โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สบน. ยันฐานะการคลังไทยแข็งแกร่ง ยังไม่จำเป็นต้องขยาย เพดานหนี้สาธารณะ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 21 เม.ย. 2568 เวลา 17.55 น. • เผยแพร่ 21 เม.ย. 2568 เวลา 10.54 น.

สบน. ยันฐานะการคลังไทยยังแข็งแกร่ง สามารถรองรับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากนโยบายภาษีสหรัฐฯได้ ยังไม่จำเป็นต้องขยาย เพดานหนี้สาธารณะ เกิน 70% แต่หากรัฐบาลต้องการกู้เพิ่มก็สามารถขยายเพดานได้ตามหลักของกฎหมาย

21 เม.ย. 2568 นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันฐานะการคลังของประเทศยังอยู่ในเกณฑ์ที่มีเสถียรภาพและยังไม่มีความจำเป็นต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะ โดยจากการจัดทำแบบจำลองโดยประมาณการตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ปี 2568 จะขยายตัวที่ 3% สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2568 จะอยู่ที่ 65.5% ต่อ GDP ส่วนปีงบประมาณ 2569 หนี้สาธารณะจะขึ้นไปสูงสุดที่ 67.3% ต่อ GDP และหากการขยายตัวของ GDP อยู่ที่ 2% สัดส่วนหนี้สาธารณะ ณ สิ้นปีงบประมาณ 2569 ก็จะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 68.5% ต่อ GDP

“หากเศรษฐกิจขยายตัวต่ำกว่าคาดการณ์ GDP ไทยได้รับผลกระทบจากนโยบายภาษีสหรัฐฯ เหลือโต 2% คาดว่าระดับหนี้สาธารณะจะอยู่ที่ประมาณ 68% ยังไม่แตะเพดาน 70% ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ากังวล เบื้องต้นตามแบบจำลองที่ได้ทำจนถึงปีงบประมาณ 2573 สัดส่วนหนี้สาธารณะก็ยังไม่ถึง 70% ต่อ GDPยกเว้นกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายจะกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนก็อาจจะต้องมาพิจารณาปรับเพดานหนี้สาธารณะเพื่อให้สอดคล้องกับแผนงาน อย่างไรก็ตามยืนยันว่าทุกอย่างยังไม่เกินกรอบเพดานหนี้สาธารณะ”

นายพชร เปิดเผยต่อว่า อย่างไรก็ตามหากรัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 75-80% หรือกู้เพิ่มเพื่อนำเงินมาใช้ดูแลเศรษฐกิจเป็นการเร่งด่วนก็สามารถทำได้ โดยต้องเป็นไปตามหลักของกฎหมายที่ตั้งไว้ คือ เป็นเรื่องฉุกเฉิน จำเป็น เร่งด่วน และต้องมีเป้าหมายในการใช้เงิน และ มีโครงการใช้เงินที่ชัดเจน ลักษณะเหมือนกับตอนออก พ.ร.ก.กู้เงิน ช่วงสถานการณ์โควิด

“หากรัฐบาลจะขยายเพดานหนี้คงไม่เป็นปัญหาอะไร ถ้ามีเหตุผลที่ชัดเจน ซึ่งเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อความน่าเชื่อถือประเทศ เพราะไทยเรายังมีฐานะการคลังที่แข็งแกร่ง และทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง อีกทั้งขณะนี้ต่างชาติก็มีความต้องการที่จะเข้ามาระดมทุนในเอเชียอยู่มาก”

ส่วนในปีงบประมาณ 2568 ตามกรอบกู้ชดเชยขาดดุล 8.65 แสนล้านบาท ยังมีช่องว่างให้กู้เพิ่มได้อีก 4 พันล้านบาท อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยที่เข้ามากระทบ เช่น การจัดเก็บรายได้ต่ำกว่าเป้าหมายจำนวนมากก็สามารถใช้แผนกู้ชดเชยขาดดุลเหลื่อมปีมารองรับได้ โดยยังมีช่องอีกหมื่นกว่าล้านบาท

“ต้องเข้าใจด้วยว่าที่ผ่านมายังไม่เคยมีการจัดเก็บต่ำกว่าเป้าหมายจนทำให้เกิดปัญหาเลย”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...