โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

The Whale : วาฬที่โดดเดี่ยวด้วยความรู้สึกผิด

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 01 เม.ย. 2566 เวลา 15.25 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. 2566 เวลา 15.25 น.

“The Whale” เป็นชื่อภาพยนตร์ที่นักแสดงคือ “เบรนแดน เฟรเซอร์” คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมไปครองจากเวทีออสการ์ปีล่าสุดที่เพิ่งประกาศผลไปเมื่อ 13 มีนาคมที่ผ่านมา

“The Whale” สร้างเป็นภาพยนตร์โดยดัดแปลงจากที่เป็นละครเวทีมาก่อน เหมือนหนังเรื่อง “The Father” ที่ทำให้แอนโธนี่ ฮอปกินส์ ได้รับรางวัลนำชายยอดเยี่ยมไปครองเป็นตัวที่ 2 จากเวทีออสการ์ปีที่แล้ว

ด้วยความเป็นละครเวทีมาก่อน จึงเอื้อต่อความน่าสนใจในบุคลิกของตัวละครได้มาก เพราะองค์ประกอบของละครเวทีที่ไม่ได้มีโปรดักชั่นใหญ่โต มักจะมีเสน่ห์คือความซับซ้อนของตัวละครในเรื่องให้ชวนติดตามและประทับใจได้ไม่ยาก

ซึ่งเรื่อง “The Whale” ก็เช่นกัน

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำกับฯ โดย “ดาเรน อโรนอฟสกี” ที่จบด้านภาพยนตร์จากฮาร์วาร์ด และมีประสบการณ์กำกับละครเวทีหลายเรื่องมาก่อนในขณะที่เรียนอยู่ที่นั่น เขาจึงดึงความเป็นละครเวทีมาเติมด้วยศักยภาพของความเป็นหนังให้สามารถถ่ายทอดอารณ์ เรื่องราว ออกมาได้อย่างวิเศษ

และเขานี่เองที่ทำให้ “นาตาลี พอร์ตแมน” ได้รับรางวัลออสการ์นักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาแล้วจากเรื่อง Black Swan ซึ่งในปีนี้เขาก็ทำได้อีกครั้งกับรางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยม โดยเฟรเซอร์ นั่นเอง

เฟรเซอร์ รับบท “ชาร์ลี” ชายที่ป่วยด้วยโรคอ้วนขั้นรุนแรง และกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต เฟรเซอร์ต้องเสริมร่างกายหัวจรดเท้าเพื่อให้สมกับเป็นชายที่มีน้ำหนักตัว 136 ก.ก. ซึ่งในหนังก็ทำให้เชื่อได้ว่าเขามีน้ำหนักเช่นนั้นจริงๆ

แม้ส่วนต่างๆ ของร่างกายและใบหน้าจะถูกเสริมเติมแต่งด้วยเทคนิคการแต่งหน้าและเอฟเฟ็กต์ แต่ยังเปิดพื้นที่ให้ดวงตาของเฟรเซอร์ได้มีโอกาสแสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ได้อย่างดี มีทั้งความเหน็ดเหนื่อย โดดเดี่ยว สิ้นหวังในการมีชีวิต และรู้สึกผิดลึกๆ อยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะกับลูกสาวคนเดียวของเขา

ชาร์ลีใช้ชีวิตคนเดียวในอพาร์ตเมนต์ เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นที่นี่ แต่ด้วยมุมกล้องและการตัดต่อ ช่วยทำให้คนดูไม่รู้สึกอึดอัดและน่าเบื่อกับความยาวเกือบสองชั่วโมงของหนัง ชาร์ลีรับจ้างสอนหนังสือทางออนไลน์ในวิชาภาษาอังกฤษเกี่ยวกับการเรียงความ ตลอดระยะเวลาที่สอนเขาจะปิดกล้องไว้เพื่อไม่ให้นักเรียนของเขาได้เห็นสภาพที่แท้จริงของเขา

ประเด็นหนึ่งของหนังที่ปรากฏในกระบวนการสอนของชาร์ลีคือ “ความจริงในความรู้สึก” เขาได้สั่งการบ้านให้นักเรียนได้เขียนบทวิจารณ์หนังสือในมุมมองของตนมาส่ง

ซึ่งเขาก็พบว่ามันดูปลอมสิ้นดี นักเรียนมักจะประดิษฐ์การเขียนเพื่อให้ถูกใจผู้สอน (ตามที่พวกเขาคาดหวัง)

จนเมื่อเขาบอกว่าให้ทิ้งการบ้านที่สั่งไป และให้เขียนอะไรก็ได้ถึงความรู้สึกที่แท้จริงของตนเอง

สิ่งที่นักเรียนเขียนกลับมาเป็นสิ่งที่จริงมากๆ ในความรู้สึกของพวกเขาที่มีต่อชีวิต ซึ่งชาร์ลีรู้สึกว่านั่นแหละเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่ทุกคนต้องรู้จักตัวเองและกล้าที่จะเปิดเผยมัน

การรู้จักตัวเองและกล้าที่จะเปิดเผยมันของชาร์ลีก็คือ การที่เขาได้ยอมรับว่าเขาเป็นเกย์ แม้จะแต่งงานมีลูกสาวแล้วก็ตาม เขาได้ทิ้งครอบครัวไปอยู่กับแฟนหนุ่มเมื่อ “เอลลี่” ลูกสาวของเขาอายุเพียง 8 ปี และนั่นเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของครอบครัวเขา

แมรี่ภรรยาของเขารับไม่ได้แน่นอน และเธอยินดีที่จะเลี้ยงลูกตามลำพัง ขอเพียงแต่เขาช่วยรับผิดชอบส่งค่าเล่าเรียนของเอลลี่มาให้เท่านั้นพอ ในเรื่องคือเวลาที่ล่วงเลยมาแล้ว 9 ปี เอลลี่อายุ 17 และกำลังจะเรียนต่อมหาวิทยาลัย

ฉากที่แมรี่มาหาชาร์ลี ทั้งสองย้อนไปขุดถึงอดีต และมีปากเสียงกัน ในตอนที่แมรี่จะออกไป เธอได้กล่าวว่า

“ฉันได้ทำหน้าที่ของฉันคือ การเลี้ยงดูเอลลี่ เธอก็ทำหน้าที่ของเธอคือการส่งเงินก็เท่านั้น”

แม้เขาจะช่วยเรื่องเงินค่าเรียนของลูกเหมือนเป็นการไถ่ความผิด แต่ลึกๆ แล้วเขารู้สึกว่ามันไม่ได้ช่วยอะไร เพราะเขายังรักลูกสาวคนเดียวเสมอ และรู้สึกผิดที่ตนทิ้งเธอไป ที่เขาโหยหาในใจคือความปรารถนาจะได้ใกล้ชิดกับลูก และเยียวยาความรู้สึกที่มีต่อกัน

โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่โรคได้ทำร้ายเขาจนจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่เกิน 7 วัน

ในตอนต้นเรื่องที่เขาเหมือนกำลังจะตาย เราจะได้เห็นเขาพยายามอ่านบทความจากหน้ากระดาษหนึ่งอย่างทุลักทุเลและทรมาน

เมื่อเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เผอิญได้ผ่านเข้ามาและเปิดประตูเข้ามาในห้องของเขา และได้อ่านบทเรียงความนั้นให้ชาร์ลีฟังอย่างงงๆ เราจะได้เห็นอาการที่ดีขึ้นของชาร์ลี

เหมือนการได้ฟังเรียงความนันเป็นเครื่องปั๊มหัวใจให้เขาได้มีชีวิตอยู่ต่อได้

ในตอนท้ายหนังจะเฉลยว่าเรียงความนั้นเป็นฝีมือการเขียนของเอลลี่ลูกสาวของเขาเอง

เป็นเรียงความที่เธอเขียนออกมาได้อย่าง “น่าทึ่ง” ในสายตาของเขา

เพราะเธอเขียนออกมาจากความรู้สึกจริงๆ ข้างในจากการอ่านนิยายเรื่อง “Moby-Dick” ของเฮอร์แมน เมลวิลล์

เธอวิพากษ์ตัวละครเอกและเห็นว่าเขาเป็นตัวละครที่เห็นแก่ตัวอย่างมาก โดยเฉพาะกับการที่ตัวละครพยายามฆ่าปลาวาฬคือ “Moby-Dick” ให้ได้ทั้งๆ ที่ปลาวาฬนั้นไม่รู้สึกอะไรไม่ดีต่อเขาเลย

นี่คือ “ความจริง” ที่ชาร์ลีรู้สึกชื่นชมลูกสาวของเขา ที่หาไม่ได้จากความเรียงของนักเรียนในคลาสออนไลน์

ที่สำคัญคือ เขารู้สึกว่าบทเรียงความนี้เป็นสิ่งเดียวที่ผูกพันและยึดโยงระหว่างเขากับลูกสาวได้

และในตอนท้ายที่เขากำลังจะตาย หลังจากพ่อลูกมีปากเสียงกันอย่างหนัก และชาร์ลีได้ขอให้เอลลี่อ่านบทเรียงความที่เธอเขียนอีกครั้งทั้งๆ ที่เธอไม่ได้อยากอ่านและกำลังจะทิ้งเขาไป

แต่เมื่อเธอตะโกนอ่านมัน เธอก็ค่อยๆ ร้องไห้ออกมา และในทุกคำที่เธออ่านเหมือนมีพลังวิเศษที่ทำให้ผู้เป็นพ่อสามารถค่อยๆ ลุกขึ้นยืนด้วยตัวเองโดยไม่ต้องใช้ไม้ค้ำหรือรถเข็นช่วย และค่อยๆ สืบเท้าเดินอย่างช้าๆ เพื่อมาหาลูก ซึ่งที่ผ่านมาเขาไม่สามารถทำเช่นนั้นได้เลย

ฉากนี้ทำให้ผมนึกถึงหนังเรื่อง “What’s eating Gilbert Grape” ที่แม่ของดิคราปิโอ ที่ตอนที่แสดงเรื่องนี้เขาอายุ 19 ปีเอง และเป็นเด็กออทิสติก ซึ่งโดนตำรวจจับไปขังที่โรงพัก แม่ซึ่งมีน้ำหนักมากได้แต่นอนบนเตียง กลับพาร่างอันใหญ่โตของตนเองลุกจากเตียง ก้าวอย่างช้าๆ ไปขึ้นโรงพักเพื่อรับตัวลูกกลับบ้าน

เป็นพลังที่เกิดขึ้นจากความรักอันยิ่งใหญ่นั่นเอง

เรื่องนี้ก็เช่นกัน การที่เอลลี่อ่านเรียงความนั้นมันเหมือนเป็นสิ่งที่ทำให้ชาร์ลีได้บรรลุในช่วงสุดท้ายของชีวิต และบัดนี้เขาก็พร้อมจะจบชีวิตตัวเองลงด้วยจิตวิญญาณที่แจ่มใสสุกสว่าง ซึ่งภาพในหนังก็สะท้อนผ่านแสงสว่างเจิดจ้าจากภายนอก ที่ส่องผ่านตัวลูกสาวของเขามาหาเขา

และภาพที่เท้าของเขาเบาและลอยขึ้นจากพื้นก็เป็นสัญลักษณ์ของการปลดปล่อยทุกอย่างบนโลกนี้ลง

ต้องชื่นชมการแสดงของเฟรเซอร์อย่างมาก ที่นอกจากจะแบกน้ำหนักจากการเสริมร่างกายแล้ว ยังแบกหนังทั้งเรื่องในฐานะศูนย์กลางของเรื่องไว้ได้ ในฉากที่เขาตั้งหน้าตั้งตายัดของกินมากมายเข้าในร่างกาย เพื่อไม่ให้ตัวเองต้องทรมานทั้งทางกายและใจ เรียกความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมได้

สายตาที่เขาแสดงออกกับตัวละครแวดล้อมแต่ละตัวก็ทำให้เรารับรู้และสะท้อนใจในชะตาชีวิตของเขา โดยเฉพาะเมื่อเขาอยู่กับ “ลิซ” เพื่อนชาวเอเชียที่เป็นดั่งพยาบาลจำเป็นที่คอยดูแลเขามาตลอด โดยใช้ทั้งไม้แข็งและไม่นวมเข้ากำกับเขา และลิซจะเจ็บปวดไปกับชาร์ลีด้วยเสมอ โดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของเพื่อนคนนี้ ลิซก็ยิ่งรู้สึกแย่ไปด้วย แต่เธอก็เต็มไปด้วยความเข้าใจในตัวเขา

ลิซ รับบทโดยนักแสดงชาวเวียดนามที่ชื่อ “ฮงเชา” เธอแสดงได้อย่างวิเศษจนได้เข้าชิงนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยมรางวัลออสการ์ในปีนี้ด้วย

แม้สุดท้ายจะพลาดรางวัลให้กับป้าเจมมี่ ลี เคอร์ติส ไปก็ตาม แต่ก็เชื่อว่าผู้ชมจะต้องประทับใจในความสามารถทางการแสดงที่เป็นธรรมชาติของเธอแน่นอน

นักแสดงคนอื่นก็ทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี ทั้ง “เซดี ซิงค์” ที่รับบทเอลลี่ บทที่เหมือนเด็กร้ายและปิดกั้นตัวตนที่แท้ของตัวเองแม้แต่กับพ่อ เปิดโอกาสให้เธอได้แสดงความสามารถออกมาได้ดีเกินคาด

รวมถึงนักแสดงในบทแมรี่ ภรรยาที่โผล่มาแค่ซีนเดียว หรือโทมัส เด็กหนุ่มที่โผล่มาตอนต้นเรื่อง และได้มาพัวพันในความเชื่อเรื่องศาสนาของชาร์ลีด้วย ก็ทำให้หนังมีมิติมากขึ้น

ความบังเอิญที่รู้สึกคือ ในขณะที่ชีวิตจริงของเฟรเซอร์ต้องประสบกับเหตุการณ์ที่เหมือนฝันร้ายจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศจากผู้บริหารใหญ่คนหนึ่งของวงการ จนทำให้เขากลายเป็นโรคซึมเศร้า และจมปลักอยู่กับความรู้สึกแย่ๆ นั้นอยู่นับสิบๆ ปี ก่อนจะกล้าออกมาเปิดเผยความจริง

แต่บทที่เขาหวนกลับมาแสดงและสร้างชื่อเสียงอีกครั้ง กลับเป็นบทคนรักร่วมเพศที่เขาเคยมีประสบการณ์อันเลวร้ายในฐานะเหยื่อมาแล้ว และเขาก็แสดงให้เราเชื่อว่าเขามีความรักลึกซึ้งกับแฟนหนุ่มคนนั้นจริงๆ

จนเมื่อแฟนต้องมาจบชีวิตลง นั่นแหละทำให้เขาละทิ้งชีวิต ปล่อยตัวเองให้อ้วนและจมปลักอยู่กับความเศร้าตลอดมา

หากใครชอบหนังที่ดูสนุก ไม่ขอแนะนำให้ชมเรื่องนี้ แต่ใครใคร่เสพความลุ่มลึกและปรัชญาของชีวิต เชื่อว่าจะดูหนังเรื่องนี้ได้อย่างดื่มด่ำและสนุกกับการเรียนรู้ชีวิตของตัวละครแต่ละตัว

สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้จากหนัง “The Whale” ก็คือ ภาพจากภายนอกไม่สามาถบอกตัวตนที่แท้จริงของคนเราได้ มนุษย์ทุกคนนั้นล้วนมีความเห็นแก่ตัว และกลัวต่อการยอมรับความเป็นจริงของชีวิตที่เจ็บปวด จนทำให้สามารถทำร้ายความรู้สึกของคนอื่นได้โดยไม่ตั้งใจ

ฉะนั้น ดูให้ดีนะครับ คนที่มายกมือไหว้และเห็นคุณค่าของเราเสียเหลือเกินในยามนี้ โดยมีคำสัญญาดีๆ ชวนฝันมาป้ายยาเรา อย่าเพิ่งเชื่อ จงศึกษาดูลึกๆ ให้ถ่องแท้ก่อน

แม้จะไม่ดีที่สุด ก็เลือกเอาที่แย่น้อยที่สุดละกัน หากเลือกแล้วผลลัพธ์ออกมาไม่ใช่อย่างที่เราตั้งความหวัง ก็ตัวใครตัวมันล่ะ ผมช่วยได้เท่านี้ แฮ่ม •

เครื่องเคียงข้างจอ | วัชระ แวววุฒินันท์

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...