปครอบอยู่เบื้องบน ที่ฐานของพระแท่นโดยรอบประดับด้วยลายกลีบบัว อยู่ภายในวิหาร ซึ่งบูรณะขึ้นใหม่หลังจากที่ถูกไฟไหม้ ทำความเสียหายเป็นอย่างมาก ทำให้บานประตูไม้แกะสลักที่สวยงามต้องโดนไหม้ไปด้วย นอกจากนี้ ภายในวัดยังมีวิหารหลวงพ่อธรรมจักร วิหารรอยพระพุทธบาทจำลองและเจดีย์เก่าอีกหลายองค์ด้วย ปัจจุบันวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อปี พ.ศ. 2549

ฐานะและบทบาทของวัดพระแท่นศิลาอาสน์เท่าที่ปรากฏหลักฐานจากอดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่า วัดพระแท่นศิลาอาสน์เป็นวัดในเขตอรัญญิกของชุมชนโบราณเมืองทุ่งยั้ง เป็นที่ประดิษฐานพระแท่นศิลาอาสน์ซึ่งเป็นแท่นศิลาแลงสี่เหลี่ยม เชื่อกันมาแต่เดิมว่า พระพุทธเจ้าทั้ง 5 พระองค์ได้ประทับนั่งบำเพ็ญพระบารมีเมื่อครั้งยังทรงเป็นพระโพธิสัตว์ซึ่งบัดนี้ตรัสรู้แล้ว 4 พระองค์ จึงทำให้พระมหากษัตริย์และพุทธศาสนิกชนต่างก็มุ่งหน้ามาแสวงบุญเป็นประจำทุกปี

โดยเฉพาะในเทศกาลช่วงวันเพ็ญเดือน 3 (ช่วงวันมาฆบูชา) มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายที่แสดงให้เห็นถึงภาพความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนหัวเมืองฝ่ายเหนือที่มีต่อพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งถือกันว่าเป็นปูชนียสถานสำคัญที่ชาวหัวเมืองฝ่ายเหนือเคารพบูชา และต้องไปนมัสการอย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตหรือปีละครั้งในวันเพ็ญเดือน 3 นับถือว่าการไปนมัสการพระแท่นศิลาอาสน์ เมืองทุ่งยั้ง เป็นการจาริกแสวงบุญที่ได้กุศลมาก [2]

ปัจจุบันนอกจากพระแท่นศิลาอาสน์จะเป็นปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์ของหัวเมืองฝ่ายเหนือแล้ว ยังกลายเป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในไทยด้วย ความสำคัญและความศักดิ์สิทธิ์ของพระแท่นศิลาอาสน์ได้ทำให้วัดพระแท่นศิลาอาสน์เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่โปรแกรมนำเที่ยวของบริษัทนำเที่ยวแทบทุกบริษัทจะต้องบรรจุในรายการหากว่าเส้นทางท่องเที่ยวนั้นผ่านมาในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์ และได้รับการส่งเสริมสนับสนุนการประชาสัมพันธ์เป็นอย่างดีจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ทั้งในลักษณะของสถานที่ท่องเที่ยวและงานเทศกาลประเพณี และทางราชการได้นำภาพมณฑปพระแท่นศิลาอาสน์ไปประดิษฐานไว้ในตราประจำจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งแสดงถึงความเลื่อมใสและความสำคัญของพระแท่นศิลาอาสน์ได้เป็นอย่างดี [3]

ภายในบริเวณวัดพระแท่นศิลาอาสน์มีสิ่งก่อสร้างที่เป็นโบราณสถาน ได้แก่ วิหารพระแท่นศิลาอาสน์ วิหารหลวงพ่อธรรมจักร วิหารพระพุทธบาทสี่รอย อุโบสถ กำแพงแก้ว และเจดีย์รายที่กระจายอยู่อย่างไม่ค่อยเป็นไปตามระเบียบแบบแผนเท่าใดนัก ทั้งนี้ คงเป็นเพราะแต่เดิมนั้นบริเวณวัดอาจมีเพียงแค่วิหารพระแท่นศิลาอาสน์ซึ่งเป็นสิ่งก่อสร้างสำคัญและใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาร่วมกันของพระสงฆ์เท่านั้น ด้วยบริเวณวัดพระแท่นศิลาอาสน์เป็นเขตอรัญญิกซึ่งมักไม่นิยมสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่อยู่แล้ว ส่วนวิหารอื่นๆ ซึ่งล้วนแต่เป็นอาคารขนาดเล็กนั้น น่าจะมีการสร้างขึ้นด้วยมีผู้ศรัทธาสร้างขึ้นถวายในระยะหลัง จึงทำให้บริเวณวัดพระแท่นศิลาอาสน์ซึ่งเป็นปูชนียสถานสำคัญไม่มีอาคาร เจดีย์หรือสิ่งก่อสร้างมากมายเหมือนที่ปรากฏในบริเวณปูชนียสถานสำคัญที่ร่วมสมัยกันในบริเวณใกล้เคียง อย่างเช่นวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง และวัดพระฝางสวางคบุรีมุนีนาถ

ครั้งอดีต วิหารพระแท่นศิลาอาสน์จะมีลักษณะแผนผังของอาคารแตกต่างไปจากปัจจุบัน เนื่องจากว่าเกิดไฟป่าลุกลามมาไหม้วิหารพระแท่นศิลาอาสน์เมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ.2451 [4] วิหารพระแท่นศิลาอาสน์จึงถูกบูรณะใหม่ โดยพระยาวโรดมภักดี เจ้าเมืองอุตรดิตถ์ ซึ่งได้เรี่ยรายเงินสร้างและซ่อมแซมวิหารหลังจากที่ถูกไฟไหม้ [5] แต่ก็น่าจะเป็นไปตามรูปแบบเดิมเพราะยังคงเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมเดิมอยู่หลายประการ เนื่องจากพิจารณาจากภาพถ่ายวิหารพระแท่นหลังเก่าหลังจากถูกไฟไหม้กับรูปแบบวิหารพระแท่นหลังปัจจุบันแล้วไม่แตกต่างกันมากนัก

ยกเว้นเสียแต่มีการตัดส่วนที่เป็นห้องหรือมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า (กระโถนพระพุทธเจ้า) ที่อยู่เชื่อมกับผนังวิหารทางทิศเหนือออกไป เพราะมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าปรากฏทั้งในพระนิพนธ์และภาพวาดแผนผังวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ฝีพระหัตถ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พ.ศ.2444 [6]

และภาพถ่ายเก่าก่อน พ.ศ.2451 แต่ไม่ปรากฏในวิหารหลังปัจจุบัน ทำให้วิหารพระแท่นศิลาอาสน์หลังปัจจุบันไม่มีส่วนมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า มีเพียงการก่ออิฐทรงฐานปัทม์เตี้ยๆ เป็นรูปสี่เหลี่ยม ตรงกลางมีปูนปั้นคล้ายรูปกระโถนทำเป็นสัญลักษณ์หรือสร้างจำลองว่าเคยเป็นส่วนของมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าเท่านั้น ซึ่งปูนปั้นรูปกระโถนนี้ก็ไม่น่าจะใช่บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าของเดิมตามที่เคยมีวางอยู่ในมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าก่อนที่จะถูกรื้อทิ้งหลังจากไฟไหม้วิหารพระแท่นศิลาอาสน์

ในพระนิพนธ์เรื่อง “จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก” ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ พ.ศ.2444 [7] ซึ่งได้เสด็จไปทอดพระเนตรโบราณสถานวัดพระแท่นศิลาอาสน์เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน พ.ศ.2444 ก่อนที่วิหารพระแท่นศิลาอาสน์จะถูกไฟไหม้ ทรงพระนิพนธ์เกี่ยวกับบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าไว้ว่า “…ภายนอกวิหารด้านข้างซ้าย ทำเปนมุขเล็กยื่นออกไป อย่างปอติโคของเรือนฝรั่ง ในนั้นมีกะโถนหินตั้งไว้ใบหนึ่ง ปากกว้างประมาณศอกหนึ่ง ว่าเปนบ้วนพระโอฐพระพุทธเจ้า…” [8]

จากข้อความในพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ได้แสดงให้เห็นว่า บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้ามีลักษณะเป็นกระโถนหิน ปากกระโถนหินกว้างประมาณ 1 ศอก ซึ่งไม่ใช่กระโถนปูนปั้นที่วางอยู่ข้างๆ วิหารพระแท่นศิลาอาสน์ทางทิศเหนือในปัจจุบันนี้อย่างแน่นอน ทำให้ผู้เขียนเกิดข้อสงสัยและคำถามตามมาว่า ถ้ากระโถนปูนปั้นที่วางอยู่ข้างๆ วิหารพระแท่นศิลาอาสน์ทางทิศเหนือในปัจจุบันนี้ไม่ใช่บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าตามที่เคยเชื่อถือกันมาในอดีต แล้วบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าในอดีตที่เป็นกระโถนหิน ปัจจุบันถูกนำไปไว้บริเวณใด?

ผู้เขียนเคยถามครูบาอาจารย์ พระสงฆ์ นักวิชาการและผู้รู้ท้องถิ่นหลายท่านเกี่ยวกับบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าที่หายไปจากตำแหน่งเดิม แต่ก็ไม่ได้คำตอบอย่างชัดเจนว่าปัจจุบันบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าของเดิมอยู่ที่ใด

จากการสำรวจรอบๆ บริเวณวัดพระแท่นศิลาอาสน์ของผู้เขียนพบว่า ที่ข้างๆ ซุ้มประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดพระแท่นศิลาอาสน์ มีชิ้นศิลาแลงอยู่ 2 ชิ้น สลักเป็นรูปทรงแปลกตากว่าก้อนศิลาแลงทั่วไปที่พบในบริเวณโบราณสถานในเขตนี้ ชิ้นแรกมีลักษณะคล้ายกระถางรูปทรงสี่เหลี่ยม สูงประมาณ 40 เซนติเมตร ส่วนด้านบนมีลักษณะบานออกเล็กน้อย มีการแกะสลักเป็นบัวลูกแก้วอกไก่ขนาดเล็กคั่นกลางชิ้นศิลาแลง ขอบด้านบนเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส ขนาดประมาณ 50 x 50 เซนติเมตร และทำเป็นหลุมเว้าลงไปในก้อนศิลาแลง ลึกประมาณ 20 เซนติเมตร

ชิ้นที่สองจะวางอยู่ด้านบนชิ้นศิลาแลงชิ้นแรก มีลักษณะคล้ายฝาหม้อทรงสี่เหลี่ยม ขนาดประมาณ 40 x 40 เซนติเมตร มีสันจากทั้งสี่มุมนูนสูงขึ้นไปบรรจบกันตรงกลางชิ้นศิลาแลง มีการแกะเป็นร่องขนาดเล็กคาดเป็นเส้นตรงรอบส่วนล่างของชิ้นศิลาแลง ด้านใต้ของชิ้นศิลามีการเซาะเว้าเข้าไปในก้อนศิลาแลงเล็กน้อย หากมองจากรูปทรงด้านนอกก้อนศิลาแลงทั้งสองชิ้นจะมีลักษณะคล้ายกระถางสี่เหลี่ยมที่มีฝาปิด

เมื่อพิจารณาจากลักษณะของก้อนศิลาแลงทั้งสองชิ้นที่วางประกอบกัน กับข้อความเกี่ยวกับลักษณะของบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าในพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์แล้ว ก็จะพบว่าก้อนศิลาแลงทั้งสองชิ้นมีลักษณะคล้ายกับบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าที่เคยวางอยู่ในมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าข้างๆ วิหารพระแท่นศิลาอาสน์ตามข้อความในพระนิพนธ์ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์อย่างมาก ทั้งขนาดและวัสดุที่นำมาสร้าง ทำให้ผู้เขียนสันนิษฐานว่าก้อนศิลาแลงทั้งสองชิ้นนี้คือ “บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า” ที่เคยวางอยู่ในมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าข้างๆ วิหารพระแท่นศิลาอาสน์ก่อนวิหารจะถูกไฟไหม้ในปี พ.ศ.2451

หลังจากวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ถูกไฟไหม้แล้ว ช่างผู้ทำการบูรณะซ่อมแซมวิหารคงเห็นว่าวิหารมีแผนผังต่างจากวิหารทั่วไป จึงได้ตัดส่วนที่เป็นมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าที่ด้านข้างทางทิศเหนือออก เพื่อให้ผังวิหารเกิดความสมดุลกันของด้านข้างวิหารทั้งสองด้าน ทำให้ก้อนศิลาแลงที่เชื่อว่าเป็นบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าถูกเคลื่อนย้ายออกไปยังนอกเขตวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ จนในที่สุดถูกนำมาวางเป็นส่วนหนึ่งของสวนหย่อมข้างซุ้มประตูทางเข้าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นวัดพระแท่นศิลาอาสน์ ร่วมกับก้อนศิลาแลงทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสูงประมาณ 1 เมตร และแท่งหินทรายอีกหลายชิ้น

จากลักษณะทั่วไปของบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าที่วัดพระแท่นศิลาอาสน์คงไม่ใช่สิ่งที่สร้างขึ้นเก่าแก่จนถึงสมัยพุทธกาล แต่น่าจะสร้างขึ้นตามตำนานพระแท่นศิลาอาสน์ ซึ่งกล่าวถึงการเสด็จมาของพระสมณโคดมหรือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันตามความเชื่อของคนในท้องถิ่น ที่กล่าวย้อนไปถึงครั้งพุทธกาลว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับยับยั้งที่เนินเขานอกเมืองแห่งหนึ่ง ภายหลังเรียกว่า “เมืองทุ่งยั้ง” ทรงประทับฉันภัตตาหารบนแท่นศิลาที่โพธิสัตว์ทุกองค์เคยนั่งบำเพ็ญบารมีซึ่งต่อมาคือ “พระแท่นศิลาอาสน์” พระองค์โปรดให้พระอานนท์นำบาตรไปแขวนไว้ที่ต้นพุทราต้นหนึ่งใกล้กับแท่นศิลาเรียกกันว่า “ต้นพุทราแขวนบาตร” แล้วทรงบ้วนพระโอษฐ์ลงในกระโถนศิลาแลงข้างพระแท่น เรียกกันภายหลังว่า “บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า”

หลังจากนั้นพระพุทธเจ้าทรงลุกจากแท่นศิลามาประทับยืนเหนือแท่นศิลาบนเนินเขาอีกยอดหนึ่ง ทรงทอดพระเนตรไปยังทิศต่างๆ เป็นปริมณฑล ทรงทอดพระเนตรหนองน้ำใหญ่เรียกชื่อในภายหลังว่า “หนองพระแล” พระองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้บนแท่นศิลานั้น เรียกว่า “พระยืนพุทธบาทยุคล” แล้วพระองค์เสด็จลงจากเนินเขาไปทางทิศเหนือเพื่อเดินจงกรม จากนั้นก็เสด็จมาบรรทมบนแท่นศิลาเหนือเนินเขาอีกยอดหนึ่งซึ่งเรียกว่า “พระแท่นพุทธไสยาสน์” ก่อนที่จะเสด็จไปยังเมืองอื่นต่อไป [9]

ตำนานที่กล่าวถึงการเสด็จมาของพระพุทธเจ้าแล้วทรงทำนายหรือเกิดเป็นสถานที่ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเสด็จมาของพระพุทธองค์นั้น ตำนานที่มีลักษณะโครงเรื่องเช่นนี้ปรากฏอยู่ในตำนานความเป็นมาของพระธาตุหรือปูชนียสถานสำคัญและบ้านเมืองในท้องถิ่นล้านนา ซึ่งเรียกกันว่า “ตำนานพระเจ้าเลียบโลก” [10] มีความเป็นไปได้ว่าตำนานพระแท่นศิลาอาสน์จะได้รับอิทธิพลจากตำนานพระเจ้าเลียบโลกของล้านนา เนื่องจากเมืองทุ่งยั้งก็อยู่ติดกับเขตล้านนา

นอกจากนี้ในตำนานเมืองและตำนานพระธาตุของล้านนาบางตำนาน เช่น ตำนานเมืองเถิน [11] และตำนานพระธาตุดอยปูภูทับ เมืองลองและแหลมรี่ [12] เป็นต้น ก็ได้กล่าวถึงเมืองทุ่งยั้งไว้ในตำนานด้วย ผู้เขียนสันนิษฐานว่าตำนานพระแท่นศิลาอาสน์คงถูกเขียนขึ้นไม่เก่าไปกว่าช่วงพุทธศตวรรษที่ 22-24 และอายุของบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าก็คงถูกสร้างขึ้นในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับตำนานพระแท่นศิลาอาสน์

ไม่ว่าตำนานที่ไปที่มาของบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าจะเก่าแก่มากน้อยอย่างไรก็ตาม แต่บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าที่ทำด้วยศิลาแลงซึ่งเคยวางอยู่ในมุขบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าข้างวิหารพระแท่นศิลาอาสน์ บรรพชนในอดีตก็ได้บรรจงสร้างขึ้นตามความเชื่อและศรัทธาอย่างแรงกล้า และคงเป็นที่นับถือของพุทธศาสนิกชนในอดีตคู่กับพระแท่นศิลาอาสน์มาโดยตลอด ดังจะเห็นได้จากมีการสร้างมุขยื่นมาครอบบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าต่างหาก ซึ่งก็แตกต่างไปจากวิหารหรืออุโบสถที่มีการสร้างในรุ่นราวคราวเดียวกัน

ทุกวันนี้ พระแท่นศิลาอาสน์ได้กลายเป็นปูชนียสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ไปแล้ว ในขณะที่ “บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า” ซึ่งมีความสำคัญคู่กับพระแท่นศิลาอาสน์ดังปรากฏในตำนานและหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดีกลับถูกลืมเลือน สิ่งศักดิ์สิทธิ์และควรแก่การสักการบูชาอันเกี่ยวเนื่องด้วยพระพุทธเจ้าที่บรรพชนได้สร้างขึ้นเพื่อเป็น “อุเทสิกเจดีย์” อันเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นโดยเจตนาอุทิศต่อพระพุทธเจ้า ปัจจุบันถูกอนุชนรุ่นหลังเคลื่อนย้ายมาวางไว้ในตำแหน่งที่ไม่ควรจะเป็น เมื่อได้ทราบข้อมูลการสันนิษฐานเช่นนี้แล้ว

หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง เราท่านทั้งหลายโดยเฉพาะพุทธศาสนิกชนชาวอุตรดิตถ์ควรทำอย่างไร ? เพื่อนำความสำคัญของบ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้ากลับมา ก่อนที่ในอนาคตอันใกล้นี้บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าอันควรแก่การสักการะ จะถูกนำมาใช้เป็นกระถางปลูกต้นไม้เพื่อประดับพระอารามหลวงแห่งนี้เท่านั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เชิงอรรถ :

[1] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ, วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญาจังหวัดอุตรดิตถ์, (กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2544), หน้า 73.

[2] สมชาย เดือนเพ็ญ, “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองบางขลัง สุโขทัย”, ใน วารสารสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ฉบับที่ 31: พุทธศักราช 2552, (กรุงเทพฯ : บริษัทพิมพ์ดี จำกัด, 2552), หน้า 82.

[3] จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะ และคณะ, รายงานการวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือของรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2444 (ร.ศ.120), (พิษณุโลก : รัตนสุวรรณการพิมพ์ 3, 2551), หน้า 73.

[4] คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุฯ,วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญา จังหวัดอุตรดิตถ์, หน้า 74.

[5] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[6] สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์, จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก, (พระนคร: โรงพิมพ์พระจันทร์, 2506), หน้า 45.

[7] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[8] เรื่องเดียวกัน, หน้าเดียวกัน.

[9] หวน พินธุพันธ์, อุตรดิตถ์ของเรา, (กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก, 2521), หน้า 46-48.

[10] ดูรายละเอียดเกี่ยวกับตำนานพระเจ้าเลียบโลกเพิ่มเติมใน เธียรชาย อักษรดิษฐ์, ตำนานพระเจ้าเลียบโลก : การศึกษาพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมล้านนา ภูมินาม ตำนาน ผู้คน. (เชียงใหม่ : โครงการวิจัยเขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน, 2552.

[11] ดูรายละเอียดใน ภูเดช แสนสา, “วิพากษ์ตำนานของเมืองนครลำปาง 10 เรื่อง”, ใน ประวัติ-ตำนานลำปางในชื่อเขลางค์นคร ลัมภกัปปะนคร กุกกุฏนคร นครลำปางในหนังสือต่างๆ ที่พอหาได้, (ลำปาง : ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพมงคลมุนี (จิ่น ฐานทตฺตมหาเถระ) 18 ธันวาคม 2553, 2553), หน้า 134.

[12] ดูรายละเอียดใน กรมศิลปากร, “ตำนานพระธาตุดอยปูภูทับ เมืองลองและแหลมรี่”, ใน ประชุมตำนานพระธาตุภาคที่ 1 และภาคที่ 2, (ธนบุรี : โรงพิมพ์เจริญสิน, 2513), หน้า 86.

บรรณานุกรม :

กรมศิลปากร. “ตำนานพระธาตุดอยปูภูทับ เมืองลองและแหลมรี่”. ใน ประชุมตำนานพระธาตุภาคที่ 1 และ ภาคที่ 2. ธนบุรี : โรงพิมพ์เจริญสิน, 2513.

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย. อุตรดิตถ์. กรุงเทพฯ : กองผลิตอุปกรณ์เผยแพร่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2550.

คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ ในคณะกรรมการอำนวยการจัดงานเฉลิมพระเกียรติ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ. วัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์ และภูมิปัญญาจังหวัดอุตรดิตถ์. กรุงเทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2544.

จิราภรณ์ สถาปนะวรรธนะและคณะ. รายงานการวิจัยเอกสารประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเสด็จประพาสมณฑลฝ่ายเหนือของรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2444 (ร.ศ.120). พิษณุโลก : รัตนสุวรรณการพิมพ์ 3, 2551.

เธียรชาย อักษรดิษฐ์. ตำนานพระเจ้าเลียบโลก : การศึกษาพื้นที่ทางสังคมและวัฒนธรรมล้านนา ภูมินาม ตำนาน ผู้คน. เชียงใหม่ : โครงการวิจัยเขตเศรษฐกิจวัฒนธรรมภาคเหนือตอนบน, 2552.

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว. เที่ยวเมืองพระร่วง. กรุงเทพฯ : องค์การค้าของคุรุสภา, 2526.

ภูเดช แสนสา. “วิพากษ์ตำนานของเมืองนครลำปาง 10 เรื่อง”. ใน ประวัติ-ตำนานลำปางในชื่อเขลางค์นคร ลัมภกัปปะนคร กุกกุฏนคร นครลำปางในหนังสือต่างๆ ที่พอหาได้. ลำปาง : ที่ระลึกงานพระราชทานเพลิงศพพระเทพมงคลมุนี (จิ่น ฐานทตฺตมหาเถระ) 18 ธันวาคม 2553, 2553.

ศรีศักร วัลลิโภดม. ความหมายพระบรมธาตุในอารยธรรมสยามประเทศ. กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ, 2546.

สมชาย เดือนเพ็ญ. “ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองบางขลัง สุโขทัย”. ใน วารสารสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ฉบับที่ 31: พุทธศักราช 2552. กรุงเทพฯ : บริษัทพิมพ์ดี จำกัด.

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์. จดหมายระยะทางไปพิษณุโลก. พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2506.

หวน พินธุพันธ์. อุตรดิตถ์ของเรา. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก, 2521.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 กันยายน 2562

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “บ้วนพระโอษฐ์พระพุทธเจ้า” วัดพระแท่นศิลาอาสน์ : วันนี้ที่ถูกลืม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...