โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

วรรณกรรมเกาหลี: ช่องว่างระหว่างมีและซอล เราได้ยินอะไร? (1)

The101.world

เผยแพร่ 23 ม.ค. 2563 เวลา 05.36 น. • The 101 World

จักรกริช สังขมณี เรื่องและภาพ

 

เรื่องราวของผู้คนธรรมดาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน มักมีพลังในการทำให้เราเข้าใจสภาวะ ความท้าทาย และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสังคม ในมิติที่มักจะถูกมองข้ามไปในคำอธิบายแบบภาพกว้างอยู่เสมอ

วรรณกรรมเป็นหนึ่งในเครื่องมือของการสื่อสารที่มักนำพาเราไปสู่โลก ชีวิต และความคิดของผู้คนที่มีภาษา วัฒนธรรม ความสัมพันธ์ และความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ที่ต่างจากเราได้อย่างไม่น่าเชื่อ วรรณกรรม “คิมจียอง เกิดปี 82” ซึ่งภายหลังได้ถูกนำมาทำเป็นภาพยนตร์ ก็เป็นหนึ่งในภาพสะท้อนสำคัญที่วรรณกรรมร่วมสมัยของเกาหลีตีแผ่ ชี้ให้เห็นถึงโครงสร้างอำนาจความสัมพันธ์ที่กำกับสังคม ผ่านชีวิตประจำวันของผู้คนที่แสนธรรมดา

หนังสือ “มี ในเมษายน ซอล ในกรกฎาคม” (사월의 미, 칠월의 솔) สะท้อนภาพของผู้คนที่ว่านั้น ผ่านปมประเด็นและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน ในท่วงทำนองที่มักไม่ค่อยมีใครเอ่ยถึง และในซอกมุมที่แทบไม่มีใครตระหนักและสนใจ ทว่า ช่องว่างของเสียง และช่วงวันเวลาที่วรรณกรรมทั้งเจ็ดเผยให้เราได้สัมผัส กลับมีพลังยิ่งใหญ่ในการทำความเข้าใจผลจากการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในหน้าประวัติศาสตร์เกาหลีใต้ร่วมสมัยได้เป็นอย่างดี

“มี ในเมษายน ซอล ในกรกฎาคม” รวบรวมวรรณกรรมเรื่องสั้นเจ็ดเรื่อง คัดสรรจากนักเขียนเกาหลีร่วมสมัยผู้ที่มีผลงานโดดเด่นน่าสนใจ และนำมาจัดเรียงรวมกันไว้อย่างลงตัว เรื่องสั้นแต่ละเรื่องมีสไตล์การเล่าเรื่องและประเด็นที่แตกต่างกันไป แต่เมื่ออ่านทั้งหมดรวมกันแล้ว ผู้อ่านอาจจะพบว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของการเปลี่ยนแปลง เห็นมุมมองที่ซ่อนเร้นในความสัมพันธ์ของผู้คนที่เชื่อมโยงต่อกันได้เป็นอย่างดี ตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่องเล่าเจ็ดเรื่องพาเราเดินทางไปกับเสียงของผู้คน ตั้งแต่เกาหลีในบริบทสังคมแบบดั้งเดิม (traditionalism) ไปสู่สังคมที่พัฒนาสู่ความเป็นสมัยใหม่ (modernism) และสังคมเกาหลีร่วมสมัยที่กำลังเผชิญกับการย้ายถิ่นทางวัฒนธรรม และการเป็นส่วนหนึ่งของพลเมืองโลก (cosmopolitanism) ได้เป็นอย่างดี

 

 

-1-

 

เกาหลีใต้เข้าสู่การเป็นสังคมสมัยใหม่มานานหลายทศวรรษแล้ว สังคมจารีตดั้งเดิมและระบบชนชั้นแบบขุนนางไพร่ทาสได้เสื่อมสลายไปพร้อมๆ กับการสิ้นสุดลงของอาณาจักรโชซ็อนเมื่อครั้งญี่ปุ่นเข้ายึดครองคาบสมุทรเกาหลีในช่วง 1910 แต่ทว่า สารัตถะของสังคมแบบดั้งเดิมได้สูญสิ้นไปหมดแล้วจริงหรือ?

“เมื่อเคียวเห่า” เรื่องสั้นโดย คิมด็อกฮี ชี้ชวนให้เราเข้าไปสัมผัสกับโลกของ ซูบก ทาสผู้รักการขีดเขียนในสมัยโชซ็อน กับการดิ้นรนในสังคมที่การร่ำเรียนเขียนอ่านเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับ “โนบิ” หรือพวกทาสชั้นต่ำ สงวนไว้ให้กับชนชั้นขุนนาง “ยังบัน” และปัญญาชนชนชั้นกลาง “จุงอิน” แต่เพียงเท่านั้น ซูบกผู้ไม่รู้หนังสือ หากแต่มีความสามารถในการวาดเป็นเลิศ ถึงขนาดว่า “หากวาดรูปเคียว ก็ประหนึ่งกับว่าจะตัดเฉือนต้นหญ้า หากวาดรูปหมา ก็ประหนึ่งว่าจะเห่าออกมาในทันใด

ซูบกได้รับการคัดเลือกให้เข้าไปทำหน้าที่ “วาด” ตัวอักษรเพื่อคัดลอกผลงานของปราชญ์ชนชั้นขุนนางผู้หนึ่ง นี่เป็นยุคสมัยที่การเผยแพร่ผลงานยังไม่ได้มีเครื่องพิมพ์อย่างในปัจจุบัน ไม่นานฝีมือการวาดเขียนคัดลอกตัวอักษรของซูบกนั้นก็ไปได้ดี เป็นการคัดลอกรายละเอียดและการลงน้ำหนักได้เหมือนกับเจ้าของผลงานอย่างแท้จริง ต่างจากผลงานของเหล่าบรรดาจุงอินคนอื่นๆ “เมื่อมันไม่รู้หนังสือ ก็ไม่มีทางใส่ความรู้สึกส่วนตัวลงไปเช่นพวกเจ้าแน่นอน

ชีวิตที่ผกผันและการมุ่งมั่นทำงานอย่างแสนสาหัสจะนำพาชีวิตของทาสผู้เยาว์คนนี้ให้มีชีวิตที่ดีขึ้นได้หรือไม่? ชีวิตของ ซูบก ต่างกันอย่างไรกับชีวิตของผู้คนและแรงงานในปัจจุบัน ที่ซึ่งค่านิยมพวกพ้อง เส้นสาย และลำดับชั้นทางเศรษฐกิจยังคงทำงานอย่างหนัก เพื่อรักษาไว้ซึ่งความเหลื่อมล้ำและการแบ่งแยกทางสังคม การศึกษาสมัยใหม่ได้ทำให้การเลื่อนชั้นและการแสวงหาโอกาสในสังคมเปิดกว้างอย่างที่ควรจะเป็นจริงหรือ?

ปัจจุบันเกาหลีใต้เป็นประเทศที่มีอัตราการอ่านออกเขียนได้ของคนอายุ 15 ปีขึ้นไป (adult literacy rate) มากถึง 99-100% และมีระบบการศึกษาที่ครอบคลุมประชากรมากที่สุดประเทศหนึ่งของโลก จากการสำรวจขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คนเกาหลีอายุระหว่าง 24-35 ปี ซึ่งเป็นวัยทำงานตอนต้น มีอัตราของการจบการศึกษาระดับอุดมศึกษามากถึง 70 เปอร์เซ็นต์[1] นับว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก นอกจากนี้เกาหลียังเป็นประเทศที่เป็นที่รู้ๆ กันว่าบ้าคลั่งกับการศึกษาอย่างมาก ปัจจุบันนักเรียนในเกาหลีใต้จำนวนมากใช้เวลาเรียนหนังสือมากกว่า 16 ชั่วโมงต่อวัน และเข้าเรียนในโรงเรียนกวดวิชาที่เรียกว่า “ฮักวอน” (학원) ตั้งแต่อายุ 5 ขวบ มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์[2]

ท่ามกลางการเข้าถึงการศึกษาที่กว้างขวางนี้ สังคมเกาหลีใต้ยังคงเผชิญกับความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และการเรียนแบบท่องจำเพื่อสอบแข่งขัน ระบบการศึกษายังคงให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย เครือข่ายสายสัมพันธ์รุ่นพี่รุ่นน้องในสถาบันการศึกษาที่ขยายไปสู่เครือข่ายการทำงาน มีกรณีไม่น้อยที่นักเรียนจากเกาหลีใต้ผ่านการทดสอบวัดมาตรฐานเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศในคะแนนที่สูงลิ่ว แต่ไม่สามารถเรียนได้จริงในชั้นเรียนที่ต้องอาศัยทักษะการสื่อสารและความคิดเชิงสร้างสรรค์ นอกจากนี้ การแข่งขันทางการศึกษาที่บีบคั้นยังส่งผลต่อสุขภาพและการฆ่าตัวตายของเยาวชนจำนวนมาก

ท้ายที่สุดแล้ว การเรียนรู้ผ่านการคัดลอกท่องจำโดยปราศจากจิตวิญญาณและความเข้าใจของซูบก สะท้อนให้เห็นถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมการศึกษาของเกาหลีในยุคสมัยใหม่ได้หรือไม่ อย่างไร? จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อโลกการศึกษานำพาเราไปสู่ความตาลปัตร คำเตือนของพ่อซูบกที่ว่า “หากวันหนึ่ง เมื่อเคียวเล่มนั้นเริ่มส่งเสียงเห่า ส่วนหมากระโจนเข้าคันนาเพื่อเกี่ยวข้าว” กำลังบอกอะไรถึงความโกลหลของการศึกษาในสังคมปัจจุบันของเรา

 

 

-2-

 

ไม่ใช่แค่ชนชั้นและการศึกษาเท่านั้นที่กำกับความสัมพันธ์ของผู้คน เพศสภาพก็เป็นหนึ่งในขนบความสัมพันธ์ที่ยากต่อการเปลี่ยนแปลง หลายครั้งสภาวะของการไม่ยอมรับความหลากหลายทางเพศสถานะในเกาหลีได้ผลักให้ผู้คนเหล่านี้ต้องใช้ชีวิตอยู่ในซอกหลืบของสังคม

“มุม” เรื่องสั้นโดยนักเขียน ยุนซ็องฮี บอกเล่าเรื่องราวอย่างเงียบๆ ไม่มีจุดหักเห เป็นเรื่องราวสามัญธรรมดาที่สุดของผู้คนในวัยหนุ่มสาว แต่นั่นก็ถูกแล้ว สำหรับการสะท้อนนัยยะแฝงเร้นของความสัมพันธ์ที่มักพูดออกมาแบบโต้งๆ ไม่ได้ ยุนซ็องฮีเป็นนักเขียนที่มีจุดเด่นในการนำเสนอแบบ 'ละไว้ในฐานที่เข้าใจ' เรื่องเล่าของ ย็อม และความสัมพันธ์กับ โช เพื่อนของเขานั้น แม้ว่าจะเต็มไปด้วยเรื่องราวรายละเอียด แต่ก็มีช่องว่างมากมายที่ถูกละไว้เพื่อให้ผู้อ่านได้มีส่วนเข้าไปตีความและสร้างคำอธิบายต่อด้วยตนเอง เรารู้เพียงแต่ว่าทั้งสองคนนี้มีชีวิตที่ดิ้นรนในสังคมสมัยใหม่ และเขาทั้งสองคนนี้มีความห่วงใยต่อกันมากเพียงใด

ในสังคมเกาหลี ความใกล้ชิดและไว้วางใจระหว่างเพื่อน (หรือรุ่นพี่รุ่นน้อง) ผู้ชาย แสดงออกมาทางร่างกายและความสัมพันธ์ มีคำเรียกความสัมพันธ์แบบนี้ว่า skinship (스킨십) ซึ่งพบเห็นได้ทั่วไปในที่สาธารณะ เช่น การจับมือ การหยอกล้อ การสัมผัสร่างกายอย่างใกล้ชิด การเปลื้องผ้าอาบน้ำร่วมกัน หรือแม้กระทั่งการส่งข้อความหากันที่แสดงถึงความอบอุ่นจริงใจ การแสดงออกที่ว่านี้ โดยมากแล้ววางอยู่บนความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างเพื่อนเพศเดียวกัน และไม่มีนัยยะเชิงโรแมนติกแต่อย่างใด

สิ่งที่ทำให้ skinship แสดงออกและยอมรับได้ ก็เพราะความเชื่อ--หรืออย่างน้อย ก็ความพยายามที่จะเชื่อ--ว่าในสังคมเกาหลีนั้นไม่มีเกย์หรือเพศทางเลือกอื่นๆ จากการสำรวจโดยเว็บไซต์ Gallup Korea พบว่า สำหรับคนทั่วไปแล้ว มีแค่ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ยอมรับว่าพวกเขารู้จักบุคคลเพศทางเลือก[3] การจัดวางความสัมพันธ์บนฐานเพศสถานะที่จำกัดเพียงความสัมพันธ์ชายหญิง การไม่ยอมรับเพศทางเลือก และการผลักให้เพศทางเลือกเข้าสู่ “มุม” มืดของสังคมนั้น ทำให้ผู้ชายในสังคมเกาหลีสามารถปฏิบัติ skinship ต่อกันได้อย่างสนิทใจ นั่นก็เพราะมองว่า การแสดงออกดังกล่าวเป็นการแสดงความใกล้ชิดระหว่างเพื่อนผู้ชายเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่ “มุม” บางมุมของเพศสถานะถูกเปิดเผยออกมา ย่อมนำมาซึ่งหายนะของความสัมพันธ์และความไว้วางใจที่มีต่อกันภายใต้บริบทที่สังคมจัดวางไว้ให้

ในสังคมเกาหลี ผู้ที่มีเพศทางเลือกต่างหวาดกลัวต่อการเปิดเผยเพศสถานะของตนเอง จากการสำรวจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเกาหลีพบว่า มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ของคนที่มีเพศทางเลือกกังวลต่อการถูกประทุษร้ายทางวาจา[4] แม้ว่าเกาหลีจะมีรัฐธรรมนูญและกฏหมายที่ป้องกันการเลือกปฏิบัติที่ครอบคลุมถึงเรื่องเพศสถานะด้วย แต่ในทางปฏิบัติ การแสดงออกอย่างเปิดเผยยังคงเป็นเรื่องยากทั้งในระดับครอบครัวไปจนถึงที่ทำงาน

เรื่องราวใน “มุม” ที่ความสัมพันธ์ของผู้ชายสองคนนี้ดำรงอยู่ ยากที่จะเล่าออกมาได้อย่างเปิดเผย นักเขียนยุนซ็องฮี ถ่ายทอดเรื่องราวที่ว่าโดยไม่ต้องนิยามหรือกล่าวถึงความสัมพันธ์อย่างแปะป้ายตัดสิน มีเพียงรายละเอียดบางส่วนเท่านั้นที่ปล่อยให้เราในฐานะผู้อ่านจินตนาการกับมันเอง

โช กลับไปกินรามย็อนที่บ้านฉันมั้ย เดี๋ยวทำให้” ย็อมโพล่งออกมา ก่อนที่โชจะขึ้นรถเมล์จากไป

 

-3-

 

ความสัมพันธ์ของผู้คนนั้นถูกจัดวางด้วยการเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพอยู่เสมอ ในเมืองใหญ่อย่างกรุงโซล การเปลี่ยนแปลงของพื้นที่เมือง ผ่านสิ่งก่อสร้างขนาดใหญ่ โรงงาน ร้านค้า การไล่รื้อที่ชุมชนดั้งเดิม การสร้างที่อยู่อาศัยแบบตึกสูง และการหดตัวลงของพื้นที่สาธารณะ เกิดขึ้นในช่วงของการเปลี่ยนผ่าน เริ่มต้นมาตั้งแต่การทะยานขึ้นของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงปลายปี 1980 ผ่านวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในปลายยุค 90's และการฟื้นคืนชีพของกรุงโซลในช่วงปี 2000

คิมแอรัน คือนักเขียนมากฝีมือ งานในช่วงหลังๆ ของเธอหันไปให้ความสำคัญกับชีวิตของผู้คนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม เธอบอกเล่าเรื่องราวในเรื่องสั้น “ฉันไปร้านสะดวกซื้อ” เพื่อชี้ให้เห็นถึงชีวิตท่ามกลางการพัฒนาเชิงกายภาพของเมือง ผ่านพื้นที่ทางสังคมที่เรียกว่า “พยอนิจอม” (편의점) หรือร้านสะดวกซื้อ

ร้านสะดวกซื้อเกิดขึ้นพร้อมกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว การอพยพย้ายถิ่นเข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ ข้อจำกัดด้านที่พักอาศัย และลักษณะของการใช้ชีวิตของคนโสดที่มีปริมาณมากขึ้นในเกาหลี ซึ่งเป็นผลจากการพัฒนาประเทศมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ปัจจุบันมีร้านสะดวกซื้อในเกาหลีประมาณ 35,000 - 40,000 ร้าน ร้านสะดวกซื้อชื่อดังอย่าง CU, GS25, 7-Eleven และ Family Mart พบเห็นได้แทบจะทุกหัวมุมถนนและเส้นทางสายหลัก ร้านสะดวกซื้อที่ว่านี้นำมาซึ่งพื้นที่ทางสังคมและความสัมพันธ์รูปแบบใหม่ แทนที่ร้านอาหารและร้านขายของชำในชุมชน อย่างรถเข็นขายต๊อกบกกีที่นับวันก็ค่อยๆ หายไปพร้อมกับการปรับเปลี่ยนพื้นที่เมือง (urban gentrification)

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเมือง ร้านสะดวกซื้อได้กลายมาเป็นพื้นที่ ทางผ่าน และจุดพบเจอของใครหลายคน

ในบรรดาคนเหล่านั้น มีคู่รักวัยรุ่นที่เข้ามาแบ่งกันกินบะหมี่ถ้วยหลังจากมีเซ็กซ์กันในร้านดูวิดีโอ อาจมีผู้หญิงที่คอแห้งหลังจากที่ทำแท้งเสร็จที่โรงพยาบาลแถวนั้น เลยแวะมาซื้อนมดื่ม อาจมีชายโสดว่างงานออกมาซื้อบุหรี่หลังจากถูกพ่อบ่น อาจมีศิลปินที่ไม่เคยเปิดเผยตัว อาจมีคนตกงาน สายลับ หรือแม้กระทั่งพระเยซูที่ปลอมตัวเป็นขอทาน แต่ร้านสะดวกซื้อไม่เคยถาม ช่างเป็นการต้อนรับที่อบอุ่นและใจกว้างเสียจริง

ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ของสินค้าและการจับจ่าย ที่มีแนวโน้มจะทำให้การบริโภคปรับเปลี่ยนไปในลักษณะที่เหมือนๆ กันไปหมด  “ฉันไปร้านสะดวกซื้อ” ของ คิมแอรัน ได้ชี้ให้เห็นว่า ในความเป็นจริงร้านสะดวกซื้อเหล่านี้กลับมีความเป็นท้องถิ่นอยู่สูง ร้านสะดวกซื้อแต่ละแห่ง แต่ละแบรนด์ ล้วนมีวัฒนธรรมที่จำเพาะ ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม ฐานะ ช่วงวัย และรสนิยมของผู้คนที่เข้ามาจับจ่าย ตลอดจนผู้ให้บริการหลังเคาน์เตอร์ ที่แม้ว่าจะเป็นเพียงแรงงานรับจ้างที่ถูกฝึกหัดมาให้บริการตามขั้นตอนและกฏเกณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน ปราศจากความสัมพันธ์ส่วนตัวอย่างร้านขายของชำแบบดั้งเดิม แต่กระนั้น โลกาภิวัตน์ก็ไม่เคยทำงานอย่างเอาเป็นเอาตาย และอนุญาตให้ความเป็นท้องถิ่นยังดำรงอยู่ได้ภายใต้ชีวิตประจำวันของความสัมพันธ์ที่ดูแห้งแล้งนี้

ร้านสะดวกซื้อกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตสมัยใหม่ เป็นทั้งที่สังสรรค์[5] ที่นัดพบเพื่อนฝูงและออกเดท[6] บางคนถึงกับมองว่าร้านสะดวกซื้อนั้นเป็น “วัฒนธรรม” ของสังคมสมัยใหม่แบบหนึ่งของเกาหลี[7]

คิมแอรัน บอกเล่าเรื่องราวชีวิตประจำวันของร้านสะดวกซื้อนี้อย่างเฉลียวฉลาด และเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่ยากต่อการคาดเดา “ฉันไปร้านสะดวกซื้อ” ชี้ให้เห็นความคลุมเครือของการขีดเส้นแบ่งระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะ ตลอดจนความซับซ้อนของการจัดการ ระหว่างพื้นที่ของการรู้จักมักจี่กับพื้นที่ทางสังคมที่ปฏิบัติต่อกันแบบไร้ตัวตนในสังคมสมัยใหม่

หากคุณได้ลองอ่านเรื่องสั้น “ฉันไปร้านสะดวกซื้อ” แล้ว รับรองว่า ครั้งต่อไปที่เข้าร้านสะดวกซื้อ คุณจะมีอะไรให้มองหามากกว่าสินค้าที่วางอยู่บนชั้นอย่างแน่นอน

 

ยังมีเรื่องสั้นอีกสี่เรื่องใน “มี ในเมษายน ซอล ในกรกฎาคม” ไว้ผมจะมาเล่าต่อครั้งหน้าครับ

 

อ้างอิง

[1] https://data.oecd.org/eduatt/population-with-tertiary-education.htm

[2] http://www.koreaherald.com/view.php?ud=20170109000747

[3] https://www.equaldex.com/region/south-korea

[4] https://www.scmp.com/week-asia/society/article/2164130/why-south-korea-so-intolerant-its-gay-community

[5] https://www.lonelyplanet.com/articles/korean-convenience-stores

[6] http://magazine.seoulselection.com/2017/11/10/kings-of-convenience/

[7] https://medium.com/@sebastian_andrei/south-koreas-convenience-store-culture-187c33a649a6

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...