โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ส่อง 4 ประเทศใหญ่ในยุโรป จะรอด-ไม่รอด หลัง ECB ขึ้นดอกเบี้ยสูงสุดในประวัติศาสตร์

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 16 ก.ย 2566 เวลา 18.14 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2566 เวลา 13.35 น.
สัญลักษณ์เงินยูโร หน้าอาคารธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศเยอรมนี (ภาพโดย Kirill KUDRYAVTSEV / AFP)

คณะกรรมการธนาคารกลางยุโรป (ECB) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีก 0.25% เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2023 นับเป็นการขึ้นดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นครั้งที่ 10 นำอัตราดอกเบี้ยขึ้นไปอยู่ที่ 4.00%-4.50%

นักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนมองว่าอัตราดอกเบี้ยระดับนี้น่าจะเป็นระดับจุดสูงสุดของการใช้นโยบายการเงินตึงตัวในรอบปัจจุบันแล้ว

ขณะที่ คริสตีน ลาการ์ด (Christine Lagarde) ประธานธนาคารกลางยุโรปบอกว่า ยังไม่สามารถจะพูดได้ว่านี่เป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งสุดท้ายของรอบนี้หรือไม่ แม้ว่าจะมีการส่งสัญญาณเป็นนัยว่าอัตราดอกเบี้ยตอนนี้เป็นระดับสูงสุดของรอบนี้แล้ว

ดอกเบี้ยสูง 4.00%-4.50% นับว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ยุโรปเริ่มใช้เงินสกุล “ยูโร” เป็นสกุลเงินร่วมภายใต้ “ตลาดเดียว” เมื่อปี 1999 หรือ 24 ปีที่แล้ว หลังจากที่ก่อตั้ง ECB ขึ้นมาเป็นธนาคารกลางของกลุ่มในปี 1998

นอกจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงแล้ว สิ่งที่ภาคส่วนต่าง ๆ ในระบบเศรษฐกิจกังวลคือ ECB จะคงดอกเบี้ยสูงระดับนี้ไว้นานเท่าใด ซึ่งเท่าที่ทราบ คือ ประธาน ECB บอกว่า อัตราดอกเบี้ยระดับปัจจุบันนี้จะยังคงถูกใช้ในปีหน้า แต่ไม่ได้บอกว่ามีโอกาสจะปรับลดลงภายในปีหน้าด้วยหรือไม่

ในปีนี้ เศรษฐกิจยุโรป ทั้ง 27 ประเทศสหภาพยุโรป (EU) และ 20 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโร (ยูโรโซน) ในภาพรวมชะลอตัวค่อนข้างมาก และบางประเทศเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นและอาจจะคงไว้เป็นเวลานานจึงไม่ใช่สิ่งพึงประสงค์

ภาคธุรกิจในยุโรปเผชิญกับภาวะ “อยู่ยาก” มาหลายเดือนต่อเนื่อง เพราะต้นทุนการเงินที่สูงบวกกับการบริโภคของผู้บริโภคต่ำ จนทำให้ธุรกิจล้มละลายกันไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ก่อนหน้านี้Eurostat หน่วยงานด้านสถิติของสหภาพยุโรป เผยแพร่ข้อมูลว่า ในไตรมาสที่ 2 ของปี 2023 จำนวนการประกาศล้มละลายของธุรกิจในสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้นเป็นไตรมาสที่ 6 ติดต่อกัน โดยเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) จำนวนการล้มละลายในไตรมาส 2 ปีนี้เพิ่มขึ้น 8.4% เป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ Eurostat เริ่มรวบรวมข้อมูลในปี 2015 และการประกาศล้มละลายเพิ่มขึ้นในทุกภาคอุตสาหกรรม เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

จึงเป็นที่น่ากังวลว่าต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้นจะยิ่งทำให้ภาวะเศรษฐกิจยุโรปและสถานการณ์ของภาคธุรกิจแย่ลงอีก

เมื่อเร็ว ๆ นี้คณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission) เพิ่งปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจทั้งในภาพรวมของสหภาพยุโรปกับยูโรโซน และภาพย่อยในรายประเทศ หลังจากเห็นข้อมูลล่าสุดว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในสหภาพยุโรปในช่วงครึ่งปีแรกชะลอลง เนื่องจากความอ่อนแอของอุปสงค์ภายใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคของภาคครัวเรือน

ตัวเลขคาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอียูถูกหั่นลงเหลือโต 0.8% จากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้านี้เมื่อเดือนพฤษภาคม 2023 ที่คาดว่าจะโต 1% และการเติบโตของยูโรโซนถูกปรับลดลงเหลือโต 0.8% เช่นกัน จากคาดการณ์ครั้งก่อนหน้านี้ที่คาดว่าจะโต 1.1%

นอกจากนั้น ข้อมูลที่เพิ่มความกังวลอีกคือ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กังวลว่าการฟื้นตัวที่อ่อนแอของเศรษฐกิจยุโรปจะเกิดขึ้นควบคู่กันกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงกว่าที่คาดไว้ ซึ่ง ECB คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยปีนี้จะอยู่ที่ 5.6% และจะอยู่ที่ 3.2% ในปีหน้า ก่อนที่จะลดลงสู่เป้าหมาย 2% ได้ในปี 2025

ถึงแม้ว่ายุโรปจะรวมตัวกันเป็นตลาดเดียว แต่ปัจจัยภายในของแต่ละประเทศก็ต่างกัน อัตราเงินเฟ้อแยกรายประเทศก็สูง-ต่ำต่างกัน การเติบโตของเศรษฐกิจในรายประเทศก็ต่างกัน และความพร้อมรับมือนโยบายการเงินที่เข้มงวด และรับมือปัจจัยลบทางเศรษฐกิจของแต่ละประเทศก็ไม่เท่ากัน

มาดูกันว่าสถานการณ์เศรษฐกิจประเทศใหญ่ ๆ ในยุโรปตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

เยอรมนี ที่ได้ชื่อว่าเป็น “พี่ใหญ่แห่งยุโรป” เป็นประเทศที่ขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในยุโรปและเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมของสหภาพยุโรป อยู่ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยแล้วในปีนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปคาดการณ์ว่าปีนี้จีดีพีของเยอรมนีจะหดตัว 0.4% ปรับลดลงจากคาดการณ์ครั้งก่อนที่คาดว่าจะโตได้ 0.2%

ขณะที่ฝรั่งเศสและอิตาลีใกล้จะเข้าภาวะชะงักงัน (stagnant) โดยคาดว่าจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่เหนือเลข 0 เพียงเล็กน้อย

นักวิเคราะห์จากสถาบันคีล (Kiel Institute for the World Economy: IfW Kiel) คาดว่าเศรษฐกิจเยอรมนีปีนี้จะหดตัว 0.5% โดยมีสาเหตุหลักมาจากกิจกรรมภาคอุตสาหกรรมที่อ่อนแอ วิกฤตในภาคการก่อสร้าง และการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่อ่อนแอ

ภาคธุรกิจในเยอรมนีคาดการณ์กันว่าการกลับมาเติบโตของเศรษฐกิจจะต้องใช้เวลาอีกนาน และเป็นเส้นทางที่ยากลำบาก

ฝั่งผู้บริโภคในเยอรมนีซึ่งระมัดระวังกับความไม่แน่นอนในอนาคตกำลังลังเลที่จะซื้อของชิ้นใหญ่หรือจ่ายเงินครั้งละมาก ๆ และกำลังออมเงินอย่างบ้าคลั่งเพื่อความมั่นคงทางการเงินของตนเอง

ขณะที่ครัวเรือนในฝรั่งเศสก็กำลังออมเงินมากขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้คณะกรรมาธิการยุโรป คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจฝรั่งเศสจะเติบโตเพียง 1% ในปีนี้ และ 1.2% ในปีหน้า

ส่วนเศรษฐกิจอิตาลีทั้งปีนี้จะอ่อนแอ แม้ว่าจะฟื้นตัวได้แข็งแกร่งในไตรมาสแรกของปี แต่จีดีพีในไตรมาสสองกลับหดตัวลง 0.4% กิจกรรมภาคการบริการและภาคการผลิตที่หดตัวลงในเดือนสิงหาคม เผยให้เห็นถึงความเสี่ยงที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะยังอ่อนแอจนถึงไตรมาสที่สาม คณะกรรมาธิการยุโรปจึงปรับลดคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจอิตาลีจะเติบโตเพียง 0.9% ในปีนี้ และ 0.8% ในปีหน้า

ฝั่งสเปน เป็นประเทศเดียวที่อยู่ในทิศทางที่ดี โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกำลังซื้อของภาคครัวเรือนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับประโยชน์จากแรงกดดันด้านราคาที่ผ่อนคลายลงอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการขึ้นค่าจ้าง คณะกรรมาธิการยุโรปคาดว่า สเปนจะมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจที่ดีกว่าเพื่อน ด้วยอัตราการเติบโต 2.2% ในปีนี้ และ 1.9% ในปีนี้ 2024

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...