โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขันทีแขก ในราชสำนักอยุธยา (ของนำเข้า) จากโลกมุสลิม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 พ.ย. 2567 เวลา 18.10 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2567 เวลา 18.10 น.

ขันทีแขก ในราชสำนักอยุธยา (ของนำเข้า) จากโลกมุสลิม

ปัญหาที่คลุมเคลือ น่าสงสัยคือขุนนางและข้าราชการเหล่านี้ถูกตอนหรือไม่ ถ้าตอนจะถูกตอนที่ไหน ในสยามหรือถูกตอนจากที่อื่น จากข้อมูลจากหลักฐานต่างๆ นำมาปะติดปะต่อได้เค้าเงื่อนดังนี้

1. ขุนนางเหล่านี้น่าจะถูกตอนจริง เนื่องจากความจำเป็นที่ขุนนางและข้าราชการกลุ่มนี้ต้องรับใช้ใกล้ชิดกับเจ้านายสตรี ทั้งยังต้องอยู่กับฝ่ายในเกือบตลอดเวลา

2. สันนิษฐานว่าขันทีในสมัยอยุธยาน่าจะถูกตอนจากที่อื่น คือไม่ใช่ในสยาม บุคคลเหล่านี้น่าจะเป็นพวกที่ทำอาชีพขันทีโดยตรงซึ่งถือเป็นวิชาชีพหนึ่งในโลกอาหรับ

ระหว่าง ค.ศ. 15-18 ราชสำนักมุสลิมโดยเฉพาะจักรวรรดิออตโตมาน อิหร่าน และโมกุลของอินเดีย มีแบบธรรมเนียมที่ออกจะแปลกประหลาด (ในสายตาคนยุคปัจจุบัน) เช่น การมีฮะรัม (Haram) หรือนางห้าม กับสนัม (Snum) กษัตริย์เหล่านี้ทรงมีวังของนางในเรียกว่า ฮาเร็ม (Harem) ในภาษาอาหรับหรือสะนะนะ (Sanana) ในภาษาอิหร่าน หรือปูรดาร์ (Purdar) ในภาษาอินเดียแปลว่า สถานที่ของนางห้าม ซึ่งตรงกับภาษาไทยว่า “ประเทียบ” อย่างเช่นในกฎมณเฑียรบาลสมัยอยุธยาจะเรียกเรือของฝ่ายในว่า “เรือประเทียบ” และเรียกนางในว่า “นางประเทียบ”

เมื่อมีนางอยู่ในฮาเร็มมาก จำเป็นต้องมีผู้ควบคุมดูแล คนพวกนี้ต้องมีกำลังพอที่จะป้องกันคนภายนอก จึงจำเป็นต้องใช้บุรุษเพศที่แข็งแรงกว่าสตรี โดยจัดการตอนองคชาติเสีย เพื่อป้องกันไม่ให้ประกอบกิจกรรมทางเพศกับนางในทั้งหลาย

จดหมายเหตุลาลูแบร์เรียกขุนนางและข้าราชการกลุ่มนี้ว่า ยูนุค (eunuque) ซึ่งเป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษอิหร่าน หมายถึงผู้ชายที่ตอนแล้ว มีหลักฐานระบุว่า ยูนุค หรือขันทีในราชสำนักสยามเป็นขุนนางแขก และน่าจะเป็นขุนนางมุสลิมด้วย

หลักฐานแรก คือ จดหมายเหตุของลาลูแบร์ซึ่งระบุว่า ยูนุคในราชสำนักสมเด็จพระนารายณ์มีทั้งผิวขาวและผิวดำ โดยยูนุคดำน่าจะเป็นพวกเด็กแอฟริกันที่พ่อค้าอาหรับนำมาขายเป็นทาส บางคนถูกตอนอวัยวะเพศเพื่อให้เป็นยูนุคในฮาเร็มของสุลต่าน ส่วนยูนุคขาวน่าจะได้แก่ พวกอาหรับ อิหร่าน หรืออินเดีย ที่มีอาชีพด้านนี้โดยเฉพาะ

หลักฐานที่สอง ซึ่งแสดงว่าขันทีในราชสำนักอยุธยาเป็นแขกได้แก่ ข้อความในกฎมณเฑียรบาลระบุตำแหน่งข้าราชการในกรมขันทีประกอบด้วย พระศรีมโนราช พระศรีอภัย ขุราชาข่าน ขุมโน ปลัดทั้ง 4 นักเทษ และขันที “ขุนราชาข่าน” เป็นจำแหน่งซึ่งแสดงว่าขุนนางผู้นี้น่าจะเป็นมุสลิม เพราะ “ข่าน” เป็นตำแหน่งผู้นำเผ่ามุสลิมในอิหร่าน

หลักฐานที่สามคือ ภาพจากจิตรกรรมฝาผนัง และภาพลายรดน้ำ ซึ่งเล่าเกี่ยวกับราชสำนักฝ่ายใน

1. จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดไชยทิศ บางขุนนท์ กรุงเทพฯ เป็นภาพเขียนพุทธประวัติ มีรูปของยูนุคแต่งกายตามแบบมุสลิมชาวอิหร่านปรากฎอยู่ร่วมกับกลุ่มนางกำนัลในพระราชวัง

2. ภาพลายรดน้ำบนผนังหอเขียนวังสวนผักกาด กรุงเทพฯ ซึ่งท่านเจ้าของวังทรงผาติกรรมมาจากวัดบางกลิ้ง พระนครศรีอยุธยา หอเขียนหลังนี้เดิมเป็นตำหนักประทับรอนแรมของกษัตริย์อยุธยา ปรากฏ “ยูนุค” ดังนี้

ภาพพระสงฆ์เทศนาถวายพระมหากษัตริย์ ใกล้กันเป็นเหล่านางในนั่งฟังเทศน์อยู่โดยมีม่านกั้น มียูนุคแต่งกายแบบแขกกำลังใช้ไม้ไล่ตีพวกขุนนางหนุ่มๆ ที่แอบดูนางใน (ภาพที่ 1)

ภาพเป็นรูปพระฉาก (กั้นพระทวารระหว่างฝ่ายนอกกับฝ่ายใน) ที่เขียนรูปยูนุคแต่งกายตามแบบมุสลิมอิหร่าน เหน็บกริช และถือไม้เท้า (ภาพที่ 2)

จากหลักฐานดังกล่าวแสดงว่าขุนนางในกรมขันทีจะเป็นพวกมุสลิมที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลข้าราชการฝ่ายในโดยตรง

การที่สยามรับคนเหล่านี้เข้ามาสู่ราชสำนักก็เปรียบเสมือนการนำเข้าความศิวิไลซ์จากโลกมุสลิม ซึ่งถือกันว่าเป็นวัฒนธรรมความเจริญของอารยชนในยุคนั้น

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. “ขันทีแขก ในราชสำนักอยุธยา”, นิตยสารศิลปวัฒนธรรม เมษายน 2543

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 2 พฤษภาคม 2561

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ขันทีแขก ในราชสำนักอยุธยา (ของนำเข้า) จากโลกมุสลิม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...