โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

ตามรอย 'พระเจ้าอุทุมพร' และเชลยกรุงศรีฯ ถูกกวาดต้อนไปกรุงรัตนปุระอังวะ-อมรปุระ

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 18 ต.ค. 2568 เวลา 03.43 น. • เผยแพร่ 18 ต.ค. 2568 เวลา 03.30 น.
พระราชวังหลวงที่กรุงอมรปุระ

ตามรอยสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงหาวัด และเชลยกรุงศรีฯ ถูกกวาดต้อนไปกรุงรัตนปุระอังวะ-อมรปุระ

ในวันที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2310 กองทัพพม่าสามารถตีเข้าพระนครศรีอยุธยาได้สำเร็จ พม่าได้เผาทำลายเมืองและกวาดต้อนผู้คนไปยังค่ายพม่าสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ สวรรคตระหว่างเสด็จพระราชดำเนินหนีออกจากพระนคร ส่วน สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ซึ่งทรงพระผนวชและประทับอยู่ ณ วัดราชประดิษฐาน ก็ถูกพม่ากวาดต้อนไปไว้ที่ค่ายพร้อมกับพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งหลายทั้งปวงด้วย ก่อนจะถูกส่งขึ้นไปยังกรุงรัตนปุระอังวะ จากนั้นเนเมียวมหาเสนาบดี จึงตั้งพระนายกองให้เป็นผู้รักษากรุงศรีอยุธยา และรวบรวมผู้คนที่ยังหลงเหลือตกค้าง แล้วให้ยกทัพกลับ “กรุงรัตนปุระอังวะ”

บั้นปลายพระชนมชีพในอมรปุระจากหลักฐานพม่า

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวช พระราชวงศานุวงศ์กรุงศรีอยุธยา และเชลยชาวกรุงศรีอยุธยา(ซึ่งไม่ได้มีแค่ผู้คนที่อาศัยอยู่ในกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น หากหมายถึงผู้คนจากเมืองอื่นๆ ที่อยู่รายรอบพระนครศรีอยุธยา เช่น อ่างทอง สิงห์บุรี ฯลฯ ที่ถูกพม่ากวาดต้อนไปทั้งหมด) ไปยังพม่าแล้ว เนเมียวมหาเสนาบดีได้นำครอบครัวไทยและพระบรมวงศานุวงศ์เข้าเฝ้าพระเจ้ามังระ

ในหนังสือ“มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า” ซึ่งนายต่อแปลจากมหาราชวงศ์พงศาวดารพม่าฉบับหอแก้วนั้น ได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า เนเมียวสีหบดี เดินทางบกกลับมาถึงเมืองรัตนปุระอังวะในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2310 แล้วเข้าเฝ้า พระเจ้ามังระ ถวายพระบรมวงศานุวงศ์และเชลยชาวกรุงศรีอยุธยา ดังความใน“มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า ว่า

“…แต่สีหะปะเต๊ะนั้นคุมทหารไปโดยทางบก ครั้นเดือน 9 ศกนั้นก็ถึงเมืองรัตนบุระอังวะ แล้วสีหะปะเต๊ะแม่ทัพได้เอาสาตราอาวุธทั้งปวง แลพระราชวงษ์แลพระมเหษีแลพระสนมทั้งปวงกับเครื่องภาชนใช้สอยเงินทองทั้งปวงถวายแด่พระเจ้ากรุงอังวะสิ้น…แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระมเหษีแลพระราชบุตรีแลพระสนมที่เปนพระราชวงษ์พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ที่เปนเจ้าหญิงทั้งปวงนั้น ทรงจัดให้สร้างวังเอาเข้าไว้ในมหาพระราชวังหลวง แต่พระราชวงษานุวงษ์แลขุนนางข้าราชการแลพลเมืองพลทหารอยุทธยาทั้งปวงนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังแลทำเย่าเรือนเคหาอยู่ตามภูมิลำเนานอกกำแพงพระราชวัง แล้วทรงโปรดเกล้าฯ เลี้ยงดูให้อยู่เปนศุขทุกคน มิให้ร้อนใจสิ่งหนึ่งสิ่งใด…”

…จากหลักฐานดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าชาวอยุธยาหรือชาวโยเดียที่ถูกกวาดต้อนไปอยู่ที่เมืองรัตนปุระอังวะนั้น ถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม แยกย้ายกันไปตั้งหลักแหล่งที่อยู่ กล่าวคือ

1.พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหญิงของกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ พระอัครมเหสี พระมเหสี พระภคินี พระราชธิดา พระราชนัดดา พระราชภาคิไนย และพระสนมทั้งหมด ให้เข้าไปอยู่ในพระราชวังของรัตนปุระอังวะ ดังความใน“มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า” ว่า“…ให้พระมเหษีแลพระราชบุตรีแลพระสนมที่เปนพระราชวงษ์พระเจ้ากรุงศรีอยุทธยา ที่เปนเจ้าหญิงทั้งปวงนั้น ทรงจัดให้สร้างวังเอาเข้าไว้ในมหาพระราชวังหลวง…” ซึ่งในเวลาต่อมา พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหญิงจำนวนหนึ่งได้ถวายตัวเป็นพระสนมของกษัตริย์พม่า

2.พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายชายของกรุงศรีอยุธยา ได้แก่ พระราชอนุชา พระราชโอรส พระราชนัดดา พระราชภาคิไนย ให้ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกกำแพงพระราชวังรัตนปุระอังวะ ดังความใน“มหาราชวงษ์พงษาวดารพม่า” ว่า“…แต่พระราชวงษานุวงษ์แลขุนนางข้าราชการแลพลเมืองพลทหารอยุทธยาทั้งปวงนั้น ทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวังแลทำเย่าเรือนเคหาอยู่ตามภูมิลำเนานอกกำแพงพระราชวัง…” เชื้อสายของเจ้าชายอยุธยาที่เป็นหญิง ได้เป็นเจ้าจอมมารดาของกษัตริย์พม่า สืบเชื้อสายเป็นเจ้านายพม่าเชื้อสายโยเดีย(อยุธยา) สืบเนื่องมาจนถึงสมัยพระเจ้ามินดง

3.เชลยชาวกรุงศรีอยุธยา ตั้งบ้านเรือนอยู่นอกพระราชวังของรัตนปุระอังวะ และบางส่วนโดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นช่าง น่าจะไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสะกาย(เมืองจักไก) สอดคล้องกับหลักฐานทางศิลปกรรมว่า มีร่องรอยของงานศิลปกรรมอยุธยา โดยเฉพาะงานจิตรกรรมฝาผนังสกุลช่างอยุธยาตอนปลาย ปรากฏอยู่ที่วัดมหาเตงดอจี เมืองสะกาย ตรงข้ามกับเมืองรัตนปุระอังวะ

…ต่อมาเมื่อพม่าได้ย้ายราชธานีจากเมืองรัตนปุระอังวะ ไปยังเมืองอมรปุระในสมัยพระเจ้าปดุง(โบดอพญา) และเมืองมัณฑะเลย์ในรัชกาลพระเจ้ามินดง ชาวกรุงศรีอยุธยาและเชื้อสายชาวอยุธยาได้ถูกอพยพไปอยู่ในราชธานีเหล่านี้ด้วย ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏว่ามีชุมชนชาวโยเดียทั้งที่เมืองรัตนปุระอังวะ เมืองสะกาย เมืองอมรปุระ และเมืองมัณฑะเลย์ นั่นเอง

ในระหว่างที่สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวชประทับอยู่ที่เมืองอังวะนั้น ปรากฏหลักฐานในคำบอกเล่าของชาวพม่าว่า สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวช ได้เสด็จฯ มาประทับอยู่ที่ วัดเยตะพัน(วัดมะเดื่อ) ทางใต้ของเมืองอังวะ เป็นเวลากว่า 16 ปี ตั้งแต่ พ.ศ. 2310-25 มีเรื่องเล่าว่าในระหว่างที่พระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวชประทับอยู่ที่วัดเยตะพันได้สร้างพระพุทธรูปจากไม้มะเดื่อ จากนั้นจึงเสด็จฯ ไปประทับที่เมืองอมรปุระ

จากกรุงรัตนปุระอังวะสู่อมรปุระ

ใน พ.ศ. 2325 พระเจ้าปดุง หรือพระเจ้าโบดอพญาปะโดเมง แห่งราชวงศ์คองบอง ได้ย้ายราชธานีจากกรุงรัตนปุระอังวะ ไปยังกรุงอมรปุระ ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ พระเจ้าปดุงโปรดให้ย้ายพระราชวัง และโปรดให้พระบรมวงศานุวงศ์ย้ายไปประทับยังกรุงอมรปุระ ดังนั้นพระราชวงศ์ของกรุงศรีอยุธยาซึ่งประทับอยู่ที่ กรุงรัตนปุระอังวะ จึงได้ย้ายไปประทับที่พระราชวังแห่งใหม่ในเมืองอมรปุระด้วย

สำหรับสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวช ก็ปรากฏหลักฐานว่าได้เสด็จไปประทับที่เมืองอมรปุระด้วย ดังปรากฏหลักฐานว่า เมื่อมีการย้ายราชธานีไปยังเมืองอมรปุระนั้น สมเด็จพระเจ้าอุทุมพรซึ่งทรงพระผนวช ได้เสด็จไปประทับจำพรรษาที่“ปองเลไต๊” (ตึกปองเล) ปัจจุบันคือ วัดปองเล ในย่านตลาดระแหง กรุงอมรปุระ ปรากฏในหลักฐานพม่าออกพระนามของพระองค์ว่าเจ้าฟ้าทอกมหาเถระ ดังปรากฏในจารึกภาษาพม่าที่วัดนั้น ดังนั้นวัดแห่งนี้จึงน่าจะเป็นวัดแห่งแรกของชุมชนชาวอยุธยาในพม่า

ส่วนเชลยชาวอยุธยานั้นปรากฏหลักฐานว่าได้ตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณริมคลองชเวตชอง ในเมืองอมรปุระ–มัณฑะเลย์ ร่วมกันกับชุมชนเชลยชาวฉาน(ไทใหญ่) ชาวโยน(ล้านนา) และชาวลินซิน(ล้านช้าง) ที่ถูกกวาดต้อนมายังพม่าในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน ทำให้ชาวโยเดีย(อยุธยา) ชาวฉาน(ไทใหญ่) ชาวโยน(ล้านนา) และชาวลินซิน(ล้านช้าง) ได้สืบเชื้อสายผสมผสานกันในบริเวณนี้สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร สวรรคตที่เมืองอมรปุระในหลักฐานพม่า

หลังจากสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรเมื่อทรงพระผนวช ได้ประทับอยู่ที่กรุงอมรปุระจนถึง พ.ศ. 2339 จึงสวรรคตในสมณเพศ ณ กรุงอมรปุระ ดังความในพงศาวดารพม่า สมัยราชวงศ์คองบอง กล่าวถึงพระราชประวัติสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร ตอนหนึ่งว่า

“…ในปีพุทธศักราช 2310(ค.ศ. 1767) ขณะเมื่อกรุงศรีอยุธยาแตก พระองค์ก็ทรงถูกกวาดต้อนมายังนครอังวะทั้งที่ยังครองเพศบรรพชิต จากนั้นจึงตกมาอยู่ยังอมรปุระมหานคร แล้วสิ้นพระชนม์ลงในเพศบรรพชิต ในพุทธศักราช 2339(ค.ศ. 1796)…”

หลักฐานสำคัญซึ่งเกี่ยวกับสถานที่สวรรคต และสถานที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรนอกจากที่ปรากฏในมหาราชวงศ์พงศาวดารพม่า สมัยราชวงศ์คองบอง ดังกล่าวมาแล้ว ยังปรากฏหลักฐานสำคัญในสมุดพม่าชื่อนั้นเตวั้งรุปซุงประบุท แปลว่า“เอกสารการบันทึกราชสำนัก พร้อมด้วยภาพเขียน” บันทึกโดยราชเลขาราชจอว์เทง ซึ่งเป็นพระราชนัดดาของพระเจ้าปดุง…

สมุดพม่าเล่มนี้มีภาพจิตรกรรมกษัตริย์ชาติต่างๆ ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของพม่า และมีภาพกษัตริย์อยุธยาคือ สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ รวมอยู่ในนั้นด้วย โดยปรากฏข้อความด้านล่างของภาพเขียนอธิบายเป็นภาษาพม่า แปลสรุปมีใจความว่า

“ในรัชกาลสมเด็จพระไปยกาธิราชฉินพยูชิน(พระเจ้าช้างเผือก หมายถึง พระเจ้ามังระ) เมืองรัตนปุระตติยราชธานี(อังวะ) ไปตีกรุงศรีอยุธยา สามารถตีกรุงศรีอยุธยาและจับกษัตริย์(หมายถึงพระเจ้าอุทุมพรในสมณเพศ) อัญเชิญมาที่พม่า ในสมัยของพระอนุชาของสมเด็จพระไปยกาธิราชฉินพยูชิน(ตรงกับรัชกาลของพระเจ้าปดุง หรือ โปดอพญา) สมัยอมรปุระ เสด็จมาประทับที่อมรปุระและสวรรคตในสมณเพศ ทำพิธีพระศพและถวายพระเพลิงที่สุสานลินซินกง ภาพนี้คือภาพพระเจ้าเอกาทัสส์”

จากหลักฐานในสมุดพม่าเล่มนี้เป็นสิ่งที่ยืนยันได้ว่าสมเด็จพระเจ้าอุทุมพรได้สวรรคตที่เมืองอมรปุระส่วนพระบรมศพนั้นได้ถวายพระเพลิงที่เลงเซงกองหรือลินซินกงคือสุสานล้านช้างซึ่งเป็นบริเวณที่พระเจ้ามังระพระราชทานให้เชลยชาวยวน(เชียงใหม่) และชาวอยุธยาอยู่อาศัยต่อมาเมื่อมีการถวายพระเพลิงแล้วได้มีการสร้างสถูปบรรจุพระบรมอัฐิไว้ที่นั้นด้วยสันนิษฐานว่าคือบริเวณเดียวกับที่ปรากฏหลักฐานว่าเป็นวัดเรียกกันว่าวัดโยเดีย ในสุสานลินซินกงเมืองอมรปุระนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาบางส่วนจากบทความ “ตามรอยสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือ ขุนหลวงหาวัด จากกรุงศรีอยุธยาสู่กรุงอมรปุระ” เขียนโดย รศ. ดร. ศานติ ภักดีคำ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับมีนาคม 2561

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 19 พฤษภาคม 2563

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตามรอย ‘พระเจ้าอุทุมพร’ และเชลยกรุงศรีฯ ถูกกวาดต้อนไปกรุงรัตนปุระอังวะ-อมรปุระ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...