“รัฐบาลทรัมป์” เผยแนวทางการบังคับใช้ภาษีนำเข้าชุดใหม่ พร้อมขู่ขึ้นภาษีอินเดีย
สหรัฐ เปิดแนวทางบังคับใช้ภาษีนำเข้าชุดใหม่ เพิ่มอัตราเฉลี่ยแตะ 15.2% พร้อมขู่ขึ้นภาษีอินเดีย เหตุซื้อน้ำมันรัสเซีย สำนักงานศุลกากรฯ ยืนยันสินค้าขึ้นเรือก่อนเส้นตายได้รับการยกเว้น
วันที่ 5 สิงหาคม 2568 เวลา 06.31 น. เว็บไซต์ Yahoo Finance รายงานว่า สหรัฐประกาศรายละเอียดการบังคับใช้มาตรการภาษีตอบโต้ชุดใหม่ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยสำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) ระบุว่า สินค้าที่ถูกขนขึ้นเรือก่อนเวลา 00.01 น. วันพฤหัสบดีตามเวลานิวยอร์ก จะได้รับการยกเว้นจากภาษีชุดใหม่นี้
มาตรการดังกล่าวจะส่งผลให้อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 15.2% จากระดับ 13.3% เดิม และสูงกว่าช่วงก่อนทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งในปี 2567 ซึ่งอยู่ที่เพียง 2.3% ตามการประเมินของ Bloomberg Economics
ในประกาศยังระบุข้อยกเว้นภายใต้ข้อตกลง USMCA (สหรัฐ-เม็กซิโก-แคนาดา) รวมถึงเว้นภาษีให้กับสิ่งของช่วยเหลือ เช่น อาหาร เสื้อผ้า และยาที่จัดสรรเพื่อการกู้ภัย พร้อมระบุบทลงโทษใหม่สำหรับสินค้าที่ถูกพิจารณาว่าใช้ transshipment หรือการส่งผ่านประเทศที่สามเพื่อหลบเลี่ยงภาษี โดยจะถูกเก็บภาษีในอัตราสูงถึง 40%
นโยบายภาษีดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนลดขาดดุลการค้าและส่งเสริมการผลิตในประเทศของทรัมป์ โดยรัฐบาลได้เลื่อนการใช้ภาษีตั้งแต่เดือนเมษายน เพื่อเปิดทางให้หลายประเทศเจรจาขอลดอัตราภาษี หนึ่งในนั้นคืออินเดียและสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งยังอยู่ระหว่างการเจรจาก่อนเส้นตาย
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ยังขู่ว่าจะขึ้นภาษีอย่างมีนัยสำคัญต่อสินค้านำเข้าจากอินเดีย หลังไม่พอใจที่นิวเดลียังคงนำเข้าน้ำมันราคาถูกจากรัสเซีย โดยเขากล่าวหาว่าอินเดียซื้อน้ำมันราคาถูก แล้วนำไปขายต่อในตลาดเปิดเพื่อทำกำไร พร้อมเตือนว่าการกระทำดังกล่าวอาจทำให้ต้องเผชิญกับภาษีตอบโต้ที่รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ตามอินเดียได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ โดยระบุว่าการซื้อน้ำมันจากรัสเซียเป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจระดับชาติ พร้อมชี้ว่าสหรัฐและสหภาพยุโรปเองก็ยังคงมีการค้ากับรัสเซียอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ข้อมูลจากสถานทูตอินเดียในมอสโกระบุว่าการค้าระหว่างอินเดีย-รัสเซียพุ่งแตะระดับ 6.87 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีสิ้นสุดมีนาคม 2568 เพิ่มขึ้นเกือบ 6 เท่าจากช่วงก่อนโควิด
นักวิเคราะห์ชี้ว่าหากตลาดเริ่มคาดการณ์การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เพิ่มขึ้น อาจช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินและการค้าในภาพรวม อย่างไรก็ตามความไม่แน่นอนจากภาษีชุดใหม่ของทรัมป์ ยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ภาคธุรกิจและนักลงทุนทั่วโลกต้องจับตา