โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

'SCBS' คาดไตรมาส 3 หุ้นไทยต่ำสุด แนะ 6 เทรนด์น่าลงทุน ท่ามกลางความเสี่ยงในอนาคต

MATICHON ONLINE

อัพเดต 17 ส.ค. 2565 เวลา 11.08 น. • เผยแพร่ 17 ส.ค. 2565 เวลา 11.08 น.

‘SCBS’ คาดไตรมาส 3 หุ้นไทยต่ำสุด แนะ 6 เทรนด์น่าลงทุน ท่ามกลางความเสี่ยงในอนาคต

เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม นายสุกิจ อุดมศิริกุล กรรมการผู้จัดการ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCBS กล่าวในงานสัมมนาพิเศษถอดรหัสลงทุน ยุคดอกเบี้ยขาขึ้น ในหัวข้อส่องเทรนด์ลงทุน…ฝ่าวิกฤตซ้อนวิกฤต ว่า ผลการฟื้นตัวเศรษฐกิจปี 2565 ไทยได้อานิสงส์จากเปิดประเทศ และช่วง 2 ปีที่ผ่านมาประชาชนมีเงินเก็บค่อนข้างเยอะ เนื่องจากมีสัดส่วนการออมเงินสูงขึ้น และเงินเหล่านั้นได้ถูกใช้จ่ายจึงเป็นเหตุให้เศรษฐกิจขยายตัว ซึ่งมองระยะถัดไปปัจจัย 2 ด้านนี้ลดลงจากปัญหาเงินเฟ้อยังรุนแรงต่อเนื่อง นอกจากนี้ การลงทุน หากเลือกลงทุนในสินทรัพย์ เช่น ตลาดหุ้น กองทุนต่างๆ ซึ่งนักลงทุนจะสามารถเลือกการลงทุนในบริษัทต่างๆ ที่สามารถต่อสู้กับสภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นท่ามกลางภาวะเสี่ยงหรือเลือกลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากกว่า

สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นช่วงครึ่งหลังปี 2565 คาดว่าไตรมาส 3 จะเป็นช่วงที่ตลาดหุ้นมีโอกาสต่ำสุด หากดูดัชนีหุ้นไทยที่ลดลงถึง 1,500 จุด แต่ปัจจุบันกลับสู่ 1,600 จุดแล้ว ถ้าเหตุการณ์ที่คาดการณ์เป็นจริง จึงเป็นไปได้ว่าเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาจะเป็นเดือนที่เลยจุดต่ำสุดไปแล้ว เนื่องจากเฟดขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในเดือนกันยายน และเงินเฟ้ออยู่ระดับ 8.5% ราคาน้ำมันสูงไม่ถึง 100 เหรียญต่อบาร์เรล อาจเป็นเดือนที่เป็นจุดต่ำสุด หรือไตรมาส 3 อาจมีโอกาสอยู่จุดต่ำสุด ซึ่งความเสี่ยงยังคงมีอยู่ช่วง 1-2 เดือนนี้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าไตรมาส 4 จะเป็นช่วงที่สถานการณ์ดีขึ้น เรื่องจากสภาวะเงินเฟ้อ สภาวะการขึ้นดอกเบี้ยจะผ่านช่วงเข้มข้นไปแล้ว ขณะที่ภาคธุรกิจไทยเองก็ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามามากขึ้นด้วย โดยประเมินเป้าดัชนี SET Index สิ้นปีนี้ไว้ที่ 1,650 จุด เคลื่อนไหวบริเวณ 1,500-1,750 จุด ซึ่งไม่คิดว่าจะลงต่ำกว่าระดับ 1,500 จุด เพราะได้มีการทดสอบภาวะวิกฤตต่างๆ ไว้แล้ว

ขณะที่เศรษฐกิจปี 2566 สำหรับประเทศพัฒนาแล้วเข้าสู่ช่วงชะลอตัวที่แรงขึ้น อัตราดอกเบี้ยทั่วโลกเริ่มทรงตัวและไม่มีโอกาสปรับลดลงหากเศรษฐกิจชะลอตัวแรงเกินคาด อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลงเข้าสู่ระดับที่ลดลง แต่สูงกว่าอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้นต่อเนื่องอาจไม่สูงเท่าปี 2565 เงินทุนมีโอกาสไหลเข้าตลาดเกิดใหม่หลังเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวและค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่า ขณะที่ราคาพลังงานเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังจากเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวและยุโรปมีการจัดการได้ดีขึ้น รวมถึงความเสี่ยงด้านนโยบายและความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจเปลี่ยนบรรยากาศการลงทุนให้กลับไปแย่ลง

เทรนด์สำหรับการลงทุน 6 เทรนด์ที่น่าสนใจ อาทิ 1. หุ้นที่มีอำนาจต่อรองด้านราคา เช่น McDonald, Starbuck, P&G, Tesla, Kimberly-Clark 2. พลังงานสะอาดและรถยนต์อีวี (EV) เช่น บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีทั้งการผลิตรถยนต์และแบตเตอรี่ TSLA, BYD บริษัทที่มีประสิทธิภาพในการผลิตแบตเตอรี่ขั้นสูง CATL, LG Chem บริษัทรถยนต์ดั้งเดิมที่มีการเปลี่ยนตัวเองเป็นรถยนต์ไฟฟ้าได้เร็ว Volkswagan, Ford เน้นพลังงานลบและให้โดเจนมากกว่าพลังงานแสงอาทิตย์ Vestas, Siemen, Air, Liquide 3.ตลาดหุ้นจีน เช่น บริษัทที่ได้ประโยชน์จากนโยบายสามสนุนจากภาครัฐในส่วน Dual Circulation, Clean Energy การฟื้นตัวหลังจาก Reopening ปัจจุบันอยู่ที่ 20% (US EU 80-90%) ของ ก่อนช่วงเกิดโควิด

4. ตลาดหุ้นอินโดนีเซีย เช่น การลงทุนในห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้าและแบตเตอรี่กลุ่มยานยนต์และกลุ่มเหมืองแร่ที่เป็น Nickel เน้นหุ้นที่มีการบริโภคภายในประเทศสูงซึ่งได้ประโยชน์จากขนาดประชากรและชนชั้นกลางที่เพิ่มขึ้น กลุ่ม Retail, Food 5.ESG คือการลงทุนในบริษัทที่มีความยั่งยืน เช่น บริษัทที่มีพัฒนาที่ดีในภาพเทคโนโลยี และได้ประโยชน์จากการลงทุนในพลังงานสะอาด Enel, Mercedes และ 6.หุ้นเทคโนโลยี เช่น บริษัทที่มีรายได้เยอะในรถยนต์ไฟฟ้า Data center และ Cloud computing การฟื้นตัวของบริษัทเทคโนโลยีต้นน้ำเร็วกว่าปลายน้ำ TSMC,ASML หลีกเลี่ยงบริษัทที่ผลิต PC และสมาร์ทโฟนที่ชะลอตัวลงเร็วมีความเสี่ยงการปรับประมาณการลง

“เวลาซื้อหุ้นหรือลงทุนในบริษัท อนาคตและกำไรเป็นส่วนสำคัญ แต่ย้ำว่าทุกๆ เทรนด์การลงทุนไม่ได้ซื้อลงทุนแบบเหมา แต่ต้องซื้อแบบเลือกรายธุรกิจและรายบริษัท” นายสุกิจกล่าว

นายสุกิจกล่าวว่า สำหรับวิธีการจัดสรรเงินลงทุนแบ่งตาม 4 วัฏจักรเศรษฐกิจ (Boom, Slowdown, Recession, Recovery) จะไม่เหมือนกัน ซึ่งแต่ละประเทศวัฏจักรเศรษฐกิจก็จะต่างกันไปด้วย ตอนนี้วัฏจักรเศรษฐกิจในยุโรปและแถบสหรัฐ กำลังเดินเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) แต่สำหรับวัฏจักรเศรษฐกิจของไทยอยู่ในช่วงของการฟื้นตัว (Recovery) ซึ่งวันนี้นักลงทุนส่วนใหญ่กังวลว่าเศรษฐกิจโลกจะเกิดภาวะถดถอย (Recession) ดังนั้น พอร์ตปัจจุบันจะลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาว และเริ่มลงทุนในหุ้นเติบโต ส่วนในภาวะการฟื้นตัว พอร์ตที่น่าจะเป็นคือลงทุนในตลาดหุ้น ตราสารหนี้เอกชนไฮยีลด์ หุ้นแวลูและหุ้น pricing power

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การลงทุน ต้องประเมินความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนสามารถรับความเสี่ยงได้มากหรือน้อย โดยความคาดหวังผลตอบแทนระดับปานกลาง เนื่องจากความเสี่ยงยังอยู่ในระดับสูงโดย 1.ถือเงินสดไว้บางส่วนเพื่อสภาพคล่องและสร้างโอกาส 2. เลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพท 3.ลงทุนในตราสารที่สร้างรายได้สม่ำเสมอ และมีเงินปันผล หรือดอกเบี้ย 4.ลงทุนในจังหวะที่มูลละค่าไม่แพง 5.เน้นธุรกิจที่มีอำนาจในการต่อรองราคา และ 6.บริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแรง โดยภาพดังกล่าวเป็นการลงทุนที่เสร็จไว้ในราคาไม่สูงและมีความเสี่ยงไม่สูงจะทำให้นักลงทุนมีความปลอดภัยท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...