โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โควิดทุบตลาดหุ้นกู้ไทยซบหนักในรอบ 5 ปี

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 พ.ค. 2563 เวลา 06.11 น. • เผยแพร่ 18 พ.ค. 2563 เวลา 06.11 น.

ธนาคารกสิกรไทย ประเมินตลาดออกหุ้นกู้เอกชนปี 63 เจอพิษโควิด-19 ลดลงครั้งแรกตั้งปี 58 หลัง 4 เดือนแรกลดลง 41% เมื่อปี 62 อยู่ที่ 3.1 แสนล้านบาท เหลืออยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท มั่นใจรักษามาร์เก็ตแชร์อยู่ที่ 20% ของมูลค่าการออกทั้งหมด ย้ำ หุ้นกู้การบินไทย ไม่กระทบตลาด เหตุนักลงทุนรับรู้แล้ว-เน้นลงทุนผลตอบแทนที่ดี-สถานะแกร่ง

นายธิติ ตันติกุลานันท์ ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มการออกหุ้นกู้ระยะยาวภาคเอกชนในปีนี้ ประเมินทั้งปีอยู่ที่ 9 แสนล้านบาท ลดลงจากระดับเกินกว่า 1 ล้านล้านบาทในปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นการลดลงครั้งแรกตั้งแต่ปี 2558 โดยธนาคารยังคงตั้งเป้ามีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) อยู่ที่ 20% ของมูลค่าการเสนอขายทั้งตลาด ทั้งนี้ ในจำนวน 9 แสนล้านบาท แบ่งเป็น หุ้นกู้ออกใหม่จำนวน 4 แสนล้านบาท และการออกทดแทน (Rollover) 5 แสนล้านบาท

ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือนแรกพบว่าตลาดออกหุ้นกู้ระยะยาวเอกชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยลดลงถึง 41% จาก 3.1 แสนล้านบาท ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2562 มาอยู่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เป็นผลจากผู้ออกหุ้นกู้หลายรายตัดสินใจเลื่อนหรือชะลอการออกหุ้นกู้จากเดิมที่วางแผนไว้ในช่วงเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม เพื่อรอสภาพตลาดที่ดีขึ้น บางรายหันไปใช้วงเงินสินเชื่อจากธนาคารพาณิชย์แทนในช่วงที่การออกหุ้นกู้มีความท้าทาย เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การระดมทุนผ่านตราสารหนี้ชะลอออกไปด้วย ขณะที่ผู้ออกหุ้นกู้ในบางอุตสาหกรรม อาทิ ภาคการท่องเที่ยว ภาคอสังหาริมทรัพย์ อาจยังไม่ได้รับการตอบรับจากผู้ลงทุน

อย่างไรก็ดี ในส่วนของความเสี่ยง ปี 2563 มีหุ้นกู้ระยะยาวภาคเอกชนที่ครบกำหนดไถ่ถอนสูงถึงประมาณ 6 แสนล้านบาท (ไม่รวมหุ้นกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่ครบกำหนดกว่า 1 แสนล้านบาท) ในส่วนนี้มีหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือระดับ BBB+ ลงมา จำนวน 1.8 แสนล้านบาท ซึ่งบางรายอาจมีความยากลำบากในการออกทดแทน (Rollover) หุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน หรือแม้แต่ผู้ออกหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือสูงกว่านี้ แต่อยู่กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโควิด-19 ก็อาจเผชิญกับความท้าทายในการออกทดแทนหรือออกหุ้นกู้ใหม่ เนื่องจากความต้องการในตลาดมีไม่มากพอ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นกรณีใดก็ตาม ความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้ก็จะมากขึ้น โดยในช่วงนี้ จะเห็นได้ว่ามีผู้ออกหุ้นกู้บางรายที่ขอเลื่อนวันครบกำหนดไถ่ถอนหุ้นกู้กับผู้ถือหุ้นกู้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ทางธนาคารหรือแม้แต่ภาครัฐ เองก็มีมาตรการช่วยเหลือต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านเงินทุน รักษาสภาพคล่องของตลาดการเงิน และรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ออกมาตรการอย่างกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (Corporate Bond Stabilization Fund: BSF) และการสนับสนุนสภาพคล่องให้กับสถาบันการเงินที่ให้ความช่วยเหลือแก่กองทุนรวมตราสารหนี้ (Mutual Fund Liquidity Facility: MFLF) เพื่อลดผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจ แต่ธปท.ต้องการให้เป็นแหล่งเงินสำรองชั่วคราวและแหล่งเงินทุนสุดท้าย (Last Resort)
ดังนั้น ธนาคารกสิกรไทยประเมินว่า มาตรการดังกล่าวมีผลดีต่อจิตวิทยาของทั้งตลาด แต่ด้วยกลไกการให้ความช่วยเหลือที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก คาดว่าจะมีผู้ออกหุ้นกู้มาขอรับความช่วยเหลือผ่านช่องทางนี้ในจำนวนจำกัด ในขณะที่การใช้เงินช่วยเหลือผ่านมาตรการ MFLF ของกองทุน มีมูลค่าคงค้างสูงสุดเมื่อช่วงปลายเดือนเมษายนที่ประมาณ 5.6 หมื่นล้านบาท และยอดคงค้างล่าสุดลดลงอยู่ที่ประมาณ 5 หมื่นล้านบาท สะท้อนถึงภาวะสภาพคล่องที่ผ่อนคลายมากขึ้น

“ในระยะต่อไป ความไม่แน่นอนจากประเด็นโควิด-19 จะเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดทิศทางของตลาด และอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ในช่วงที่เหลือของปี เมื่อใดที่การระบาดเริ่มควบคุมได้อย่างถาวร สถานการณ์เริ่มเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยื่งเมื่อมีการค้นพบยารักษา หรือวัคซีนโควิด-19 คาดว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดตราสารหนี้อีกครั้ง เนื่องจากอาจผลักดันให้นักลงทุนกลับไปหาสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นได้”

นายธิติกล่าวอีกว่า การระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบต่อตลาดการเงินในวงกว้าง แม้กระทั่งตลาดตราสารหนี้เองก็ได้รับผลกระทบในเชิงลบในช่วงที่ผ่านมา เริ่มจากการที่ราคาตราสารหนี้ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบถึงมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ของกองทุน และทำให้ผู้ลงทุนหรือผู้ถือหน่วยลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ และเร่งขายหน่วยลงทุนอย่างหนักในช่วงกลางเดือนมีนาคม 2563 ส่งผลให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ต้องรีบขายตราสารหนี้ที่ตนถือครองอยู่ในตลาดรอง และยอมขายในราคาต่ำ เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายมาคืนให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน ทั้งยังลดการลงทุนตราสารหนี้ออกใหม่เพื่อรักษาสภาพคล่อง ซึ่งทำให้ความต้องการลงทุนชะลอตัวไปด้วย

ทั้งนี้ ในไตรมาส 1 ปี 2563 มูลค่าสินทรัพย์สุทธิ (NAV) ของกองทุนรวมของไทยทั้งระบบ ลดลงประมาณ 8 แสนล้านบาท หรือ 15.30% จาก 5.4 ล้านล้านบาท ณ สิ้นปี 2562 มาอยู่ที่ 4.6 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นระดับที่ใกล้เคียงกับ NAV เมื่อ 4 ปีที่แล้วหรือเมื่อปี 2559 โดยในเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว NAV ลดไปถึง 7 แสนล้านบาท เฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้มีเงินไหลออกสูงถึง 4.5 แสนล้านบาท ทั้งนี้ ในปัจจุบัน แรงเทขายกองทุนชะลอลงแล้ว และตลาดเริ่มกลับมาสู่ภาวะปกติมากขึ้น หลังจากที่ทางการทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นฝั่งรัฐบาลหรือธนาคารกลางที่ออกมาตรการทั้งทางการคลังและการเงินเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้ว่าสถานการณ์โดยรวมปรับตัวดีขึ้นบ้าง และความต้องการลงทุนเริ่มกลับมาดีขึ้น แต่ต้นทุนของการออกหุ้นกู้นั้นไม่ได้ปรับลดลงตาม แต่มาอยู่ในระดับที่เรียกว่า New Normal ซึ่งสะท้อนถึงความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้นและส่งผ่านมายังส่วนต่างอัตราผลตอบแทน (Credit Spread) ที่เพิ่มขึ้น 0.20–1.75 % เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด-19 โดย Credit Spread ที่สูงขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับรุ่นอายุ อันดับความน่าเชื่อถือ รวมถึงอุตสาหกรรมของผู้ออก ว่ามีโอกาสได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจถดถอยหรือจากโควิด-19 มากน้อยเพียงใด

“หากเรทติ้งยิ่งต่ำ จะยิ่งมีผลกับ Credit Spread เพราะทุกคนเริ่มคำนึงถึงคุณภาพมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ดี ในจำนวนหุ้นกู้ที่ออกปัจจุบันพบว่าส่วนใหญ่ประมาณ 76% จะอยู่ในตระกูลเรทติ้ง A และหลังจากดูสถานการณ์ปีนี้คาดว่าสัดส่วนจะอยู่ในระดับดังกล่าว และในช่วงที่ดอกเบี้ยลดลง จะยังเห็นเครดิตสเปรดสูง”

นายธิติกล่าวว่า กรณีหุ้นกู้ของสายการบินไทย มองว่า สิ่งที่เกิดขึ้นนักลงทุนรับรู้ทั้งหมดแล้ว และจะไม่มีผลกระทบต่อตลาดหุ้นกู้โดยรวม เนื่องจากนักลงทุนที่แสวงหาผลตอบสูง ยังคงมองสถานะที่ดีของหุ้นกู้นั้นๆ ส่วนเรื่องการบินไทยยังคงต้องรอความชัดเจนเรื่องแผนการฟื้นฟูของรัฐบาล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...