โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เทคนิคการสร้างบ้านและตึกสูงแบบญี่ปุ่นที่รองรับแผ่นดินไหว

Thairath - ไทยรัฐออนไลน์

อัพเดต 29 มี.ค. 2568 เวลา 13.56 น. • เผยแพร่ 29 มี.ค. 2568 เวลา 13.56 น.
ภาพไฮไลต์

ญี่ปุ่นสร้างบ้านและตึกสูงอย่างไร เมื่อประเทศต้องเผชิญกับภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวอยู่บ่อยครั้ง

ญี่ปุ่น ดินแดนแห่งอาทิตย์อุทัย ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์และเทคโนโลยีล้ำสมัย แต่ยังเป็นประเทศที่เผชิญหน้ากับภัยธรรมชาติอย่างแผ่นดินไหวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ ญี่ปุ่นคิดค้นสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาต้นแบบและพัฒนานวัตกรรมการก่อสร้างที่สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนได้อย่างน่าทึ่ง เพื่อรับมือกับภัยธรรมชาติและสร้างความปลอดภัยให้กับประชากรประเทศได้อย่างน่าเหลือเชื่อ

โดยนวัตกรรมการสร้างบ้านและตึกสูงแบบญี่ปุ่นที่สามารถรองรับแผ่นดินไหวได้ หัวใจสำคัญคือ "ความยืดหยุ่น" แทนที่จะเลือกสร้างโครงสร้างที่แข็งทื่อ แต่การปรับตัวนี้ทำให้ญี่ปุ่นเลือกใช้วัสดุและเทคนิคที่ช่วยให้อาคารสามารถเคลื่อนไหวและดูดซับแรงสั่นสะเทือนได้

เทคนิคหลัก คือการใช้ "โครงสร้างยืดหยุ่นที่เรียกว่า Flexible Structure" โดยการใช้วัสดุ เช่น เหล็กและไม้ที่มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้อาคารโยกตัวไปพร้อมกับแผ่นดินไหวโดยไม่แตกหัก ในทางวิศวกรรมโครงสร้าง หมายถึง โครงสร้างที่ถูกออกแบบมาให้สามารถเคลื่อนไหว โค้งงอ หรือเปลี่ยนรูปได้ในระดับหนึ่งเมื่อได้รับแรงกระทำจากภายนอก โดยไม่เกิดการแตกหักหรือพังทลายลงมา

"ฐานรากลอย (Base Isolation Systems)" เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าสนใจ โดยระบบนี้ใช้แผ่นยางหรือลูกปืนติดตั้งระหว่างฐานรากและตัวอาคาร เพื่อลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากพื้นดิน โดยการแยกโครงสร้างอาคารออกจากพื้นดินด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ เช่น แผ่นยางพิเศษ (elastomeric bearings) หรือลูกกลิ้ง (sliding systems) ระหว่างฐานรากของอาคารกับพื้นดิน ทำให้เมื่อเกิดแผ่นดินไหว พื้นดินจะเคลื่อนที่ แต่ตัวอาคารจะเคลื่อนที่น้อยลง หรือไม่เคลื่อนที่ตามพื้นดิน

ฐานรากลอยยังช่วยลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านไปยังอาคาร อุปกรณ์เหล่านี้จะทำหน้าที่ดูดซับและลดแรงสั่นสะเทือนที่ส่งผ่านจากพื้นดินไปยังตัวอาคาร ช่วยลดความเสียหายต่อโครงสร้างและทรัพย์สินภายในอาคาร และยังช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ที่อยู่ในอาคารขณะเกิดแผ่นดินไหว เนื่องจากอาคารจะมีการเคลื่อนที่น้อยกว่าอาคารที่ไม่ได้ติดตั้งระบบนี้

"โครงสร้างเสริมแรง (Reinforced Structures)" การใช้คอนกรีตเสริมเหล็กและเหล็กเส้น ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งและความทนทานให้กับอาคาร เป็นเทคนิคการก่อสร้างที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและความทนทานให้กับอาคาร โดยการผสมผสานวัสดุสองชนิดที่มีคุณสมบัติแตกต่างกัน เพื่อให้สามารถรับแรงได้หลากหลายทิศทาง

โดยทั่วไปแล้ว โครงสร้างเสริมแรงที่พบได้บ่อยคือ คอนกรีตเสริมเหล็ก (Reinforced Concrete) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างคอนกรีตและเหล็กเส้น ดังนี้มีคุณสมบัติรับแรงอัดได้ดี แต่รับแรงดึงได้น้อย ดังนั้นเมื่อนำวัสดุทั้งสองมาผสมผสานกัน จะทำให้โครงสร้างมีความแข็งแรงและทนทาน สามารถรับแรงได้ทั้งแรงอัดและแรงดึง ทำให้เหมาะสำหรับการก่อสร้างอาคารและโครงสร้างขนาดใหญ่

นอกจากคอนกรีตเสริมเหล็กแล้ว ยังมีวัสดุอื่นๆ ที่ใช้ในการเสริมแรงโครงสร้าง เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ (Carbon Fiber) วัสดุที่มีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรงมาก ใช้ในการเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างเก่าหรือโครงสร้างที่ต้องการความแข็งแรงเป็นพิเศษ

รวมถึง GFRP (Glass Fiber Reinforced Polymer) เป็นวัสดุเสริมแรงในโครงสร้างคอนกรีต ที่สามารถรับแรงดึงได้ดีกว่าเหล็ก การใช้โครงสร้างเสริมแรงช่วยให้อาคารมีความปลอดภัยและทนทานต่อแรงต่างๆ เช่น แรงจากแผ่นดินไหว แรงลม หรือน้ำหนักบรรทุก

นอกจากนี้ อาคารต่างๆ ในประเทศญี่ปุ่นยังมี "เทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือน (Damping Systems)" เป็นระบบที่ออกแบบมาเพื่อลดหรือควบคุมการสั่นสะเทือนในโครงสร้างอาคารหรือสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เมื่อเกิดแรงภายนอกมากระทำ เช่น แผ่นดินไหว หรือแรงลม โดยหลักการทำงานคือการดูดซับและกระจายพลังงานของการสั่นสะเทือน เพื่อลดการเคลื่อนที่และแรงที่กระทำต่อโครงสร้าง

ข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับเทคโนโลยีลดแรงสั่นสะเทือน จะติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่า "แดมเปอร์" (dampers) ไว้ในโครงสร้างอาคาร เพื่อทำหน้าที่ดูดซับพลังงานของการสั่นสะเทือน แดมเปอร์จะเปลี่ยนพลังงานกลของการสั่นสะเทือนให้เป็นพลังงานความร้อน หรือพลังงานรูปแบบอื่นๆ ทำให้ลดการสั่นสะเทือนของโครงสร้าง

ประเภทของแดมเปอร์ ประกอบด้วย Viscous Dampers ใช้ของเหลวหนืดไหลผ่านช่องแคบเพื่อสร้างแรงต้าน Friction Dampers ใช้แรงเสียดทานระหว่างพื้นผิวสองชิ้นเพื่อดูดซับพลังงาน Metallic Yield Dampers ใช้การเสียรูปของโลหะเพื่อดูดซับพลังงาน Tuned Mass Dampers (TMD) ลูกตุ้มขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบมาให้แกว่งในทิศทางตรงกันข้ามกับการสั่นสะเทือนของอาคาร เพื่อลดการแกว่งของอาคาร

และสุดท้ายคือ "การออกแบบอาคารให้มีสมมาตร (Symmetrical Design)" ด้วยการออกแบบอาคารโดยให้องค์ประกอบต่างๆ ของอาคารมีความสมดุลกัน โดยมีแกนกลางเป็นจุดสมมาตร ทำให้ทั้งสองฝั่งของอาคารมีลักษณะเหมือนกันหรือใกล้เคียงกัน โดยอาคารที่มีแกนสมมาตรจะแบ่งอาคารออกเป็นสองส่วนเท่าๆ กัน ตามองค์ประกอบต่างๆ ของอาคาร เช่น เสา คาน ผนัง หน้าต่าง ประตู จะถูกจัดวางให้มีตำแหน่งและขนาดที่สมดุลกัน ด้วยความสมดุลในแนวนอนและแนวตั้ง น้ำหนักขององค์ประกอบต่างๆ ของอาคารจะถูกกระจายอย่างสม่ำเสมอ

นวัตกรรมที่กล่าวมาทั้งหมดนั้นเป็นเทคนิคการสร้างบ้านและตึกสูงแบบญี่ปุ่นที่รองรับแผ่นดินไหว เป็นผลลัพธ์ของการผสมผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ญี่ปุ่นได้แสดงให้โลกเห็นว่า แม้จะอยู่บนผืนดินที่ไม่หยุดนิ่งและเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้ง แต่มนุษย์ก็ยังสามารถคิดค้นและสร้างสรรค์ที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและยั่งยืนได้

บทเรียนสำหรับประเทศไทย แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เผชิญแผ่นดินไหวรุนแรงและบ่อยครั้งเท่าญี่ปุ่น แต่หลายพื้นที่ก็จัดเป็นเขตเสี่ยงภัย การศึกษาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเหล่านี้ในการเสริมความแข็งแรงโครงสร้างตามมาตรฐานที่เหมาะสม รวมถึงการพิจารณาการใช้ระบบเหล่านี้ในอาคารสูงหรืออาคารสาธารณะที่สำคัญ ย่อมเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินในระยะยาว

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...