โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุดเหี้ยม 'แม่ปุ๊ก'คดีวางยาลูก-นำอาหารมาเยี่ยมทุกครั้ง อาการทรุดเลือดออก-ปากบวม

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 พ.ค. 2563 เวลา 08.45 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2563 เวลา 08.00 น.

สุดเหี้ยม ‘แม่ปุ๊ก’คดีวางยาลูก-นำอาหารมาเยี่ยมทุกครั้ง อาการทรุดเลือดออก-ปากบวม

เปิดพฤติการณ์ “แม่ปุ๊ก” วางยาลูก2 คนหวังเงินบริจาค เเพทย์เคยสั่งไม่ให้เยี่ยมหลังพบข้อสังเกตุวางยาเด็ก

จากกรณีตำรวจ กก.4 บก.ป.จับกุม น.ส.นิษฐา วงวาล หรือ แม่ปุ๊ก ในข้อหา “รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น, ฉ้อโกงประชาชน” ที่ก่อเหตุหลอกลวงชาวเน็ตให้สั่งซื้อสินค้าต่างๆ ผ่านเฟซบุ๊กโดยอ้างว่าต้องการนำเงินไปรักษาน้องอมยิ้ม อายุ 3 ขวบ ที่ป่วยเป็นโรคประหลาดก่อนจะเสียชีวิตไปเมื่อปลายปี 2562 ต่อมา แม่ปุ๊กอ้างว่าน้องอิ่มบุญ อายุ 3 ขวบ น้องชายคนเล็กได้ป่วยแบบเดียวกัน แต่เมื่อแพทย์ตรวจสอบอาการเด็กแล้วพบพิรุธว่าเด็กอาจถูกสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนทำลายร่างกาย ขณะที่ตัวแม่ปุ๊กกลับได้เงินช่วยเหลือไปร่วม 20 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับ คำร้องขอฝากขังในคดีที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปรามได้ยื่นคำร้องขอฝากขัง นางสาวนิษฐา วงวาล หรือแม่ปุ๊ก ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาว่า วางยาลูก 2 คน จนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2563 พนักงานสอบสวนกองปราบปราม ได้รับตัว นางสาวนิษฐา วงวาล อายุ 29 ปี เพื่อดำเนินคดี

โดยกล่าวหาว่า รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ , พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน , ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย , ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น และฉ้อโกงประชาชน ที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ ตำบลปากน้ำโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2558 ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ที่บ้านพักของนางสาวนิษฐา ถนนเทิดราชัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน 2558 เกี่ยวเนื่องกันถึงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี ระหว่างวันที่20 ธ.ค 2561 – 12 ส.ค. 2562 (กรณีน้องอมยิ้ม)

โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่24 เม.ย.63นางสาวเอมอัชนา (มารดาแท้ๆของน้องยิ้ม) ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้มาร้องทุกข์ ที่กองบังคับการปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับน.ส.วนิษฐา โดยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2558 ได้ถูกผู้ต้องหา หลอกลวงว่าจะขอรับอุปการะเลี้ยงดูบุตรของนางสาวเอมอัชนา ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ โดยหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าผู้ต้องหา เป็นผู้มีฐานะดีมีอาชีพการงานที่มั่นคงโดยอ้างว่าเป็นเภสัชกรเมื่อ น.ส.เอมอัชนา คลอดบุตรแล้วชื่อว่าน้องยิ้ม ผู้ต้องหาได้มารับตัวน้องน้องยิ้ม ที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ เพื่อไปดูแล

ต่อมาผู้ต้องหาได้แจ้งว่าน้องยิ้ม มีอาการป่วยมีความจำเป็นต้องทำประกันสุขภาพจึงหลอกลวงให้น.ส.เอมอัชนา ทำการเปิดบัญชีธนาคารทหารไทยจำนวน 1 บัญชี และผู้ต้องหา ได้เปิดบัญชีธนาคารทหารไทยอีกจำนวน 2 บัญชี เป็นชื่อบัญชีของน.ส.เอมอัชนา ปรากฏว่า ผู้ต้องหา ได้นำบัญชีธนาคารดังกล่าวไปใช้ในการแสวงหาประโยชน์โดยอ้างว่าเป็นมารดาของน้องยิ้ม ที่ป่วยด้วยโรค “เรนินโนม่าห์” และใช้เป็นเครื่องมือในการโฆษณารับบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งบริจาคเงินโดยตรงและในรูปแบบของการซื้อสิ่งของ เช่นเครื่องมือแพทย์ เครื่องมือวัดไข้ จนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคาร

ตามที่กล่าวมาข้างต้นจำนวนมากและในบางครั้งก็ไม่ส่งสินค้าให้ และได้ใช้บัญชีธนาคารดังกล่าว มีผู้เสียหายจำนวนหลายรายที่หลงเชื่อ โอนเงินค่าสินค้าเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าวและมีผู้เสียหายจำนวนมาก ได้ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหลายท้องที่ และอยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ต่อมาน.ส.นิษฐาได้แจ้งกับน.ส.เอมอัชนา ว่าน้องยิ้มป่วยหนักเข้าทำการรักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ และในวันที่ 12 ส.ค.น้องยิ้มได้เสียชีวิต โดยผู้ต้องหาห้ามไม่ให้น.ส.เอมอัชนา เข้ามาเยี่ยมดูอาการไข้และไม่ให้ไปร่วมงานศพ โดยอ้างว่าสามารถดูแลได้และไม่อยากเห็นหน้าน.ส.เอมอัชนา เนื่องจากมีหน้าตาคล้ายกับน้องยิ้ม หากเห็นแล้วจะมีความคิดถึง น.สเอมอัชนา ได้หลงเชื่อจึงไม่ได้ไปเยี่ยมไข้และไม่ได้ไปร่วมงานศพแต่อย่างใด

จากการสืบสวนพบว่าผู้ต้องหาได้รับอุปการะเลี้ยงดูน้องยิ้มจริง และอ้างว่ามีบุตรชายอีก 1 คนชื่อ น้องอิ่มบุญอายุ 2 ขวบเศษ ไม่ปรากฏชื่อของบิดา และมีพฤติกรรมฉ้อโกงหลอกลวงขายสินค้าเครื่องมือแพทย์ กระทำความผิดและมีหมายจับกุมในหลายท้องที่และได้พบข้อความในfacebook ส่วนตัว ของผู้ต้องหาปรากฏข้อความขอรับบริจาคเงิน หรือขายสินค้า

โดยใช้ภาวะอาการเจ็บป่วยทุกข์ทรมานของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ เป็นเครื่องมือในการโฆษณาจนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินเข้ามาในบัญชีธนาคารของนางสาวเอมอัชนา เป็นจำนวนมาก โดยผู้ต้องหาเป็นผู้ถือบัตร เอทีเอ็ม และสมุดบัญชีธนาคารเมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารดังกล่าวจำนวนถึง 20 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยเงินดังกล่าวผู้ต้องหาเป็นผู้นำไปใช้ประโยชน์ทั้งหมด

จากการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์แพทย์ เป็นผู้ทำการรักษาอาการเจ็บป่วยของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ ปรากฏข้อมูลว่าน้องอิ่มบุญ เข้ามาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่เดือน ม.ค. 2563 และน้องยิ้ม ไม่ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรค “โรนินโนม่าห์” ตามที่ผู้ต้องหาแสดงข้อความอันเป็นเท็จในการโฆษณาขายสินค้า และรับบริจาคแต่อย่างใด อีกทั้งอาการเจ็บป่วยทั้งของน้องยิ้ม และน้องอิ่มบุญ ไม่ได้เกิดจากโรคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแต่เป็นอาการของผู้ที่ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายด้วยการกินเข้าไป

จากการตรวจสอบชิ้นเนื้อและตรวจสอบร่างกายของเด็กอย่างละเอียดแล้วยังพบว่า ทั้งน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ ได้รับสารพิษประเภท “สารกัดกร่อน” ซึ่งเป็นกรดหรือด่างเข้าสู่ร่างกายซึ่งคล้ายคลึงกับผู้ป่วย ที่ดื่มสารพิษประเภทน้ำยาล้างห้องน้ำ ไฮเตอร์ เพื่อฆ่าตัวตายจากการเฝ้าดูอาการของแพทย์และพยาบาลผู้ทำการรักษาพบว่า เมื่อ น.ส.นิษฐา มาเยี่ยมไข้ได้นำอาหารมาให้น้องยิ้มและน้องอิ่มบุญกิน จะมีอาการทรุดหนัก ปากบวมมีเลือดออกที่ปาก จมูกและมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นมากมาย โดยทุกครั้งเมื่อเด็กมีอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมาน น.ส.นิษฐา จะถ่ายรูป ถ่ายทอดสดเพื่อนำไปโฆษณาแสวงหาประโยชน์เรียกรับเงินบริจาคแก่ผู้มีจิตเมตตาสงสารทุกครั้ง

คณะแพทย์พยาบาลจึงได้มีมาตรการควบคุม ไม่ให้น.ส.นิษฐาเข้าเยี่ยม และไม่ให้นำอาหารมาให้เด็กกินอีก อาหารปรากฏว่าอาการกลับดีขึ้นตามลำดับ ผลจากการกระทำของน.ส.นิษฐาคือ น้องยิ้มได้ถึงแก่ความตาย และน้องอิ่มบุญได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส บาดเจ็บสาหัส หลอดลมและหลอดอาหารเสียหาย มีอาการพิการและได้รับทุกข์ทรมานจากการกลืนอาหารไปตลอดชีวิต แพทย์ผู้ทำการรักษา ฝ่ายกฎหมาย และนักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว

จึงเชื่อว่าน.ส.นิษฐาเป็นผู้ให้สารพิษประเภท สารกัดกร่อน เข้าสู่ร่างกายด้วยการกินเพื่อให้น้องยิ้มและน้องอิ่มบุญมีอาการเจ็บป่วย ทุกขเวทนาน่าสงสารเพื่อที่จะลงข้อความผ่านอินเตอร์เน็ต ต่อสาธารณชนขายสินค้าและรับบริจาคแสวงหาผลประโยชน์ ให้แก่ผู้ต้องหาเองการกระทำของผู้ต้องหา

ที่กระทำต่อน้องยิ้มเป็นความผิดฐานรับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมาย เพื่อเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบทำร้ายผู้อื่น จนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายฉ้อโกงในการแสดงตนเป็นคนอื่นฉ้อโกงประชาชน และการกระทำต่อน้องอิ่มบุญเป็นความผิดฐานรับไว้ ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่นและฉ้อโกงประชาชน

ต่อมาวันที่ 18 พ.ค.พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหา ในข้อหาดังกล่าว ต่อมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับที่ 675 /2563 ลงวันที่ 18 พ.ค. 2563 เวลา 14:00 น เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับข้างต้นเพื่อนำส่งดำเนินคดี นอกจากนี้คณะแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับผู้ต้องหาในความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตาม พรบ.คุ้มครองเด็กมาตรา 40 ที่สภ.คลองหลวงตามคดีอาญาที่ 127/2563 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ทั้งนี้การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ครบกำหนดการควบคุมตัว 48 ชั่วโมงในวันที่ 20 พ.ค. 63พนักงานสอบสวน ยังต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก รอผลตรวจของกลางและผลตรวจสอบการพิมพ์มือของผู้ต้องหา ด้วยความจำเป็นจึงขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งเเรกไว้มีกำหนด 12 วันนับตั้งแต่วันที่ 20 – 31 พ.ค.นี้

หากมีการยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหาพนักงานสอบสวน ขอคัดค้านการประกันเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูงหากให้ประกันผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี

จากการตรวจสอบผู้ต้องหาและพยานซึ่งเป็นบิดาของผู้ต้องหา ได้ให้การว่าผู้ต้องหาได้เคยเข้ารับการรักษาด้วยโรคสุขภาพจิต ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ผลการตรวจสอบพบว่ามีความผิดปกติกับการจัดการความเครียดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563

แต่ในขณะทำการสอบสวนผู้ต้องหารับทราบเข้าใจคำถามของพนักงานสอบสวน และสามารถตอบคำถามของพนักงานสอบสวนได้ และมีสติสัมปชัญญะดีจึงขออนุญาตให้นำส่งผู้ต้องหาไปตรวจสุขภาพจิตอย่างละเอียดเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...