โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

‘Mobility Data’ ตัวช่วยทำความเข้าใจ วิถีชีวิต ‘คนเมือง’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 29 มี.ค. 2568 เวลา 20.22 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. 2568 เวลา 03.20 น.

พฤติกรรมของ “คนเมือง” หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องซับซ้อนและยากที่จะทำการวิเคราะห์ แต่ล่าสุด “Dynamic Cities via Mobility Data หลากชีวิตในเมืองที่โลดแล่น” โครงการล่าสุดซึ่งเป็นโครงการแรกด้วยของ Data Playground for Human Impacts ได้เปิดพื้นที่การทำงานของคนที่มีความสนใจร่วมกันในการใช้ Mobility Data เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทางสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

ทางด้าน ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้นำข้อมูลการเคลื่อนที่ของประชากรที่สำรวจผ่านการใช้งานโทรศัพท์มือถือ (Mobility Data) และข้อมูลการใช้งานแพลตฟอร์มบริการดิจิทัล ภายใต้มาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมเปิดพื้นที่การทำงานร่วมกับหน่วยงานภาคการศึกษา ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อมองหาความเป็นไปได้รูปแบบใหม่ๆ ในการนำไปต่อยอดพัฒนาเมือง ไปจนถึงนำไปสู่การนำเสนอนโยบายสาธารณะที่สอดรับกับพฤติกรรมของผู้คนในสังคม แต่การสำรวจครั้งนี้จะเน้นไปยัง 4 เมืองใหญ่ที่มีประชากรหนาแน่น ได้แก่ กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา

พฤติกรรมของผู้คนและเมืองที่น่าสนใจ 3 มิติหลัก

1. มิติพื้นที่เมือง

จากข้อมูล Mobility Data ทำให้มองเห็นพื้นที่หลักที่ผู้คนใช้ชีวิตประจำวันได้ชัดเจน ได้แก่ พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำงาน และพื้นที่สำหรับกิจกรรมอื่น เช่น การพักผ่อน พบปะสังสรรค์ หรือการทำกิจกรรมนอกบ้าน

จากการแบ่งพื้นที่ตามพฤติกรรมจริงในแต่ละเมือง พบว่าโครงสร้างการใช้ชีวิตของคนในแต่ละภูมิภาคมีบริบทที่ต่างกัน ถือเป็นข้อมูลที่สามารถนำไปใช้สำหรับการวางผังและพัฒนาเมืองให้ตอบสนองกับการใช้ชีวิตจริงที่ซับซ้อนได้

2. มิติเวลา

อีกข้อมูลหนึ่งที่น่าสนใจก็คือความไม่เท่าเทียมเรื่องการใช้เวลาในแต่ละเมือง โดยเฉพาะในเมืองหลวงอย่าง กทม. เพราะประชาชนต้องใช้เวลาเดินทางนานมาก ส่งผลให้กระทบกับเวลาสำหรับพักผ่อนหรือทำกิจกรรมนอกบ้านที่ลดลง

ทั้งนี้ข้อมูลแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างในการจัดสรรเวลา ซึ่งสามารถนำไปใช้ประเมินคุณภาพชีวิตและความคุ้มค่าของการใช้เวลาของคนในแต่ละพื้นที่

3. มิติพฤติกรรมคนเมือง

หากจำแนกลงไปตามช่วงวัย จะพบว่าคนแต่ละเจนเนอเรชันมีรูปแบบการชีวิตที่แตกต่างกันไปในแต่ละเมือง เช่น วัยทำงานใน กทม. ส่วนมากต้องเดินทางไกลเพื่อเข้าเมือง ขณะที่คนทำงานในเชียงใหม่หรือหาดใหญ่มักใช้ชีวิตอยู่ในละแวกบ้านมากกว่า ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุมักใช้ชีวิตอยู่ในย่านที่คุ้นเคย

นอกจากนี้ข้อมูลยังสะท้อนให้เห็นโอกาสในการออกแบบเมืองให้เป็นมิตรกับทุกวัย โดยเฉพาะในบริบทของสังคมสูงวัยที่กำลังขยายตัวมากขึ้น

Mobility Data กับการมองเมืองในมุมที่แตกต่าง

ด้วยความสำคัญของข้อมูลและเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้านั้นจะสร้างประโยชน์ให้สังคมได้มากกว่าการสื่อสารทำให้ ทรู คอร์ปอเรชั่น มองว่า “Mobility Data” คือเครื่องมือที่ทรงพลังในการทำความเข้าใจเมืองยุคใหม่ เพราะสะท้อนพฤติกรรมของผู้คนแบบเรียลไทม์ เห็นการใช้ชีวิตในแต่ละพื้นที่และช่วงเวลาได้แม่นยำและครอบคลุม จึงเป็นที่มาของโครงการ “Dynamic Cities via Mobility Data หลากชีวิตในเมืองที่โลดแล่น” เพื่อนำมาสร้างความเชื่อมโยงด้านการพัฒนาเมืองอย่างแท้จริง

จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่าทรูเชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีและโครงข่ายที่ทันสมัย ไม่ควรหยุดอยู่แค่การสื่อสาร แต่ต้องสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมในภาพรวมได้ด้วย ซึ่งโครงการดังกล่าวได้สะท้อนถึงพลังของ Mobility Data ที่ช่วยให้เข้าใจรูปแบบการใช้ผู้คนใช้ชีวิตในเมือง

นี่คือจุดเริ่มต้นของการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาเป็นเครื่องมือในการร่วมออกแบบเมืองที่น่าอยู่สำหรับทุกคน เราพร้อมเป็นส่วนหนึ่งของการเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้ากับชีวิตเมือง และจะเดินหน้าต่อยอดความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนเมืองไทยสู่อนาคตที่ดีขึ้นสำหรับทุกคน” จักรกฤษณ์ระบุ

นอกจากนี้ “ข้อมูลเชิงลึก” ของเมืองยังสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายสาธารณะได้อีกด้วย ซึ่ง อดิศักดิ์ กันทะเมืองลี้ รองผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง (UddC) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หัวหน้าทีมวิเคราะห์ข้อมูลโครงการนี้ กล่าวว่า “Mobility Data” ช่วยให้เข้าใจเมืองอย่างที่ข้อมูลแบบเก่าไม่สามารถระบุได้ โดยเฉพาะการสะท้อนพฤติกรรมของผู้คนแบบเรียลไทม์ พร้อมระบุว่าข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ สามารถนำไปต่อยอดสู่การออกแบบเมืองที่เป็นมิตรสำหรับทุกคน และผลักดันให้เป็นนโยบายสาธารณะที่ตรงจุดมากขึ้น

ที่สำคัญข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้ทำให้มองเห็นภาพรวมการใช้ชีวิตของผู้คนในแต่ละเมืองได้อย่างละเอียด เช่น ผู้คนใน กทม. มีปัญหาเรื่องเวลาในการเดินทางมากกว่าจังหวัดอื่นๆ อย่างชัดเจน ส่งผลให้ช่วงเวลาหลังเลิกงานที่ควรเป็นเวลาส่วนตัวและพักผ่อนกลับถูกลดทอนไป ขณะที่คนในเชียงใหม่และขอนแก่นสามารถใช้ชีวิตภายในรัศมีใกล้บ้านได้มากกว่า แสดงถึงความใกล้ชิดระหว่างที่อยู่อาศัย การทำงาน และพื้นที่ใช้ชีวิต

ขณะเดียวกันกลุ่มผู้สูงอายุก็ยังใช้ชีวิตอยู่แถวบ้านเป็นหลัก และแทบไม่ปรากฏในพื้นที่สาธารณะที่ไกลออกไป สะท้อนถึงข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของเมืองที่ยังไม่เอื้อต่อการเข้าถึงและความปลอดภัย แม้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์แล้ว หากรูปแบบการใช้ชีวิตและการเดินทางของกลุ่มวัยเกษียณอายุเป็นแบบนี้ต่อไปจะส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ สังคม สุขภาวะอย่างไร” อดิศักดิ์ หยิบส่วนหนึ่งของชุดข้อมูลขึ้นมาตั้งคำถาม

นอกจากนี้ข้อมูลต่างๆ ที่โครงการได้มายังสะท้อนถึงบทบาทของพื้นที่กลาง (Third Place) ที่ผู้คนใช้เพื่อสังสรรค์ พบปะ ทำกิจกรรม หรือพักจากชีวิตประจำวัน ซึ่งในบางเมืองยังมีไม่เพียงพอ หรือมีเวลาการให้บริการที่ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมจริง

ทั้งนี้ข้อมูลเชิงพฤติกรรมเหล่านี้สามารถต่อยอดเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการขยายเวลาเปิดสวนสาธารณะ การจัดระบบขนส่งสาธารณะในช่วงเวลาที่มีการใช้งานจริง หรือการวางแผนพื้นที่รองรับผู้สูงอายุในย่านที่มีการอยู่อาศัยหนาแน่น และไม่ใช่เพียงแค่ทำแผนที่หรือเป็นเพียงแนวคิดเชิงผังเมืองเท่านั้น แต่เมืองที่ดีไม่ควรออกแบบเพียงแค่พื้นที่ แต่ต้องออกแบบให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้คนด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...