โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ควายปลักทะเลน้อย มรดกโลกเกษตร ใบเซอร์อนุรักษ์-ปลุกท่องเที่ยว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 08 พ.ย. 2565 เวลา 03.05 น. • เผยแพร่ 08 พ.ย. 2565 เวลา 00.25 น.

เป็นอีกหนึ่งข่าวดีกับกรณี กรรมการที่ปรึกษาทางด้านวิทยาศาสตร์ (Scientific Advisory Group : SAG) องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ FAO ประกาศให้ ระบบการเลี้ยงควายปลักพื้นที่ทะเลน้อย ในจังหวัดพัทลุง และสงขลา เป็นพื้นที่มรดกโลกทางการเกษตร แห่งแรกของไทย (Globally Important Agricultural Heritage System : GIAHS) ในการประชุมวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

หลังจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และจังหวัดพัทลุงได้ยื่นขอรับรองและขึ้นทะเบียนให้ระบบการเลี้ยงควายปลัก หรือควายน้ำ ในพื้นที่ชุ่มน้ำของทะเลน้อยเป็นมรดกโลกทางเกษตรของไทย จาก FAO โดยคณะกรรมการได้เดินทางมาประเมินในพื้นที่ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา กระทั่ง FAO ได้ประกาศผลการขึ้นทะเบียน

ในการพิจารณาเรื่องนี้ทาง FAO ได้กำหนดหลักเกณฑ์ที่สำคัญ คือเป็นระบบการใช้ที่ดินที่โดดเด่นและมีภูมิทัศน์ที่อุดมไปด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการพัฒนาร่วมกันระหว่างการปรับตัวของชุมชนที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ความจำเป็น และแรงบันดาลใจเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (เป็นระบบที่มีชีวิต-พัฒนา) มี 5 ข้อสำคัญได้แก่

1.ความมั่นคงอาหาร หรือมีชีวิตความเป็นอยู่ดี 2.ความหลากหลายทางชีวภาพเกษตร 3.ระบบความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่น มีมาแต่ดั้งเดิม 4.วัฒนธรรม ระบบคุณค่า และองค์กรทางสังคม และ 5.ลักษณะภูมิทัศน์ และภูมิทัศน์ทางทะเล

ส่วนความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมนั้น แนวคิดหลักของ GIAHS เป็นระบบที่มีชีวิต-พัฒนา กล่าวคือ เป็นการอนุรักษ์ที่สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ที่อนุญาตให้มีการพัฒนาให้ทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและประเด็นท้าทายของโลก อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภัยธรรมชาติ เพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์ ปกป้องฟื้นฟูวิถีการทำเกษตร ปกป้องอนุรักษ์ทรัพยากรทางชีวภาพ และระบบนิเวศ และส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทำให้มีความมั่นคงทางอาหารและความเป็นอยู่ที่ดีส่งต่อให้แก่คนในรุ่นถัดไป โดยใช้นวัตกรรม ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา

การเลี้ยงควายปลักและระบบนิเวศในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จ.พัทลุง และ จ.สงขลา ที่ได้เป็นพื้นที่มรดกโลกด้านการเกษตร จะเกิดประโยชน์กับไทย อาทิ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ จะสร้างรายได้และการจ้างงานให้กับคนในพื้นที่ ยกตัวอย่าง หลังได้รับการขึ้นทะเบียน GIAHS เศรษฐกิจชุมชนในประเทศจีนมีรายได้เพิ่มขึ้น 30% และญี่ปุ่น 50% และการได้รับการยอมรับในผลิตภัณฑ์ เกษตรกรสามารถขายสินค้าได้ราคาเพิ่มขึ้น เนื่องจากพื้นที่นี้ได้รับการรับรองเป็น GIAHS ทำให้มั่นใจว่าสินค้าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เป็นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน

สำหรับพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GIAHS ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 จนถึงปัจจุบัน มีพื้นที่ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 72 พื้นที่ จาก 23 ประเทศ โดยในทวีปเอเชียมีมากถึง 47 พื้นที่ จาก 8 ประเทศ 1 เขตดินแดนพิเศษ ได้แก่ ไทย จีน ญี่ปุ่น อินเดีย เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ บังกลาเทศ ศรีลังกา และ เขตดินแดนพิเศษชัมมูและกัศมีร์

อมรรัตน์ กาวชู เกษตรและสหกรณ์จังหวัดพัทลุง ประธานประชุมเตรียมพร้อมประเมินพื้นที่ของคณะกรรมการ เพื่อขอรับรองให้ระบบการเลี้ยงควายปลักในพื้นที่ชุ่มน้ำของทะเลน้อย เป็นมรดกโลกทางการเกษตร (GIAHS) ของไทย กล่าวว่า คณะกรรมการ FAO ที่เดินทางมาไทยช่วงก่อนหน้านี้จะพิจารณาสภาพสิ่งแวดล้อมโดยรวมของพื้นที่ชุ่มน้ำเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เช่น ด้านวิถีการทำเกษตร การใช้สารเคมีในพื้นที่ แผนการบริหารจัดการมลพิษทางน้ำ และความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่ รวมถึงได้รับฟังการนำเสนอระบบการเลี้ยงควายในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อย จากเกษตรกรผู้เลี้ยงควายโดยตรง เพื่อนำข้อมูลประกอบการพิจารณา การขึ้นทะเบียนประสบผลสำเร็จครั้งนี้ ควายปลักหรือควายน้ำทะเลน้อยจึงเป็นปศุสัตว์ชนิดแรกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกเกษตรโลก

การขึ้นทะเบียนมรดกเกษตรโลกจะช่วยให้เกิดประโยชน์ในหลายด้าน เป็นหนทางส่งเสริมการอนุรักษ์ ปกป้องฟื้นฟูวิถีการทำเกษตรให้เป็นแหล่งอาหารเกิดความมั่นคง ลูกหลานไม่อดอยาก ปกป้องอนุรักษ์ทรัพยากรทางชีวภาพ ส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรอย่างยั่งยืน ทำให้เกิดการผลิต ก่อให้เกิดตลาด โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศสมาชิกที่เข้าร่วมมรดกเกษตรโลก ส่งผลให้เกษตรกรซื้อขายได้ราคาสูงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่ยังไม่ผ่านการขึ้นทะเบียน ทำให้เกิดการฟื้นฟู กลายเป็นแหล่งอาหาร และแหล่งท่องเที่ยว สร้างความมั่งคั่งยั่งยืนให้เกษตรกร และชุมชน

“ส่วนเหตุผลที่เลือกควายปลัก มาจากการสำรวจบัญชีการขึ้นทะเบียนมรดกเกษตรโลก ปรากฏว่าใน 52 ชนิดของสัตว์และพืชที่ได้รับการขึ้นทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2558 ไม่มีประเทศไหนเลยที่ยื่นขอนำควายปลัก (ควายน้ำ) มาขึ้นทะเบียนมรดกเกษตรโลก และยังพบอีกว่าประเทศอื่นๆ ไม่มีควายน้ำเหมือนอย่างที่ จ.พัทลุง แม้จะดำน้ำได้ แต่ดำได้ไม่อึดทนนานเหมือนควายปลักของไทยที่ดำนานถึงเกือบ 20 วินาที

“ปัจจุบันควายที่เกษตรกรเลี้ยงในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย เป็นของเกษตรกร ต.ทะเลน้อย และ ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุง และของเกษตรกร ต.บ้านขาว อ.ระโนด จ.สงขลา ประมาณ 3,500 ตัว” อมรรัตน์กล่าว

ปัจจุบันพื้นที่ชุ่มน้ำของทะเลน้อยที่มีเนื้อที่กว่า 17,500 ไร่ เป็นส่วนหนึ่งของทะเลสาบสงขลา มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ครอบคลุมจังหวัดพัทลุง และสงขลา เป็นอีกหมุดหมายหนึ่งของนักท่องเที่ยว

นริศ ขำนุรักษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สะท้อนว่า ยังมีความน่ากังวลอยู่ คือปริมาณประชากรควายน้ำลดลงทุกปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งปีที่มีน้ำท่วมใหญ่ ควายน้ำแม้จะมีทักษะในการว่ายน้ำสูงแต่ก็จะต้องมีที่ให้ยืนพัก มีลักษณะเป็นดินนุ่มๆ หรือเรียกว่าปลักควายด้วย หากต้องยืนอยู่บนพื้นถนน ที่เป็นพื้นที่แข็งนานๆ จะป่วย อ่อนแรง และมีโอกาสตายสูง

“ปัจจุบันปริมาณควายน้ำรอบทะเลสาบสงขลาน่าจะเหลือแค่กว่า 1,000 ตัว จากปริมาณเฉลี่ยที่ผ่านมาจะอยู่ที่ราว 3,000 ตัว ผลจากเกิดอุทกภัย แต่ละปีมีควายน้ำตายเพราะน้ำท่วมเป็นจำนวนมาก และหลังจากนี้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางการเกษตร ก็ควรมีการส่งเสริมระบบการเลี้ยงควายน้ำ ควรอนุรักษ์ควายในพื้นที่อย่างจริงจัง เพื่อทำให้เกิดเรื่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ด้วย” นริศกล่าวทิ้งท้าย

การขึ้นทะเบียนระบบการเลี้ยงควายปลักพื้นที่ทะเลน้อย นอกจากจะส่งผลดีต่อการอนุรักษ์ วิถีเกษตรกรของไทยแล้ว ยังจะดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาเยือนเพิ่มมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...