นักเศรษฐศาสตร์ มอง “เศรษฐกิจสหรัฐ” เสี่ยงถดถอย 75% ภายใน 12 เดือนข้างหน้า คาดเฟดหั่นดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้
นักเศรษฐศาสตร์ มอง "เศรษฐกิจสหรัฐ" เสี่ยงถดถอย 75% ภายใน 12 เดือนข้างหน้า คาดเฟดหั่นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ในเดือนกันยายนและธันวาคม 2568
วันที่ 2 พฤษภาคม 2568 สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่ที่ร่วมตอบแบบสำรวจของ Bloomberg มองว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยกว่า 75% คาดว่าจะเกิดภาวะถดถอย หรือเศรษฐกิจโตเป็นศูนย์ ภายใน 12 เดือนข้างหน้า เพิ่มขึ้นจาก 26% เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
แม้จะมีมุมมองที่แย่ลง แต่การคาดการณ์โดยรวมยังคงมองว่าธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยมีแนวโน้มลดดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนกันยายน และอีกครั้งในเดือนธันวาคม การประชุมครั้งถัดไปของเฟดมีกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 6–7 พฤษภาคม
โดยการคาดการณ์ใหม่นี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศขึ้นภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน แบบสอบถามจัดขึ้นระหว่างวันที่ 25–30 เมษายน ขณะนี้เฟดยังคงตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ตลอดปี 2568 และส่งสัญญาณว่าจะยังไม่ปรับลด จนกว่าจะเห็นผลชัดเจนจากผลกระทบของนโยบายภาษีและนโยบายอื่น ๆ ที่จะประกาศในปีนี้
รายงานล่าสุดระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวในไตรมาสแรกของปี 2568 เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2565 จากการเร่งนำเข้าสินค้าก่อนภาษี ซึ่งกดดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะชะลอตัว แต่บางองค์ประกอบยังแข็งแกร่ง เช่น การบริโภคภาคครัวเรือน การจ้างงานที่ยังคงมีแม้ชะลอลง และอัตราการเลิกจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ
อย่างไรก็ตามความคืบหน้าในการลดอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% ของเฟด กลับชะลอตัวในครึ่งหลังของปี 2567 แต่มีสัญญาณผ่อนคลายในเดือนมีนาคม
ขณะเดียวกันนักเศรษฐศาสตร์เริ่มกังวลว่าภาษีและนโยบายอื่น ๆ เช่น การปฏิรูปภาษี การลดผู้อพยพ และการลดกฎระเบียบ อาจส่งผลทั้งต่ออัตราเงินเฟ้อและการว่างงานในระยะต่อไป ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป้าหมายของเฟดในการควบคุมเงินเฟ้อและการจ้างงานสูงสุด อาจขัดแย้งกันในอีก 12 เดือนข้างหน้า โดย 25% คิดว่าเฟดจะยึดมั่นในเป้าหมายลดเงินเฟ้อ โดยยังไม่ลดดอกเบี้ย 32% คาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ และ 43% มองว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยช่วงหนึ่ง ก่อนลดลงในภายหลังเมื่อเศรษฐกิจอ่อนแรงชัดเจน
James Knightley นักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศจาก ING ระบุว่า “ภาษีใหม่จะเริ่มส่งผลต่ออัตราเงินเฟอในอีกไม่กี่เดือน และเฟดกังวลถึงผลกระทบรอบสอง”
เขาคาดว่าเฟดจะยังไม่ขยับดอกเบี้ยในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน แต่จะเริ่มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายนเมื่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดลง และการใช้จ่ายภาครัฐ ธุรกิจชะลอตัว
นอกจากนี้ผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดเห็นพ้องว่า หากประธานาธิบดีทรัมป์ปลดประธานเฟด เจอโรม พาวเวล จะทำให้ตลาดการเงิน เกิดแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เกือบ 2 ใน 3 เชื่อว่าจะเกิดผลกระทบรุนแรงและยืดเยื้อ หรือถึงขั้นวิกฤตการเงิน ส่วนที่เหลือเห็นว่าแม้กระทบจะรุนแรง แต่คงเป็นแค่ช่วงสั้น ๆ
ก่อนหน้านี้ทรัมป์ได้วิจารณ์เฟดหลายครั้ง หลังมีข่าวว่าทรัมป์กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการปลดพาวเวลล์ ตลาดหุ้นตกและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่ง ทรัมป์จึงออกมาบอกว่ายังไม่มีเจตนาที่จะปลดพาวเวล
อ้างอิง : bloomberg.com