กำแพงภาษีทรัมป์ ฉุดธุรกิจซึม แรงส่ง “ธุรกิจสินเชื่อ” โตสวนเศรษฐกินผันผวน
“เอ็กซ์สปริง” มอง แรงกดดันกำแพงภาษี “ทรัมป์” อาจฉุดธุรกิจดิ่งเหวชั่วข้ามคืน หันซบบริษัทสินเชื่อ XPG เคาะงบปี 68 “หมื่นล้าน” ขยายพอร์ตสินเชื่อ 6-7 พันล้านบาท กระจายลงทุนวงเงิน 3 พันล้านบาทลงน้ำหนักลงทุน F&B สร้างรายได้ที่มั่นคงกระจายความเสี่ยงธุรกิจการเงินที่ผันผวนสูง ล็อกเป้ารายได้ทั้งปีแตะ 1.1 พันล้าน
นางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับการเงินธนาคาร ว่า ปี 2568 ภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดหุ้นอาจ “แย่ลง” กว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะมาตราการภาษีของ “โดนัลด์ ทรัมป์” ที่อาจพลิกให้ผู้ประกอบการหลายรายที่เคย “ดี” กลายเป็นมีปัญหาชั่วข้ามคืน
โดยเซ็กเตอร์ที่คาดว่าจะโดนผลกระทบแน่นอน เช่น นิคมอุตสาหกรรม ที่เคยเป็นดาวรุ่งจากการที่จีนย้ายฐานการผลิตเข้ามา แต่วันนี้ภาษีทรัมป์ที่ตั้งใจเล็งเป้าประเทศที่รับผลิตและส่งออกจากจีนหนึ่งในนั้นคือ“ไทย” สิ่งที่ตามมาคือธุรกิจจีนที่เล็งย้ายฐานการผลิตมาไทยเพื่อเลี่ยงภาษีต้องทบทวนว่าไทยยังคุ้มค่าในการลงทุนย้ายฐานผลิตหรือไม่
ขณะที่บรรยากาศการลงทุนในปีนี้คาดว่าจะค่อนข้าง“ชะลอตัว” หลังจากทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งเปรียบเสมือนการเปิดสงครามการค้าทั่วโลก ส่งผลต่อเนื่องถึงภาคการลงทุนที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าสินทรัพย์ไหนที่คุ้มค่าในการลงทุน และอาจทำให้นักลงทุนบางส่วนวิ่งเข้าหา Government Bond เพราะดูเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย
อย่างไรก็ดีจากภาวะเศรษฐกิจผันผวนกลับส่งผลบวกให้ธุรกิจสินเชื่ออย่างเอ็กซ์สปริง แคปปิตอล หรือ XSpring ที่มีแนวโน้มจะเติบโตได้ดีจากลูกค้าที่เข้ามาขอสินเชื่อมากขึ้นในทุกเซกเตอร์ที่ได้รับแรงกดดันจากภาษีของทรัมป์และเศรษฐกิจชะลอตัว
“ธุรกิจของXPG เป็นที่ธุรกิจที่เติบโตได้ดีในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ยิ่งแบงก์เข้มงวดในการปล่อยกู้ยิ่งทำให้เรามีลูกค้ามากขึ้น แม้ว่าดอกเบี้ยจะสูงกว่าธนาคารก็ตาม โดยลูกค้าที่เข้ามาส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่ติดลิมิตกับแบงก์หรือธุรกิจที่อยู่ลิสต์เซกเตอร์ที่แบงก์ลดการปล่อยกู้
อีกกลุ่มคือธุรกิจที่ได้รับบาดเจ็บจาก “ตลาดหุ้นกู้” ที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ซึ่งแต่เดิมมีทางเลือกในการกู้แบงก์หรือออกหุ้นกู้ถูกตัดท่อน้ำเลี้ยงส่งผลต่อเนื่องให้ธุรกิจสะดุด”
อย่างไรก็ตามผู้บริหารยอมรับว่าบริษัทเองต้องระมัดระวังในการปล่อยกู้ด้วย โดยพิจารณาจากความสามารถในการชำระหนี้ หรือมีแอสเสทวางค้ำประกัน
ทั้งนี้ XPG มีเงินทุนสำหรับเดินธุรกิจปีละ“1 หมื่นล้านบาท” สำหรับแบ่งพอร์ตลงทุนใน 2 ส่วนคือ1 ธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งขยายตัวจากระยะแรกของการทำธุรกิจ 2-3 พันล้านบาทขึ้นมาแตะ 6-7 พันล้านบาทในปี 2567 และในปี 2568 นี้ บริษัทมองว่าเป้าหมายพอร์ตสินเชื่อ 6-7 พันล้านบาทยังเป็นเลเวลที่ XPG น่าจะทำได้ จากลูกค้าที่คาดว่าจะเข้ามาเพิ่มขึ้น 10-15% จากภาวะเศรษฐกิจที่ดูเหนื่อยบวกกับเริ่มมีฐานลูกค้าในมือ
ขณะเดียวกันมีเป้าขยายพอร์ต “ไพรเวท เครดิต” ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้ XPG มีรายได้มากขึ้นและมีวงเงินที่สามารถลงทุนเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งในปี 2567 ที่ผ่านมาสามารถปิดดีล ไพรเวท เครดิตที่ 3-4 ดีล สำหรับปี 2568 นี้คาดว่าจะมี Private Placement หลายคนที่สนใจเข้ามาจอยปาร์ตี้ ดังนั้นปีนี้คาดว่าน่าจะปิดดีล ไพรเวท เครดิต ได้ที่ 10 ดีลขึ้นอยู่กับโฟลว์ที่เข้ามากู้ด้วย
“รายได้จากดอกเบี้ยจะมาจาก 2 ส่วนคือ จากการปล่อยกู้รายใหญ่ B2B ซึ่งไม่มี NPL และรายได้ดอกเบี้ยธุรกิจ AMC หรือเก็บหนี้ลูกค้า ซึ่งค่อนข้างเหนื่อยเพราะหนี้ครัวเรือนของคนไทยสูงกว่า 90% เราใช้วิธีเปิดการเจรจาผ่อนน้อย - พักดอกเบี้ย ทำให้ลูกค้ามีกำลังใจในการผ่อน เพื่อให้ลูกค้ายังอยู่กับเราเพราะท้ายที่สุดเราต้องการเงินคืนครบ”
2 การลงทุน (Investment Income) ซึ่งจะใช้งบราว ๆ 3,000 ล้านบาทในการลงทุนต่อเนื่องทั้งการซื้อหุ้นกู้, พันธบัตร, ดิจิทัล แอสเสท อย่างโทเค็นเพื่อสร้างรีเทิร์นให้บริษัท และอีกส่วนคือลงทุนในธุรกิจที่มีอนาคต คืออยู่ในเทรนด์ upcoming และมี potential ในการเข้าตลาดหลักทรัพย์
“หลักการคือเลี้ยงธุรกิจที่ดูมีอนาคตแล้วส่งต่อให้ บล.กรุงไทย เอ็กซ์สปริง เป็น IB นำเข้าตลาดหลักทรัพย์ บางธุรกิจเทรดเซลล์ หรือ M&A โดยธีมหลักในการลงทุนจะเน้น 3 ธีมคือ Green Energy พลังงานทางเลือก, FinTechผ่านกองทุน และ Customer-Centric เช่น ธุรกิจออกกำลัง, ธุรกิจอาหาร
รูปแบบการลงทุนคือเข้าไปแชร์หุ้น-เพิ่มทุน แต่ไม่ซื้อหุ้นเดิมและไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารธุรกิจของเจ้าของแต่ซัพพอร์ตคอนเนคชั่นและหลังบ้านที่ยังขาด”
ทั้งนี้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา XPG เข้าไปลงทุนในธุรกิจพลังงานทางเลือกค่อนข้างเยอะ ซึ่งปีนี้น่าจะได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนของนโยบายภาษีและนโยบายพลังงานของสหรัฐฯ ดังนั้นอาจลดความสนใจลงเพราะเป็นเซกเตอร์ที่มีความเสี่ยง
“ที่ผ่านมาเราขยายการลงทุนไปยังธุรกิจ F&B ผ่านการลงทุนใน บริษัท กินดื่ม จำกัด (KINDUEM) ซึ่งบริหารแบรนด์ดังอย่าง BEANS Coffee Roasters, AROI, DEAN & DELUCA, REES, THAI THAI EATERY และ UMAMI Japanese Izakaya
ปีนี้เรามองว่าธุรกิจที่มีโอกาส คือธุรกิจที่เกี่ยวกับ Customer-Centric เพราะแม้เศรษฐกิจไม่ดีแต่คนยังต้องกินต้องใช้ เป็นตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพในการเติบโตต่อเนื่อง สามารถสร้างรายได้ที่มั่นคง และช่วยกระจายความเสี่ยงจากธุรกิจการเงินที่มีความผันผวนสูง และยังเป็นธุรกิจที่บริษัทใหญ่มองหาแต่เราต้องเลือกแบรนด์และโลเคชั่นที่เป็น Strategics Location”
อย่างไรก็ดีปี 2567 ที่ผ่านมา XPG ปิดรายได้ที่ 911 ล้านบาท เติบโต 34% จากปี 2566 กำไร 161 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 51% และในปีนี้ตั้งเป้ารายได้ราว ๆ 1.1 พันล้านบาท โดยคาดว่ารายได้หลักยังคงมาจากธุรกิจสินเชื่อ ที่ยังคงมีลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจเข้ามาขอสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ทั้ง เรียลเอสเตท พลังงาน และนิคมอุตสาหกรรม โดยปีที่ผ่านมา XPG สามารถทำรายได้จากดอกเบี้ยสูงถึง 568 ล้านบาทนับเป็น 64% ของรายได้รวม