โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เปิดใจ 'ธิษะณา ชุณหะวัณ' ความผิดพลาดใน 'อดีต' ก้าวต่อไปใน 'อนาคต'/เปลี่ยนผ่าน ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 ต.ค. 2564 เวลา 01.51 น. • เผยแพร่ 13 ต.ค. 2564 เวลา 01.51 น.

เปลี่ยนผ่าน

ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี

 

เปิดใจ ‘ธิษะณา ชุณหะวัณ’

ความผิดพลาดใน ‘อดีต’

ก้าวต่อไปใน ‘อนาคต’

 

“ธิษะณา ชุณหะวัณ” หรือ “แก้วตา” คือบุตรสาวของ “ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ” ทั้งยังเป็นหลานสาวของ “พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ” อดีตนายกรัฐมนตรี

คอการเมืองหลายรายเริ่มคุ้นเคยกับชื่อเสียงของ “แก้วตา ธิษะณา” มากขึ้น เมื่อเธอออกมาร่วมเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนตลอดช่วง 1-2 ปีหลัง

โดยมีบทบาทหลักอยู่ที่การผลักดันให้เกิด “ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”

อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้ เพิ่งมีผู้ “ขุดเฟซบุ๊กเก่า” ของทายาทรุ่นล่าสุดแห่งซอยราชครู แล้วนำข้อความที่เธอเคยโพสต์ “ด้อยค่า-แสดงความเกลียดชัง” กลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อช่วงต้นทศวรรษ 2550 มาเผยแพร่

นั่นส่งผลให้ธิษะณาถูกตั้งคำถามอย่างมากมาย ว่าภายใต้จุดยืนที่เอียงข้างประชาธิปไตยในปัจจุบันนั้น เธอยังมีแนวคิดละเลยสิทธิมนุษยชนดังเช่นเมื่อราวสิบปีก่อนหลงเหลืออยู่หรือไม่?

รายการ “เอ็กซ์-อ๊อก talk ทุกเรื่อง” ทางช่องยูทูบมติชนทีวีจึงไม่รอช้าที่จะเชิญแก้วตามาตอบคำถามดังกล่าว รวมถึงชวนสนทนาเรื่องอนาคตทางการเมืองของเธอ

 

: ตอนไปร่วมชุมนุมในฐานะคนเสื้อเหลือง และ กปปส.เวลานั้น คุณมีจุดยืน-อารมณ์ร่วมที่เข้มข้นขนาดไหน?

คือต้องเรียนอย่างนี้นะคะว่า ดิฉันก็ได้ไปเข้าร่วมในฐานะผู้ร่วมชุมนุมคนหนึ่ง ก็คือไปเป็นจำนวนนับให้เขา พูดง่ายๆ คือไปร่วมชุมนุม ไปเดินขบวน คุณพ่อก็ได้ขึ้นปราศรัยบนเวที ทั้งเวทีพันธมิตรและเวที กปปส. ทุกครั้งที่แกขึ้นปราศรัย (ตัวเอง) ก็จะเป็นกองเชียร์ ก็ไปด้วยกับแก

ถ้าเห็นรูปที่ถูกขุดมาก็จะมีคุณพ่อกับดิฉันที่ถ่ายกับคุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ข้างหลังเวที แล้วก็ภาพที่ดิฉันถ่ายคุณพ่อจากข้างล่างในกลุ่มผู้ชุมนุม ดิฉันกำลังนั่งชมปราศรัย แล้วก็ถ่ายคลิปวิดีโอระหว่างที่ท่านปราศรัย

: หมายความว่าคุณไปในฐานะผู้ร่วมชุมนุม ไม่ได้ไปในฐานะแกนนำ

ไม่ๆๆ แค่ไปร่วมชุมนุมเฉยๆ ไม่เคยขึ้นปราศรัย เพราะตอนนั้นก็อายุยังน้อยอยู่ด้วย แล้วก็อาจจะพูดไม่เก่งขนาดนั้น

: อีกด้านหนึ่ง ตอนนั้นคุณก็แสดงออกทางโซเชียลมีเดียด้วย

ใช่ค่ะ จริงๆ แล้ว ถ้าย้อนกลับไปดูสเตตัสเก่าๆ วันหนึ่งก็โพสต์ประมาณ 10-20 สเตตัส ตั้งแต่ตอนอายุ 17-18-19 ปัจจุบันนี้ ดิฉันอายุ 29 ปี แล้วก็กำลังจะอายุครบ 30 ในเดือนตุลาคม เพราะฉะนั้น ช่วงที่โพสต์สเตตัสที่ (ถูกขุด) ออกมา นั่นก็คืออายุ 18 ปี กำลังจะอายุ 19

แล้วช่วงนั้นก็จะเห็นได้ว่าก็เหมือนกับเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งน่ะค่ะ ก็จะโพสต์เกี่ยวกับความรักบ้าง เกี่ยวกับกิ๊กของแฟนเก่าบ้าง ซึ่งก็เป็นอะไรที่ค่อนข้างไร้สาระ

ถ้าเกิดสเตตัสอันที่คนอื่นเขาขุดมา มีอะไรที่ไม่สมเหตุสมผล ถ้าเป็นปัจจุบัน ดิฉันก็ขอไม่พูดอะไรแบบนั้น แต่ว่าตอนนี้ ดิฉันไม่สามารถกู้พาสเวิร์ดในเฟซบุ๊กอันนั้นมาได้ ตอนนี้ก็ประสบกับปัญหาพอสมควร

แต่ดิฉันก็พร้อมที่จะก้มหน้ารับผลกระทบ ที่มันตามมาจากการกระทำของดิฉัน

: ล่าสุดที่มีการขุดสเตตัสเก่าขึ้นมา โดยส่วนตัวมีอะไรอยากจะบอกสังคมไหมเกี่ยวกับสิ่งที่เราเคยทำ แม้เราจะเปลี่ยนจุดยืนไปแล้ว แต่คนจำนวนไม่น้อยเหมือนยังรับไม่ได้กับท่าทีแบบนั้น

ดิฉันน้อมรับกับทุกผลลัพธ์ที่จะตามมา แล้วก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับการให้อภัยจากสังคม แต่ขอเวลาพิสูจน์ความจริงใจของตัวเองที่ได้เรียนรู้ถึงข้อผิดพลาดในอดีต ผ่านการทำงานที่หนักที่สุดเท่าที่จะทำได้ในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ในการเรียกร้องประชาธิปไตยให้กลับมา

: จุดเปลี่ยนทางความคิดของคุณเกิดขึ้นตอนไหน? เหตุใดจึงตาสว่าง?

คือถ้าพูดถึงจุดเปลี่ยนจริงๆ การแสดงออกที่ต่อต้าน คสช. จริงๆ ก็คือตอนที่ฉันไปโหวตประชามติของรัฐธรรมนูญ 2560 ดิฉันก็ไปโหวตโน ก็คือไม่เห็นชอบ เพราะทราบมาว่าเป็นรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ แล้วก็ไม่ได้มีความยึดโยงกับประชาชน หมายความว่าประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการร่างรัฐธรรมนูญนั้นขึ้นมา ทราบว่ามันให้ประโยชน์กับ คสช.

: ในฐานะทายาทของตระกูลชุณหะวัณ จะทำงานการเมืองในระบบหรือจะเป็นนักเคลื่อนไหวต่อไป?

ที่ผ่านมา ดิฉันได้ตั้งต้นทำงานเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนน แล้วก็ได้ขึ้นเวทีปราศรัยหลายครั้ง ในเวทีคณะราษฎรที่หน้าสะพานเกียกกาย แล้วก็เวทีไทยไม่ทน 2-3 ครั้ง ในการรณรงค์ให้คนมาเข้าชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตอนที่เป็นแกนนำของกลุ่ม Re-Solution จนปัจจุบัน ดิฉันก็มีคดีละเมิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จำเป็นจะต้องไปสถานีตำรวจและสำนักงานอัยการ

แต่ก็ต้องบอกว่าการกระทำของดิฉันไม่สามารถที่จะเทียบเท่ากับแกนนำกลุ่มนิสิตนักศึกษาที่ออกมาเคลื่อนไหว ทนายอานนท์ น้องเพนกวิน น้องรุ้ง น้องไผ่ แล้วก็ทุกๆ คนที่ออกมาเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยในปัจจุบัน…

ดิฉันคิดว่าเรื่องการเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง เราต้องยอมรับก่อนว่านักการเมืองสามารถที่จะผลักดันนโยบายแล้วก็แก้ไขกฎหมายเพื่อประชาชนจริงๆ ได้ ผ่านกระบวนการทางรัฐสภาและกระบวนการนิติบัญญัติ

แต่การเข้าร่วมเส้นทางทางการเมือง มักมีการตีตราบาปให้กับนักการเมืองว่าอาจจะเข้ามาเล่นการเมืองเพราะอยากได้ผลประโยชน์หรือเปล่า อยากจะทุจริตใช่ไหม หรือว่าเป็นอาชีพที่สกปรกไม่สุจริต

แน่นอนว่าตัวบุคคลมันมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่แล้วกับการทุจริตคอร์รัปชั่นหรือการกระทำต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องในทางการเมือง แต่เราอยากให้มองว่าคนดีหรือไม่ดี มันเป็นที่ระบบที่ไม่เข้มแข็ง

ในปัจจุบันนี้ ทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้วถึงการแต่งตั้งสภาสูง การแต่งตั้งองค์กรอิสระที่ไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล แน่นอนว่าการทุจริตก็จะสามารถเกิดขึ้นได้ในแดนสนธยาหรือในสภาที่ระบบตรวจสอบถ่วงดุลมันหยุดชะงัก กระบวนการนิติบัญญัติมันมีการเดดล็อกของ ส.ว.ที่มาจากการแต่งตั้ง ที่มักจะโหวตเข้าข้างผู้มีอำนาจหรือคนที่แต่งตั้งเขามาอยู่เสมอๆ

ซึ่งการเมืองสะอาดย่อมเป็นไปได้ภายใต้กติกาที่ถูกต้องและเป็นสากล และเป็นการกระจายอำนาจ และมีสิทธิเสรีภาพที่ครบถ้วนอยู่ในรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือต้องมาจากประชาชน และเมื่อมีวันนั้น ตัวบุคคลก็จะมีความสำคัญน้อยลง เพราะอย่างไรก็ตาม ประชาชนก็เป็นคนเลือกเขามา แล้วก็ให้ระบบมันดำเนินไปตามธรรมชาติของการตรวจสอบ

ดังนั้น เป้าหมายที่เป็นอุดมคติคือเราควรที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งในการเคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญของฝ่ายประชาชนที่ผ่านมามันก็ถูกปัดตกทุกครั้ง เพราะฉะนั้น การลงไปในสนามการเมือง ที่จะไปผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญในรัฐสภา ย่อมเป็นไปได้ ก็หวังว่าจะประสบความสำเร็จ

สำหรับดิฉัน ตอนนี้ก็เป็นว่าที่ผู้สมัครของพรรคก้าวไกลในเขต 2 กรุงเทพมหานคร

: นอกเหนือจากการแก้รัฐธรรมนูญ มีเรื่องอะไรอย่างผลักดันอีก ถ้าได้เข้าไปทำงานในสภา

หลายเรื่องนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสมรสเท่าเทียม โดยการเปลี่ยนถ้อยคำในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 จาก “ชาย-หญิง” ให้เป็น “บุคคล” เพื่อจะประยุกต์ใช้ได้กับ “กลุ่มเพศหลากหลาย”

แล้วก็การผ่าน พ.ร.บ.ต่อต้านการซ้อมทรมานและอุ้มหาย และการทำเรื่องสิทธิในที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ เรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่ดิฉันสนใจ เรื่องยาเสพติดก็เป็นเรื่องที่สนใจด้วย เช่นเดียวกับสิทธิของนักโทษและสิทธิของแรงงานต่างๆ

: ทำไมถึงต้องเป็นพรรคก้าวไกล?

คือเราคิดมาตลอดว่าเราอยากร่วมพรรคการเมืองที่เป็นพรรคที่ทำเพื่อคนทุกหมู่เหล่า ไม่ได้ช่วยเหลือแค่ฐานเสียงของตนเอง แต่เป็นพรรคที่ช่วยเหลือมนุษยชาติอย่างแท้จริง

ปัจจุบันนี้มีเพียงพรรคก้าวไกลที่พูดถึงการช่วยเหลือผู้ลี้ภัยจากพม่า หรือพูดถึงการต่อต้านรัฐประหารในประเทศพม่า แล้วก็พูดเรียกร้องสิทธิในการบริการสาธารณสุขที่ฟรีและไม่เสียค่าใช้จ่ายให้กับผู้ลี้ภัยและแรงงานต่างด้าว

ซึ่งไม่มีพรรคไหนเลยที่เคยพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน เพราะว่าต่างคนต่างห่วงถึงฐานเสียงของตัวเอง แล้วก็กลัวว่ามันจะไปกระทบกับความคิดของฐานเสียง ว่าเราจะเอาเงินไปให้ต่างด้าวหรือไม่

ดิฉันคิดว่าที่สำคัญคือต้องมีอุดมการณ์แก่มนุษยชาติทุกๆ คน แล้วก็ไม่มีพรรคใดที่ตอบโจทย์อุดมการณ์นี้เหมือนพรรคก้าวไกล

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...