โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ความรุ่งเรืองและล่มสลายของ 'นิคมจีนเทา' ในเมียนมา กับประวัติศาสตร์ฉบับละเอียดยิบ

The Better

อัพเดต 10 ก.พ. 2568 เวลา 06.18 น. • เผยแพร่ 09 ก.พ. 2568 เวลา 10.20 น. • THE BETTER

การฉ้อโกงโทรคมนาคมในเมียนมา ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า 'ธุรกิจจีนเทาในเมียนมา' เริ่มต้นมาจากจากการกระทำผิดกฎหมายในภาคเหนือของเมียนมา ตอนแรกส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในพื้นที่โกกั้ง รัฐว้า เมืองลา และพื้นที่อื่น ๆ ในรัฐฉานตอนเหนือ และต่อมาลุกลามเข้าไปจังหวัดเมียวดีและพื้นที่อื่น ๆ ในรัฐกะเหรี่ยงทางตะวันออกของเมียนมา

นี่คือประวัติศาสตร์คร่าวๆ ของการเกิดขึ้นและรุ่งเรืองขึ้นมาของ 'ธุรกิจจีนเทาในเมียนมา'

1. กิจกรรมฉ้อโกงโทรคมนาคมเริ่มต้นครั้งแรกโดย 'แก๊งจินกวง' (金光党 หรือ พรรคแสงทอง) เดิมทีนั้นหมายถึงกลุ่มฉ้อโกงแบบดั้งเดิมในไต้หวันที่เคลื่อนไหวตั้งแต่ช่วงปี 1950 ถึง 1990 นอกจากนี้ยังเป็นกลุ่มฉ้อโกงกลุ่มแรกๆ ในไต้หวันอีกด้วย โดยวิธีการแรกๆ ที่แก๊งนี้ใช้หากินคือวิธีการ 'ตกทอง' ต่อมาก็พัฒนาเป็นการหลอกลวงด้วยการปั้นเรื่องโกหกเพื่อลวงเป้าหมายที่เป็นเหยื่อ ซึ่งเป็นรากฐานของวสแกมเมอร์ยุคปัจจุบัน จนกระทั่ง ในปี 1990 หลังจากถูกปราบปรามโดยรัฐบาลไต้หวันแก๊งนี้ค่อยๆหลบหนีไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ หลังจากแข็งแกร่งขึ้นมาในจีนพวกนี้ก็เริ่มอพยพไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยเฉพาะฟิลิปปินส์และประเทศในภูมิภาคแม่น้ำโขงเช่นกัมพูชาลาวและเมียนมา นอกจากแก๊งจินกวงแล้วยังมีพวกที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงรูปแบบต่างๆ รวมถึงธุรกิจพนันเข้ามาอาศัยพื้นที่เหล่านี้เพื่อทำมาหากิน เนื่องจากเป็น 'พื้นที่สีเทา' ที่อำนาจรัฐเอื้อมไปถึงได้ยาก หรือบางประเทศมีอำนาจรัฐที่ซื้อด้วยเงินได้ง่าย หนึ่งในแก๊งที่มีอิทธิพลที่สุดแก๊งหนึ่งในเอเชีย คือ 14K หรือ "ซันเหอฮุ่ย (三合会) ก็เข้ามายุ่งกับพื้นที่นี้

2. โดยเฉพาะประเทศเมียนมาอยู่ในภาวะสงครามมาเป็นเวลานานและพื้นที่ชายแดนส่วนใหญ่ถูกควบคุมโดยกองกำลังติดอาวุธท้องถิ่นชนกลุ่มน้อย ทำให้แก๊งต่างๆ สามารถอยู่ภายใต้การคุ้มกันของกองกำลังเหล่านี้ได้และกองกำลังเหล่านี้ก็ต้องการายได้ในการทำสงครามจึงคุ้มครองแก๊งพวกนี้ซึ่งค่อยๆ ใช้เมียนมาเป็นฐานในการวิวัฒนาการธุรกิจสแกมเมอร์ แต่พวกนี้ยังหากินกับความสีเทาเรื่องอื่นด้วย เช่นในปี 2019 เมียนมาได้เปิดตัวกฎหมายการพนันฉบับใหม่อนุญาตให้ชาวต่างชาติลงทะเบียนและดำเนินการคาสิโนในเมียนมาได้อย่างถูกกฎหมาย นี่จึงเป็นที่มาของการทำสแกมเมอร์แบบพนันออนไลน์ผิดกฎหมายตามมาด้วย นอกจากนี้ ยังมีการอนุมัติโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหญ่ เช่น ในพื้นที่ของจังหวัดเมียวดีในรัฐกะเหรี่ยง ซึ่งโดยฉากหน้าแล้วดูเหมือนจะเป็นโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่มันกลับถูกคนจีนบางกลุ่มใช้ประโยชน์เพื่อทำธุรกิจสีเทา และกองกำลังในพื้นที่รู้เห็นเป็นใจโดยที่รัฐบาลกลางไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวด้วย

3. พื้นที่โกกั้งในรัฐฉานตอนเหนือเป็นแหล่งกบดานสำคัญของแก๊งเหล่านี้ โดยมีสี่ตระกูลหลักที่ควบคุมโกกั้งเอาไว้ ได้แก่ ตระกูลไป๋ (白家) ตระกูลเว่ย (魏家) ตระกูลหลิว (刘家) และตระกูลหมิง (明家) ได้ก่อตั้งนิคมธุรกิจฉ้อโกงและคัดเลือกสมาชิกอาชญากรจากจีนแผ่นดินใหญ่เพื่อจัดตั้งกลุ่มฉ้อโกงเครือข่ายโทรคมนาคมโกกั้งในภาคเหนือของประเทศเมียนมา นอกจากนี้ยังมีนิคมธุรกิจฉ้อโกงโทรคมนาคมที่ได้รับการคุ้มครองโดยกลุ่มติดอาวุธชาติพันธุ์ในท้องถิ่นหรือองค์กรกองกำลังติดอาวุธในรัฐว้า เมืองลา, หมู่เจ้, ตั้นยาน และสถานที่อื่นๆ ในรัฐฉาน รวมถึงพื้นที่หุบเขาเมียวดีและชเวก๊กโกในรัฐกะเหรี่ยง นิคมและองค์กรฉ้อโกงที่มีชื่อเสียง ได้แก่ KK Park ใกล้เมืองเมียวดี และยังมีกลุ่มเหิงลี่ (亨利集团) ของตระกูลเว่ยในโกกั้ง, กลุ่มไป่เซิ่ง (百胜集团), กลุ่มชังเซิ่ง (苍胜集团), กลุ่มฝูลี่ไหล (福利来集团) ของตระกูลหลิวในโกกั้ง, กลุ่มซินไป่ลี่ (鑫百利集团) ของตระกูลไป่ในโกกั้ง และมีกลุ่มคฤหาสน์เสือหมอบ (臥虎山莊) และอื่นๆ ในโกกั้ง

4. จากการสอบสวนของนักข่าวสำนักข่าว Deutsche Welle พบว่าผู้อยู่เบื้องหลังกลุ่มฉ้อโกงบางกลุ่มเป็นชาวจีน เช่น หวางอี้เฉิง (王益承) นักธุรกิจชาวจีน, หัวหน้าแก๊ง 14K ของมาเก๊า คือ อิ่นกั๋วจวี (尹国驹) และคนอื่นๆ คนเหล่านี้เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง KK Park และกิจกรรมอื่นๆ กลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ให้การปกป้องด้วยอาวุธแก่นิคมธุรกิจฉ้อโกงแห่งนี้ โครงการธุรกิจฉ้อโกงเหล่านี้มีเสียงครหาว่าเกี่ยวข้องกับทางการจีน แต่ความจริงก็คือเจ้าหน้าที่จีนเคยยกย่องโครงการนิคมธุรกิจในหุบเขาเมียวดีว่าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ One Belt, One Road แต่ภายหลังทางการจีนได้ถอนตัวออกจากโครงการนี้หลังจากถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการพนันขนาดใหญ่และการฉ้อโกงด้านโทรคมนาคม และหลังจากความลับของนิคมเหล่านี้ถูกเปิดโปง รัฐบาลประชาธิปไตยของเมียนมาก็สั่งให้ดำเนินการสอบสวนด้วย อย่างไรก็ตาม เพราะความขัดแย้งภายในของเมียนมา ทำให้นิคมพวกนี้ยังดำรงอยู่ต่อไปได้พร้อมกับขยายตัวด้วยการล่อลวงคนจีนมาทำงานเป็นสแกมเมอร์เพื่อหลอกลวงคนจีนด้วยกัน

4. นับตั้งแต่การรัฐประหารในเมียนมาในปี 2021 ความขัดแย้งของสงครามกลางเมืองที่ยืดเยื้อในเมียนมาทวีความรุนแรงขึ้น กลุ่มติดอาวุธต่างๆ เข้าร่วมในสงครามกลางเมืองกับรัฐบาลทหารเมียนมา และการควบคุมของทางการเมียนมาในพื้นที่เมียนมาตอนเหนือและตะวันออกก็อ่อนแอลง กลุ่มฉ้อโกงโทรคมนาคมได้หลั่งไหลเข้ามาในเมียนมาตอนเหนือ ซึ่งค่อยๆ กลายเป็นพื้นที่หลักสำหรับการฉ้อโกงโทรคมนาคม การพนันและการฉ้อโกงโทรคมนาคมค่อยๆ กลายเป็นอุตสาหกรรมเศรษฐกิจในโกกั้ง รัฐว้า และเมืองลา พวกนี้จ่ายภาษีและค่าธรรมเนียมให้กับกองกำลังท้องถิ่น และกองกำลังท้องถิ่นในเมียนมาตอนเหนือยังจัดหาโครงสร้างพื้นฐาน ใบอนุญาตธุรกิจ และการรับประกันความปลอดภัยให้กับกลุ่มฉ้อโกงโทรคมนาคม ในอดีตเขตปกครองตนเองโกกั้ง กองกำลังที่มีอำนาจในท้องถิ่นได้จัดตั้ง "กลุ่ม" (集团) และ "บริษัท" (公司) เพื่อทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การพนันและการฉ้อโกงออนไลน์ สวนสาธารณะฉ้อโกงภายใต้ชื่อ "นิคมธุรกิจเทคโนโลยี" (科技园) และ "นิคมธุรกิจอัจฉริยะ" (智能园) ยังปรากฏในรัฐว้าและเขตปกครองพิเศษที่ 4 ของรัฐฉานตะวันออก เป้าหมายหลักคือการทำธุรกิจล่อลวงคนจีนในประเทศจีนและประเทศใกล้เคียง

5. ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีคนจีนได้ลงทุนสร้าง "เมืองอัจฉริยะแห่งใหม่" และ "นิคมอุตสาหกรรม" ใกล้กับเมียวดี ในปี 2023 จำนวนคนที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงด้านโทรคมนาคมในภาคเหนือและภาคตะวันออกของเมียนมามีจำนวนเพิ่มขึ้นถึงหลายหมื่นคน และจำนวนนิคมฉ้อโกงทั้งหมดเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 1,000 แห่ง โดยมีนิคมฉ้อโกงหลายร้อยแห่งใกล้เมียวดีเพียงแห่งเดียว ตามรายงาน คดีฉ้อโกงด้านโทรคมนาคมที่ทางการจีนเปิดเผยมากกว่า 60% ในแต่ละปีเกิดขึ้นในภาคเหนือของเมียนมา คือโกกั้ง รัฐว้า และพื้นที่อื่นๆ ของรัฐชาน จนสร้างความเสียหายให้แก่ปีะชาชนจีนที่ตกเป็นเหยื่ออย่างมาก ดังนั้นตั้งแต่ปี 2021 ตำรวจจีนได้เริ่มปราบปรามการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตในภาคเหนือของเมียนมา กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนได้เปิดตัวแคมเปญทั่วประเทศเพื่อโน้มน้าวผู้คนที่ติดค้างอยู่ในภาคเหนือของเมียนมาซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตให้กลับประเทศ ในปีนั้น ผู้คน 18,000 คนถูกสกัดกั้น และผู้คน 54,000 คนจากแหล่งฉ้อโกงในภาคเหนือของเมียนมาได้รับการศึกษาและโน้มน้าวให้กลับประเทศจีน

6. ในขณะที่ธุรกิจพวกนี้กำลังรุ่งเรือง ทางการจีนก็เริ่มเข้ามายุ่งเกี่ยวมากขึ้น เพราะการฉ้อโกงเหล่านี้ทำร้ายชาวจีนเป็นจำนวนมากจนไม่อาจนิ่งนอนใจได้ ทั้งพวกที่ถูกหลอกมาทำงานฉ้อโกงและคนจีนนับไม่ถ้วนที่ถูกหลอกเงินเก็บทั้งชีวิต แต่ทางการเมียนมาก็ยังบอกว่าปัญหานี้ไมได้รุนแรงอย่างที่สื่อรายงาน แต่ทางการจีนไม่คิดแบบนั้น เพราะเมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคม 2023 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน สำนักงานตำรวจแห่งชาติของประเทศไทย กองบัญชาการตำรวจเมียนมา และกระทรวงความมั่นคงสาธารณะของลาว ได้ร่วมกันจัดการประชุมเปิดตัวที่เชียงใหม่ เพื่อเปิดตัวการปราบปรามร่วมกันเป็นพิเศษต่ออาชญากรรมต่างๆ เช่น การฉ้อโกงการพนัน การค้ามนุษย์ การลักพาตัว และการกักขังที่ผิดกฎหมาย และได้ตัดสินใจร่วมกันจัดตั้งศูนย์ประสานงานที่ครอบคลุมสำหรับปฏิบัติการพิเศษในเชียงใหม่ ประเทศไทย และตั้งจุดปฏิบัติการร่วมกันในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการฉ้อโกงการและการพนัน

7. ต่อมารัฐว้าเริ่มตระหนักถึงพลังของจีนในการกวาดล้างธุรกิจฉ้อโกงในเมียนมาตอนเหนือ ว้าซึ่งรับความช่วยเหลือจากจีนมาโดยตลอดจึงเริ่มเปลี่ยนท่าที โดยเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2023 คณะกรรมการบริหารกิจการส่วนกลางของรัฐว้าได้ออกเอกสารภายในที่เรียกร้องให้มีการปราบปรามอาชญากรรมฉ้อโกงด้านโทรคมนาคมอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะการฉ้อโกงที่กำหนดเป้าหมายเป็นพลเมืองจีน ในเวลาเดียวกัน เจ้าหน้าที่จีนในกรุงปักกิ่งได้ออกคำขาดถึงเมียนมา โดยเรียกร้องให้เมียนมากำจัดศูนย์กลางการฉ้อโกง มิฉะนั้นจีนจะดำเนินการ หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2023 สำนักงานสอบสวนคดีอาญา กระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีน ได้ออกประกาศเสนอรางวัล 100,000 ถึง 500,000 หยวนสำหรับการจับกุมผู้นำการฉ้อโกงทางไซเบอร์ในภาคเหนือของเมียนมา 2 คน ได้แก่ เฉินเหยียนป่าน (陈岩板) หรือ เป่าเหยียนป่าน (鲍岩板) และเซี่ยวเหยียนไคว่ (肖岩块) หรือ เหอชุนเทียน (何春田) ซึ่งทั้งคู่ดำรงตำแหน่งด้านการบริหารในรัฐบาลรัฐว้า

8. แต่สถานการณ์ในโกกั้งกลับเลวร้ายลง เพราะเกิดกรณีวันที่ 20 เดือนตุลาคม (1020事件) โดยแต่เดิมนั้นมีชาวจีนหลายร้อยคนติดอยู่ในนิคมธุรกิจฉ้อโกงกลุ่มคฤหาสน์เสือหมอบ (臥虎山莊) หรือ "ว่อหู่จวง" ที่ควบคุมโดยตระกูลหมิง นำโดย หมิงเสวียชาง (明学昌) หนึ่งในผู้นำสี่ตระกูลใหญ่แห่งโกกั้ง ภายใต้แรงกดดันจากแคมเปญต่อต้านการฉ้อโกงของจีน กองกำลังติดอาวุธของตระกูลหมิงได้โยกย้ายนักฉ้อโกงชาวจีนไปยังที่อื่น บางคนพยายามหลบหนีในระหว่างกระบวนการ เจ้าหน้าที่ตำรวจลับของจีนที่ให้ความช่วยเหลือพลเมืองจีนเปิดเผยตัวตนและพยายามหยุดไม่ให้กองกำลังติดอาวุธของตระกูลหมิงเคลื่อนย้ายเพื่อหลบหนี แต่กลับถูกสังหารแทน พลเมืองจีนหลายคนเสียชีวิตในเหตุการณ์นี้ โดยสื่อต่างๆ รายงานยอดผู้เสียชีวิตแตกต่างกัน โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบชาวจีนเสียชีวิต 1 ถึง 4 คน และมีพลเมืองจีนเสียชีวิตประมาณ 70 ถึง 80 คน อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม 2024 ตำรวจเวินโจวที่ทำการสอบสวนคดีนี้กล่าวว่าเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 รายและบาดเจ็บ 4 ราย ซึ่งทั้งหมดเป็นเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฉ้อโกงทางไซเบอร์

9. หลังจากกรณี 1020 ภายใต้ความโกรธแค้นและแรงกดดันอย่างหนักของจีน ผู้นำโกกั้งตระกูลต่างๆ ต้องแสดงจุดยืนว่าพวกเขาจะเสริมสร้างการต่อสู้กับการฉ้อโกงออนไลน์และอาชญากรรมที่เกิดจากการฉ้อโกงออนไลน์ แต่มันสายไปแล้ว ในวันที่ 27 ตุลาคม กลุ่มติดอาวุธท้องถิ่นของชนเผ่าเมียนมา ในชื่อ 'ภราดรภาพสามพี่น้อง' (คือ AA ของอาระกัน, MNDAA ของโกกั้งฝ่ายตรงข้ามสี่ตระกูลใหญ่ และ TNLA ของชนชาติปะหล่อง) ได้เริ่มปฏิบัติการทางทหารร่วมกัน ชื่อปฏิบัติการ 1027 (วันที่ 27 เดือนตุลาคท) เพื่อต่อต้านเผด็จการทหาร และ "การปราบปรามการฉ้อโกงโทรคมนาคม" และจีนได้ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อกำจัดศูนย์การฉ้อโกงเครือข่ายโทรคมนาคมในรัฐฉานทางตอนเหนือที่ติดกับจีน พร้อมๆ กันนั้นจีนได้กดดันกองทัพเมียนมาบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับนิคมธุรกิจฉ้อโกงในโกกั้ง โดยเฉพาะกองกำลัง MNDAA ของโกกั้งฝ่ายตรงข้ามสี่ตระกูลใหญ่และได้รับการสนับสนุนจากจีน ระบุว่าสาเหตุของการโจมตีคือเพื่อช่วยเหลือจีนในการปราบปรามกลุ่มฉ้อโกงที่ดำเนินการโดยตระกูลใหญ่สี่ตระกูลในภาคเหนือของเมียนมา

10. ผลกระทบที่คาดไม่ถึงของปฏิบัติการ 1027 ก็คือทำให้รัฐบาลทหารเมียนมาที่นำโดยมิน ออง หล่าย สูญเสียการควบคุมภาคเหนือของเมียนมา และตระกูลใหญ่สี่ตระกูลและตระกูลหมิง ของหมิงเสวียชาง ซึ่งได้รับการปกป้องโดยกองทัพเมียนมาก็สูญเสียอำนาจในความขัดแย้งเช่นกันและจากแรงกดดันนี้ ในวันที่ 30 ตุลาคม รัฐบาลทหารพม่าบุกเข้าค้นคฤหาสน์เสือหมอบ และจับกุมสมาชิกแก๊งฉ้อโกงชาวจีน 700 คน ในวันเดียวกัน มิน อ่อง หล่าย หัวหน้ารัฐบาลทหารพม่า ยอมให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Phoenix TV ของจีนและยอมรับว่ารัฐบาลทหารพม่าไม่ได้ดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลต่อผู้นำแก๊งฉ้อโกงในภาคเหนือของเมียนมา เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม สมาชิกแก๊งฉ้อโกงชาวจีนอีก 300 คนในคฤหาสน์เสือหมอบที่หนีไปได้ก็ถูกจับกุมทั้งหมด จากนั้น ในคืนวันที่ 15 พฤศจิกายน ฝ่ายเมียนมาได้เริ่มปฏิบัติการจับกุมครอบครัวของหมิงเสวียชาง และตามรายงานของฝ่ายเมียนมา หมิงเสวียชาง "ฆ่าตัวตาย" ระหว่างปฏิบัติการดังกล่าว เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน สมาชิกตระกูลหมิงที่เหลือถูกส่งตัวให้กับตำรวจจีนที่ท่าเรือหนานซานระหว่างจีน-เมียนมา

11. หลังจากนั้นกองทัพเมียนมาก็ให้ความร่วมมือกับจีนอย่างเต็มที่ เช่นเมื่อวันที่ 5 มกราคม 2024 จีนระบุว่าเมียนมาส่งตัวผู้ต้องสงสัยในคดีฉ้อโกงด้านโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ต 41,000 รายให้กับจีนในปี 2023 สำนักงานอัยการประชาชนสูงสุดของจีนระบุว่าได้มอบหมายคดีที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงด้านโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตในภาคเหนือของเมียนมาให้กับ 28 มณฑลของจีนเพื่อดูแล ซึ่งมีผู้เกี่ยวข้อง 45,000 ราย และเมื่อวันที่ 30 มกราคม ตำรวจเมียนมาร์ได้ส่งตัวผู้นำกลุ่มฉ้อโกงออนไลน์ 6 คน จากตระกูลหลักของโกกั้งไปให้จีน ได้แก่ ไป๋สั่วเฉิง (白所成), ไป๋อิงชัง (白应苍), เว่ยไหวเหริน (魏怀仁), หลิวเจิ้งเสียง (刘正祥), หลิวเจิ้งเม่า (刘正茂) และ สวีเหลาฟา (徐老发) เท่ากับทำลายแกนหลักของนิคมธุรกิจฉ้อโกงในเมียนมาตอนเหนือ หลังจากกำราบพื้นที่โกกั้งแล้ว ในเดือนมีนาคม 2024 ตำรวจจีนและเมียนมาได้ร่วมกันปฏิบัติการปราบปรามในพื้นที่หมู่เจ้เป็นครั้งแรก โดยจับกุมผู้ต้องสงสัย 807 รายที่กระทำการฉ้อโกงโทรคมนาคมข้ามพรมแดน ในจำนวนนี้ มีผู้ต้องสงสัยสัญชาติเมียนมา 455 รายและผู้ต้องสงสัยสัญชาติจีน 352 ราย ผู้ต้องสงสัยในคดีอาญาชาวจีน 352 รายถูกส่งตัวให้จีนเมื่อวันที่ 31 มีนาคม

12. ปฏิบัติการนี้ยังข้ามไปในลาวและกัมพูชาและรัฐชานตอนในที่ปกครองโดยพวกว้าด้วย โดยในเดือนเมษายน ตำรวจจีนและลาวร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน และผู้ต้องสงสัยรวม 250 รายที่ก่ออาชญากรรมการกรรโชกทรัพย์ทางแชทอนาจารข้ามพรมแดนและฉ้อโกงเครือข่ายโทรคมนาคมถูกส่งตัวให้ตำรวจจีน และต่อมาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2024 มีรายงานจากสื่อของทางการจีนว่ากระทรวงความมั่นคงสาธารณะของจีนได้เสริมกำลังปฏิบัติการบังคับใช้กฎหมายกับหน่วยงานท้องถิ่นในเมียนมา ปฏิบัติการดังกล่าวสามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงโทรคมนาคมได้ 1,079 รายในเมืองตางยาง ประเทศเมียนมาอันเป็นของพวกว้าได้เป็นครั้งแรก โดย 763 รายเป็นผู้ต้องสงสัยชาวจีน รวมถึงผู้หลบหนีคดีออนไลน์ 69 ราย เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ผู้ต้องสงสัยชาวจีนและสิ่งของที่เกี่ยวข้องในคดีทั้งหมดถูกส่งมอบให้กับจีน จนถึงขณะนี้ ผู้ต้องสงสัยชาวจีนที่เกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงถูกจับกุมแล้วมากกว่า 53,000 ราย สถานีโทรทัศน์ CCTV ของทางการจีนระบุว่า "ศูนย์ฉ้อโกงออนไลน์ทั้งหมดในภาคเหนือของเมียนมาถูกกำจัดหมดแล้ว" ในเดือนเดียวกันนั้น กัมพูชาได้ส่งตัวพลเมืองจีนชุดแรกจำนวน 240 รายที่ต้องสงสัยว่าก่ออาชญากรรมการพนันและการฉ้อโกงกลับจีน

13. อย่างไรก็ตาม แม้จะปราบ 'จีนเทา' ในเมียนมาตอนเหนือได้สำเร็จแล้ว แต่พวกองค์กรอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องได้ค่อยๆ รวมตัวกันและย้ายไปยังเมียนมาตะวันออกโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่เมียวดี ศูนย์การฉ้อโกงโทรคมนาคมขนาดใหญ่ที่กระจายอยู่ในพื้นที่และกิจกรรมผิดกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การค้ามนุษย์ การค้ายาเสพติด การฟอกเงิน และการลักลอบขนของ ยังคงดำเนินการอยู่ แต่ในไม่ช้าก็จะเกิดกรณี 'หวางซิง' ที่ทำให้จีนยื่นมือเข้ามาในพื้นที่นี้ได้ในที่สุด หลังจากที่เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2025 นักแสดงชาวจีน หวางซิง หรือ 'ซิงซิง' ขาดการติดต่อที่บริเวณชายแดนไทย-เมียนมา และถูกกลุ่มมิจฉาชีพหลอกล่อไปยังนิคมธุรกิจฉ้อโกงในเมียวดี ทางตะวันออกของเมียนมา เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลอย่างกว้างขวางในหมู่ประชาชนชาวจีนเกี่ยวกับการฉ้อโกงทางโทรคมนาคมและอินเทอร์เน็ตในเมียนมาตะวันออก และนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างจีนกับไทยเพื่อปราบนิคมฉ้อโกงที่มีฐานที่มั่นในเมียวดี โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม กระทรวงความมั่นคงสาธารณะเปิดเผยรายละเอียดของคดีหวางซิงและระบุชื่อแหล่งฉ้อโกงออนไลน์หลายแห่งในเมียวดี รวมถึงนิคมธุรกิจอพอลโล (阿波罗), นิคมหวนย่า (阿波罗) และนิคมข่ายเสวียน (凯旋) กระทรวงความมั่นคงสาธารณะระบุว่าตำรวจจีนและไทยกำลังร่วมกันดำเนินการสืบสวนคดีค้ามนุษย์ข้ามพรมแดนที่เกี่ยวข้องและจับกุมผู้ต้องสงสัยในคดีอาญา

14. เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2025 ประเทศไทยประกาศว่าจะตัดกระแสไฟฟ้าไปยังนิคมทั้ง 5 แห่งบนฝั่งเมียนมาบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงด้านโทรคมนาคมและอาชญากรรมข้ามชาติในเมียนมา และเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์เช่นกัน ลาวประกาศว่าจะจำกัดการจ่ายกระแสไฟฟ้าไปยังเขตท่าขี้เหล็กของเมียนมา เพื่อปราบปรามการฉ้อโกงด้านโทรคมนาคมข้ามชาติเช่นกัน และต่อมาเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ เหยื่อของแหล่งฉ้อโกงออนไลน์เมียวดีในเมียนมาจำนวน 61 รายได้รับการช่วยเหลือ ซึ่งรวมถึงชาวจีน 39 รายด้วย แต่สงครามกับกลุ่มฉ้อโกงยังไม่สิ้นสุด เพราะอาจเรียกได้ว่าเป็นแค่การเริ่มต้นของประเทศไทยอย่างเต็มรูปแบบในปฏิบัติการที่นำโดยจีน ซึ่งในตอนนี้ครอบคลุมเกือบทุกประเทศที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มฉ้อโกงจนเกือบมหดแล้ว และไทยเป็นประเทศล่าสุด "ที่ต้องร่วมมือด้วย"

โดยทีมข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - 中国驻缅甸大使馆

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...