โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘ทรัมป์’ ทุบเศรษฐกิจไทย ธปท.หั่นดอกเบี้ย-คลังชู 5 แนวทางรับมือ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 02 พ.ค. 2568 เวลา 10.54 น. • เผยแพร่ 03 พ.ค. 2568 เวลา 00.22 น.

เศรษฐกิจไทยเผชิญความเสี่ยงใหญ่อีกครั้ง โดยมีโอกาสจะวูบหนักเหลือเติบโตได้แค่ระดับ 1% หากผลกระทบจากการขึ้นภาษีตอบโต้ของสหรัฐออกมาระดับที่รุนแรง ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% ลงสู่ระดับ 1.75% ต่อปี โดยให้มีผลทันที

เป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงต่อเนื่อง จากการประชุมครั้งก่อนหน้า เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2568 ที่ กนง.มีมติ 6 ต่อ 1 เสียง ให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจาก 2.25% เป็น 2.00% ต่อปี

กนง.ลดดอกเบี้ยอุ้มเศรษฐกิจ

“เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวลดลงและมีความเสี่ยงด้านต่ำเพิ่มขึ้นจากนโยบายการค้าโลก และจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ มองไปข้างหน้า นโยบายการค้าจะเริ่มส่งผลกระทบมากขึ้นตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568” นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ กนง. แถลงถึงเหตุผลในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยรอบนี้

นายสักกะภพกล่าวว่า จากความไม่แน่นอนที่ยังสูงมาก กนง.ได้ประเมินภาพเศรษฐกิจ ภายใต้หลายฉากทัศน์ ตัวอย่างเช่น ฉากทัศน์ที่การเจรจาทางการค้ามีความยืดเยื้อและภาษีนำเข้าของสหรัฐใกล้เคียงกับอัตราปัจจุบัน (Reference Scenario) อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวประมาณ 2.0%

และฉากทัศน์ที่สงครามการค้ารุนแรงมาก และภาษีนำเข้าของสหรัฐอยู่ในอัตราที่สูง (Alternative Scenario) อาจทำให้เศรษฐกิจไทยในปี 2568 ขยายตัวประมาณ 1.3%

“สิ่งที่เกิดจริง จะขึ้นอยู่กับนโยบายและการปรับตัวของประเทศต่าง ๆ จึงต้องติดตามพัฒนาการการค้าโลกและผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างใกล้ชิด การแก้ปัญหาและลดผลกระทบจากนโยบายการค้าข้างต้นจำเป็นต้องผสมผสานนโยบายหลายด้านเสริมกัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคธุรกิจ”

การเงิน “ธุรกิจ-ครัวเรือน” เสี่ยง

เลขานุการ กนง. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ นโยบายการค้าโลกอาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อฐานะการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน จึงต้องติดตามนัยต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจและภาคการเงินที่มีความเชื่อมโยงกัน

ความผันผวนในตลาดการเงินโลกปรับสูงขึ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าประเทศเศรษฐกิจหลัก และส่งผลให้ความผันผวนของตลาดการเงินไทยสูงขึ้นเช่นกัน

คลังหั่นจีดีพีเหลือโต 2.1%

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ได้ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยในปี 2568 คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.1% ต่อปี (ช่วงคาดการณ์ที่ 1.6-2.6%) จากเดิมคาด 3% สาเหตุหลักมาจากแรงกดดันด้านการค้าโลก โดยเฉพาะผลกระทบจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ คาดว่าจะขยายตัวที่ 2.3% (ช่วง 1.8-2.8%) ซึ่งได้รับผลกระทบทางตรงจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐ

อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวดี โดยคาดว่าจะขยายตัวที่ 3.2% (ช่วง 2.7-3.7%) ตามกำลังซื้อในประเทศและรายได้ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว โดยคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศ
เดินทางเข้ามาในประเทศไทย 36.5 ล้านคน ขยายตัวที่ 2.7% ต่อปี การลงทุนเอกชนคาดว่าจะขยายตัวที่ 0.4% (ช่วง -0.1% ถึง 0.9%)

สำหรับการบริโภคภาครัฐคาดว่าจะขยายตัวที่ 1.2% (ช่วงคาดการณ์ที่ 0.7-1.7%) และการลงทุนภาครัฐขยายตัวที่ 2.8% (ช่วง 2.3-3.3%) จากการเบิกจ่ายงบประมาณอย่างต่อเนื่อง และการลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานที่จะมีการเร่งรัดเบิกจ่ายในช่วงไตรมาส 3-4 ของปีงบประมาณ 2568 ต่อเนื่องไปยังไตรมาส 1 ของปีงบประมาณ 2569

นายพรชัยกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐประกาศเลื่อนการบังคับใช้นโยบาย Reciprocal Tariffs ออกไป 90 วัน นับจากวันที่ 9 เม.ย. 2568 และยกเว้นสินค้าบางประเภท เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องคอมพิวเตอร์ ได้บรรเทาผล
กระทบต่อการส่งออกของไทยลงบางส่วน

“นโยบายการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ ในระยะต่อไป ยังคงมีความไม่แน่นอนและมีโอกาสที่จะเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางของเศรษฐกิจไทยและประเทศคู่ค้าอย่างมีนัยสำคัญ โดยจำเป็นต้องมีการติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายการค้าของสหรัฐ และประเทศคู่ค้าของไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป”

ขณะที่ผลกระทบทางอ้อม เกิดจากเศรษฐกิจโลกและประเทศคู่ค้าที่ชะลอตัวลง การลงทุนต่างประเทศในไทยอาจเพิ่มขึ้นบางส่วน แต่คาดว่าจะมีสินค้าไหลเข้าสู่ประเทศไทยแทนการส่งออกไปยังสหรัฐ รวมถึงความผันผวนในตลาดเงินและตลาดทุนจากความไม่แน่นอนของสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อบรรเทาผลกระทบดังกล่าว

เตรียม 5 แนวทางดูแลผลกระทบ

นายพรชัยกล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมตัวรับมือและบรรเทาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้ 1.เจรจากับสหรัฐอย่างต่อเนื่อง เพื่อแสวงหาแนวทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย 2.เตรียมแหล่งเงินเพื่อจัดทำมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการดำเนินนโยบายการคลังให้มีขนาดที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเปราะบาง 3.เร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ

4.ผลักดันความช่วยเหลือผู้ส่งออกผ่านธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) และ 5.บูรณาการกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการดูแลกลุ่มเปราะบางและกิจการขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้

เร่งประเมินผลกระทบ “มูดีส์”

สำหรับกรณี Moody’s การปรับมุมมองแนวโน้มเครดิตประเทศไทย เป็นเชิงลบนั้น นายพรชัยกล่าวว่า ในแง่ผลกระทบต้นทุน ตอนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อยู่ระหว่างการพิจารณา แต่เบื้องต้นยังไม่ได้รับผลกระทบ

เศรษฐกิจไทยตกหลุมอากาศ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “Global Transition : เศรษฐกิจไทยภายใต้จุดเปลี่ยน” ในงานวันสถาปนากระทรวงการคลัง 150 ปีว่า โลกมีการเปลี่ยนแปลงหลายเรื่องในช่วงที่ผ่านมา และครั้งนี้ “สงครามการค้า” และ “นโยบายภาษี” หรือ Reciprocal Tariffs เป็นสิ่งที่ไทยต้องเจอการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ซึ่งเป็นผลกระทบทั่วโลก โดยมองว่าเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจในช่วง 6 เดือน ตกหลุมอากาศชั่วคราว ทำให้ไทยต้องมีการประเมินสถานการณ์เป็นรายวัน และมองไปข้างหน้า

“ก่อนจะมีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลง คาดว่าจีดีพีปีนี้จะสามารถเติบโตได้เหนือ 3% หรือหากไทยสามารถจัดทัพทางด้านการลงทุนและการค้าได้ เชื่อว่าทุกอย่างจะค่อยกลับมา เพราะทั่วโลกก็เจอสถานการณ์และเกิดการสะดุดทั้งหมด ไม่ใช่เฉพาะแค่ไทย ดังนั้น วิธีการแก้ปัญหาจะเป็นไปตามจุดแข็งของไทย”

นายพิชัยกล่าวว่า การเจรจาการค้าจะทำได้ 2 วิธี คือ การซื้อมากขึ้น และขายมากขึ้น ทำให้ความได้เปรียบทางการค้าสมดุลมากขึ้น โดยการซื้อมากขึ้น จะเป็นสินค้าที่ไทยมีความต้องการ เช่น สินค้าเกษตร ภายใต้การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างไปสู่เกษตรแปรรูป เช่น ข้าวโพด สัตว์น้ำบางชนิด เป็นต้น โดยเป็นสินค้าที่แข่งขันได้ มีคุณภาพและราคาที่ดี ซึ่งตอนนี้ไทยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 60-70% หากสามารถนำเข้าและผลิตเพื่อส่งออกมากขึ้น จะเป็นจังหวะที่ดีในการนำเข้าเพื่อปรับสมดุล

“แม้ตัวเลขภาษี 36% อาจจะไม่ต้องห่วง ไม่ว่าภาษีจะอยู่ที่เท่าไร แต่จะต้องอยู่ในความเสมอภาค โดยข้อเสนอของเรา จะทำให้อยู่ในจุดที่เราต้องการได้ เพราะนอกเหนือจากการซื้อสินค้าเกษตร ยังมีน้ำมัน เพราะน้ำมันที่เราใช้ทุกวันนี้ ประมาณ 90% เป็นการนำเข้า และมีการกลั่นเพื่อขาย ซึ่งเราสามารถจัดให้สมดุลได้ หรือการนำเข้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ โดยคู่ค้าที่เราเจรจาอยู่มีทั้งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ โดยเป็นการนำเข้าในราคาถูก”

นายพิชัยกล่าวด้วยว่า เมื่อเห็นว่าเศรษฐกิจลดลงแน่นอน จะเห็นว่าหลายสำนักได้ปรับประมาณการจีดีพีลดลงเหลือต่ำกว่า 2% แต่การแก้ไขจะทำอย่างไร หรือเตรียมมาตรการอะไร ซึ่งปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ 64% โดยประมาณ 98% เป็นการกู้ภายในประเทศ และอีกราว 1% เป็นการกู้ยืมในต่างประเทศ สะท้อนไทยมีพลังการกู้ในต่างประเทศน้อย เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีหนี้สาธารณะสูง 200% และเป็นการกู้ยืมจากต่างประเทศ ดังนั้น รัฐบาลจะต้องบริหารให้ดี จึงมีการทบทวนการลงทุนใน 2 ส่วนด้วยกัน

คือ 1.การลงทุนภาครัฐ หากลงทุนน้อย ส่งออกน้อย จะให้เม็ดเงินฟื้นตัว 2-3 ปีข้างหน้า จะต้องดูเรื่องปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น ภาคการท่องเที่ยว หรือเรื่องน้ำ ที่มีน้ำขาด น้ำแล้ง น้ำท่วม ในแหล่งเกษตรและแหล่งการบริโภคและอุตสาหกรรม ซึ่งจะเป็นสิ่งที่จะทำในระยะ 5 ปีข้างหน้า และ 2.การลงทุนภาคเอกชน มีหลายโครงการเข้ามาลงทุนในไทย และลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) หากลงทุนจะต้องสามารถส่งออกได้ จึงต้องปรับปรุงโครงสร้างโลจิสติกส์ สนามบิน ให้สามารถรองรับดีขึ้น หรือการให้นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น

“เราอยู่ในเส้นทางของเศรษฐกิจที่เติบโต แต่อาจจะสะดุดระยะสั้นชั่วคราว แต่เชื่อว่าทุกอย่างจะสามารถปรับความเข้าใจได้ และหันหน้าเข้าหากันในการเจรจา โดยเศรษฐกิจโลกมีการเปลี่ยนแปลง เราแก้ไขได้ เราแก้ด้วยอะไร ลงทุนอะไร และจัดสรรอย่างไร เรามีความหวังอยู่ โดยกระทรวงการคลังเป็นเสาหลักในการให้การเติบโตมีคุณภาพ ไม่หวือหวา สร้างความเข้มแข็งการเงินการคลังอย่างดีที่สุด” นายพิชัยกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘ทรัมป์’ ทุบเศรษฐกิจไทย ธปท.หั่นดอกเบี้ย-คลังชู 5 แนวทางรับมือ

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...