"ทนายเจมส์" เปิดข้อกฎหมาย กรณี "ลำไย ไหทองคำ" ถูกเรียกเงิน 2 ล้าน อาจมีความผิดเข้าข่ายรีดทรัพย์
“ทนายเจมส์” เปิดข้อกฎหมาย กรณี “ลำไย ไหทองคำ” ถูกเรียกเงิน 2 ล้าน อาจมีความผิดเข้าข่ายรีดทรัพย์
จากกรณีร้อนแรงสนั่นโซเชียลสำหรับ “ลำไย ไหทองคำ” กับเรื่องที่ถูกแฟนแดนซ์เซอร์ชาย เรียกเงิน 2 ล้านบาท ล่าสุดด้าน “ทนายเจมส์” ได้ออกมาโพสต์ข้อกฎหมาย กรณีอดีตแฟนของแดนเซอร์ เรียกเงิน เพื่อจบเรื่องทั้งหมด โดยระบุว่า ลำไย อาจเข้าข่ายถูกรีเงิน ทั้งนี้ยังต้องรอความชัดเจนของข้อเท็จจริงก่อน
โดยได้ระบุข้อความว่า “มีคนสนใจอยากอ่านฎีกาฉบับย่อครับ เพื่อใช้เป็นแนวทางศึกษา แต่คำพิพากษาฎีกาฉบับดังกล่าวนี้ อาจจะใช้ไม่ได้กับกรณีที่เกิดขึ้นเป็นข่าวดังในขณะนี้นะครับ เนื่องจากข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนว่า มีการข่มขู่จะเปิดเผยความลับ คลิปลับ เพื่อรีดเอาทรัพย์ หรือเป็นการเสนอเงินให้เอง เพื่อยุติปัญหารักสามเส้า รอดูคำชี้แจงจากคู่กรณีอีกครั้งนะครับ
12685/2558 การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338 หมายความว่า การขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยเหตุการณ์ข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่บุคคลทั่วไป และเป็นข้อเท็จจริงที่เจ้าของความลับประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ ดังนี้ ความลับจึงไม่จำเป็นต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน หากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและเจ้าของข้อเท็จจริงประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นรู้ก็ถือว่าเป็นความลับแล้ว
จำเลยมีภริยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกับผู้เสียหายสมัครใจมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันมาประมาณ 1 ปี ข้อเท็จจริงที่จำเลยกับผู้เสียหายมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกันจึงเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นจริง
เมื่อเป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรมอันดีของประชาชน แสดงว่าผู้เสียหายประสงค์จะปกปิดไม่ให้บุคคลอื่นโดยเฉพาะภริยาจำเลยรู้เรื่องดังกล่าว เรื่องนั้นจึงเป็นความลับของผู้เสียหาย การที่จำเลยขู่เข็ญผู้เสียหายว่า “หากผู้เสียหายไม่นำเงินจำนวน 20,000 บาท มาให้จำเลยแล้วจำเลยจะนำเรื่องความสัมพันธ์ฉันชู้สาวระหว่างจำเลย ซึ่งมีครอบครัวแล้วกับผู้เสียหายไปเปิดเผยต่อบุคคลอื่น” จึงเป็นการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับของผู้เสียหาย ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 338 แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทบัญญัติดังกล่าว”
“จากกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้นนั้น ต้องบอกก่อนว่ามันจะมีความผิดอยู่สองส่วน โดยส่วนที่เป็นคดีอาญานั้น จะอยู่ในฐานความผิดที่เรียกว่ารีดเอาทรัพย์ นั่นหมายถึงการที่บุคคลคนหนึ่งรู้ความลับของบุคคลอื่น แล้วมีการไปขู่เข็ญให้จ่ายเงินเพื่อแลกกับการไม่เปิดเผยความลับ ซึ่งกรณีแบบนี้เรียกว่าการ รีดเอาทรัพย์ ซึ่งจะมีมีโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งถึง 10 ปี และ ปรับเป็นจำนวนเงิน 20,000 ถึง 200,000 บาท ซึ่งในส่วนนี้คือพื้นฐานความผิดของอาญา และในอีกส่วนหนึ่งคือ ถ้ามีความเสียหายในส่วนอื่นเกิดขึ้นอีกเช่น มีผลทำให้รายได้ของเขาลดลง หรือมีผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเขา ก็มีสิทธิ์ที่จะต้องจ่ายเงินคืนมากกว่า 2,000,000 ที่เคยเรียกเขาไป
ซึ่งจากกรณีดังกล่าวนั้นในความผิดทางอาญาไม่จำเป็นต้องมีการแฉในเรื่องความลับของทางฝ่ายผู้เสียหาย เพียงแค่ไปเรียกเงิน และมีการกล่าวอ้างว่าถ้าหากจ่ายเงินก็จะไม่มีการแฉเรื่องราวความลับต่างๆ เท่านี้ก็มีความผิดแล้ว ซึ่งกรณีแบบนี้เป็นการขู่เพื่อแลกกับการไม่แฉภาพลักษณ์คลิปลับ ซึ่งกรณีนี้เป็นความผิดทางอาญาทันที ซึ่งถ้าหากยังไม่มีการจ่ายเงินจะเป็นความผิดฐานพยายาม แต่ถ้าหากมีการจ่ายเงินแล้วเป็นความผิดสำเร็จโดยทันที
ในส่วนความผิดทางด้านผิดสัญญาทางแพ่งหรือการละเมิดนั้น ก็จะมีอยู่สองส่วน ในส่วนที่หนึ่งการที่คุณไปสัญญาว่าจะไม่เปิดเผยความลับแต่กลับมีการไปเปิดเผยความลับ ในส่วนนี้ก็จะต้องมีการคืนเงินจำนวนสองล้านบาทเพราะว่ามีการผิดสัญญา
ในส่วนที่สอง ถ้าหากทางฝ่ายคุณลำไยมีความเสียหายทางด้านชื่อเสียง มีการถูกแคนเซิลงาน และเสียหายทางด้านรายได้ ในส่วนนี้ทางฝ่ายคู่กรณีก็จะต้องมีการชดใช้เงินจำนวนดังกล่าวให้กับทางด้านคุณลำไย
ซึ่งจากกรณีดังกล่าวนั้นตนมีความเห็นส่วนตัวด้วยการวิเคราะห์จากทางสื่อต่างๆ ซึ่งในเรื่องข้อเท็จจริงนั้นตนเองไม่ทราบว่าทั้งสองฝ่ายมีการตกลงกันอย่างไร เพราะมันมีข้อมูลบางอย่างออกมาว่าการที่เขาขอเงินจำนวนสองล้านบาทไปนั้น เพื่อเป็นค่าความเสียหายต่อจิตใจของเขา ซึ่งตรงนี้มีข้อสังเกตอยู่อย่างหนึ่งคือการที่สามีภรรยาที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน และเป็นแค่แฟนกัน ไม่มีสิทธิ์ที่จะได้เงินตรงนี้