โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

VGI ไฮซีซันเทงบโฆษณา แห่จองพื้นที่สื่อOOHพุ่ง

ทันหุ้น

อัพเดต 22 พ.ย. 2565 เวลา 11.00 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2565 เวลา 11.00 น.

#VGI #ทันหุ้น - VGI มองรายได้ไตรมาส 3/65/66 (ต.ค.-ธ.ค.65) เติบโตสูง หลังเข้าไฮซีซัน โควิดคลายตัวหนุนลูกค้าใช้จ่ายงบการตลาดผ่านสื่อเพิ่มขึ้น ฟุ้ง 2 เดือนสุดท้ายปีนี้งานแน่นมือ อัดฉีดงบอีก 200 ล้านบาท ขยายป้ายโฆษณาตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-สีชมพู คงเป้ารายได้ปีนี้แตะ 6.5-7 พันล้านบาท และ EBITDA margin มากกว่า 20%

นางสาวภิญญดา แสงศักดาหาญ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท วีจีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ VGI เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2565/2566 (ต.ค.-ธ.ค65) คาดว่าการเติบโตของรายได้ค่อนข้างสูงกว่าช่วงเดียวกันกับปีก่อน และไตรมาสก่อนหน้าที่มีรายได้อยู่ที่ระดับ 1,225 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 68 ล้านบาท เนื่องจากเข้าสู่ช่วงไฮซีซันของธุรกิจโดยเฉพาะสื่อนอกที่พักอาศัย (OOH) ที่ฟื้นตัวแรง

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2565 บริษัทมีงานในมือ (Backlog) เข้ามาจำนวนมาก สำหรับสื่อภายในอาคารสำนักงานนั้น ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันยังมีการฟื้นตัวที่ช้ากว่าคาด เพราะประชาชนบางส่วนยังมีการทำงานที่บ้าน (WFH) อย่างไรก็ตามบริษัทพยายามผลักดันงานส่วนนี้ต่อเนื่อง เพราะสื่อภายในอาคารสำนักงานมีความสามารถในการทำกำไร (margin) ค่อนข้างสูง

Rabbit Cashดีต่อ

ขณะที่ธุรกิจบริการชำระเงินที่บริหารงานโดยกลุ่ม Rabbit Cash ยังได้รับผลประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้โดยสารรถไฟฟ้า BTS ทำให้มีการเติบโตที่โดดเด่น ส่วน Rabbit Card ยอดการใช้งานรวมกว่า 15.6 ล้านใบ และ Rabbit LINE Pay มีการขยายตัวที่ดี ปัจจุบันมีสมาชิกรวม 10 ล้านราย ตามการขยายร้านค้าพันธมิตร รวมถึง Rabbit Cash ยังได้ขยายธุรกิจนายหน้าประกันภัยและธุรกิจสินเชื่อ ไปยังกลุ่มบริษัทภายในกลุ่ม BTS ไปเรียบร้อยแล้ว

ด้านธุรกิจการจัดจำหน่าย ต้องยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้คาดว่ารายได้ในส่วนธุรกิจนี้จะเติบโตน้อยกว่าประมาณการ ทั้งนี้ บริษัทจะเน้นกระตุ้นยอดขายเพื่อรักษาผลกำไรในธุรกิจนี้ไว้ ส่วนการเข้าลงทุนในบริษัท เนชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็นทูเทนเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ NINE (บริษัทย่อย) ในสัดส่วน 60%ที่ผ่านมาเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้นแล้วในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงเป้าหมายในปี 2565/2566 (เม.ย. 65-มี.ค. 66) จะมีรายได้รวมประมาณ 6,500-7,000 ล้านบาท และมีอัตรากําไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจําหน่าย (EBITDA margin) มากกว่า 20% ส่วนแผนการลงทุนบริษัทเตรียมเงินอีกราว 200 ล้านบาท รองรับการขยายพื้นที่โฆษณาตามแนวรถไฟฟ้าสายสีเหลือง และสายสีชมพู ซึ่งคาดจะสามารถเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2566 คาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้ในช่วงปี 2566-2567 ขณะเดียวกันบริษัทวางเป้าหมายจะรักษาระดับอัตรากำไรขั้นต้นให้อยู่ที่มากกว่า 40%ต่อเนื่องใน 2-3ปีข้างหน้า

OOHฟื้นตัว

บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเชิงบวกเล็กน้อยต่อพัฒนาการของบริษัท VGI โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ภาพธุรกิจสื่อมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 3/65/66 ซึ่งบริษัทชี้ว่าอัตราการใช้สื่อ (UR) ในช่วงไตรมาส 3 นี้ (ต.ค.-ธ.ค.65) จะมีแนวโน้มเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 50-55% เพิ่มขึ้นจาก 41% ในไตรมาส 2/65/66 ได้แรงหนุนมาจากการฟื้นตัวของผู้โดยสารรถไฟฟ้า BTS

Fanslink ที่ VGI ถือหุ้น 51%เผชิญความท้าทายในฝั่งห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์จากจีน และอยู่ในช่วงที่พยายามสร้างแบรนด์ของบริษัทเอง ผลจากห่วงโซ่อุปทานที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่อง บริษัทจึงเน้นไปที่การเพิ่มอัตรากำไรโดยการควบคุมต้นทุนและไม่ได้เน้นไปที่การเพิ่มรายได้ขณะที่ NINE สัดส่วนถือหุ้น 60%อยู่ในช่วงการปรับโครงสร้างธุรกิจจากธุรกิจสื่อเป็นธุรกิจค้าปลีก บริษัทยังมีผลขาดทุนในช่วงการเปลี่ยนผ่านและสร้างร้านค้า

กลยุทธ์ของบริษัท คือเน้น O2O (ออนไลน์สู่ออฟไลน์) แต่การ synergies ระหว่างธุรกิจของบริษัทยังเล็กน้อยมาก แต่บริษัทมองว่าการ synergies หรือการขายสินค้าระหว่างธุรกิจจะเพิ่มขึ้นเมื่อ OOH กลับสู่ระดับปกติที่ UR ระดับ 60-65% ดังนั้นจึงได้ปรับคาดการณ์กำไรปี 2566 ลงจากกำไรปกติที่ 16 ล้านบาท เป็นขาดทุนปกติที่ 310 ล้านบาท เพื่อสะท้อนต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากการโปรโมทแบรนด์บริษัทลูก Fanslink, Rabbit cash และ Rabbit care

รวมถึงผลขาดทุนจาก KEX มากขึ้น ฝ่ายวิจัยปรับคาดการณ์กำไรปี 2567 ลง 31% เพื่อสะท้อนฐาน SG&A ใหม่ อ้างอิงคาดการณ์ใหม่ของฝ่ายวิจัย โดยคาดผลประกอบการจะดีขึ้นเริ่มตั้งแต่ไตรมาส 3/2565/66 หนุนจากธุรกิจ OOH อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัยปรับคาดการณ์กำไรลงเพียงแค่ในปี 2566-67 และราคาเป้าหมายอ้างอิงวิธี DCF ซึ่งมูลค่าเกิดขึ้นในระยะยาว อีกทั้ง rollover TP ไปยังสิ้นปี 2567 จากกลางปี 2567 จึงคงคำแนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมายเดิมที่ 5.5 บาท

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...