โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เกษตรกรเลี้ยง "ไก่บ้าน-โคขุน" สุรินทร์ ดันใช้ประโยชน์ FTA ส่งขายกัมพูชา

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 20 ก.ค. 2565 เวลา 06.05 น. • เผยแพร่ 01 ธ.ค. 2563 เวลา 04.27 น.

การทำเกษตรและปศุสัตว์ถือเป็นพื้นฐานอาชีพของสังคมไทยที่สร้างงาน สร้างเงิน สร้างรายได้ให้กับผู้คนมาอย่างยาวนานทุกยุคทุกสมัยแต่ปัจจุบันการแข่งขันด้านการตลาดสูงขึ้น เกษตรกรต้องพัฒนาศักยภาพตัวเองเพื่อแข่งขันทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

แต่การพัฒนาดังกล่าวยังติดปัญหาอยู่มาก ยกตัวอย่างพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ หนึ่งในจังหวัดอีสานใต้ ซึ่งมีชายแดนติดประเทศกัมพูชา โดยมี “ด่านช่องจอม” เป็นประตูการค้าสำคัญ

เมื่อเร็ว ๆ นี้ “อรมน ทรัพย์ทวีธรรม” อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ได้ลงพื้นที่จังหวัดสุรินทร์เพื่อสำรวจศักยภาพสินค้าเกษตร สร้างความเข้าใจเรื่องการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) พร้อมเสวนาในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาศักยภาพสินค้าเกษตรไทย รองรับการค้าเสรี” กับตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรสมัยใหม่ปราสาท ตำบลตาเบา อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

เพื่อผลักดันสินค้าเกษตรในพื้นที่ไปสู่ตลาดต่างประเทศ เช่น ข้าว ไก่เนื้อ โคเนื้อ สุกรมีชีวิต อินทผาลัม ผัก และผลไม้ประเภทต่าง ๆ เป็นต้น

“อรมน” บอกว่า จังหวัดสุรินทร์เป็นจังหวัดที่น่าสนใจมีสินค้าส่งออกหลากหลาย อาทิ ไก่พื้นเมือง สุกร โคเนื้อ และยังเป็นจังหวัดที่ให้ความสำคัญกับการผลิตสินค้าเกษตรอินทรีย์

โดยเฉพาะเรื่องข้าวที่น่าจะตอบสนองความต้องการของตลาดและเทรนด์คนรักสุขภาพในอนาคตได้ดีมีตลาดรองรับ สินค้าเกษตรหลายตัวเกษตรกรสามารถส่งขายที่ Tops Supermarket ของจังหวัดในโครงการ “ตลาดจริงใจ” ซึ่งกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเป็นหนึ่งในหน่วยงานหน้าด่านไปเปิดตลาดสินค้าของไทย

โดยเห็นว่าเกษตรกรไทยควรใช้ FTA หรือการค้าเสรีที่ประเทศไทยมีให้เป็นประโยชน์ เพราะผู้บริโภคจากหลายประเทศให้การยอมรับ และจังหวัดสุรินทร์มีการปลูกพืชแบบผสมผสาน รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ในพื้นที่ สามารถหมุนเวียนผลิตสินค้าขายได้ตลอดทั้งปี

“การลงพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อหารือกับตัวแทนเกษตรกรถึงแนวทางการพัฒนาศักยภาพสินค้าเกษตรของไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาด เป็นการยกระดับมาตรฐาน คุณภาพ และสามารถขายสินค้าในราคาที่สูงขึ้นได้ เราเน้นเรื่องการเพิ่มโอกาสในการส่งออกจากเอฟทีเอด้วย

เนื่องจากจังหวัดสุรินทร์มีพรมแดนติดกับประเทศกัมพูชา ภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-กัมพูชา ได้ลดและยกเลิกภาษีให้กับสินค้าส่วนใหญ่ที่ส่งออกจากไทยแล้ว ทำให้แม้จะเผชิญกับสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19

แต่ในช่วงเดือนมกราคม-กันยายน 2563 การส่งออกสินค้าเกษตรยังเติบโตได้ดี รวมมูลค่า 354.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 270 เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2562”

ในการเสวนามีหลายประเด็นที่น่าสนใจ เช่น ไก่พื้นเมืองเป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคกัมพูชา เกษตรกรสามารถทำราคาได้ดีแต่กัมพูชายังเก็บภาษีที่ 5% ซึ่งต้องมีการพูดคุยกันเป็นลำดับต่อไปเพื่อขยายตลาดหรือหาตลาดเพิ่มขึ้น และที่สำคัญกัมพูชาเป็สมาชิกความตกลงอาเซียนการค้าเสรีอาเซียน เช่นเดียวกัน

ฉะนั้นเบื้องต้นสินค้าเกือบ 99% จะไม่มีภาษีศุลกากรระหว่างกัน ข้อมูลดังกล่าวจะนำไปเจรจาในเวทีอาเซียนเพื่อลดปัญหาและอุปสรรคทางการค้า รวมถึงพูดคุยดูความพร้อมของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

“สุวรรณี โชติสิรินันท์” ประธานวิสาหกิจชุมชนผู้เลี้ยงไก่พื้นเมือง จ.สุรินทร์ บอกว่า ยังมีไก่เนื้อแปรรูปพร้อมทานที่ได้รับความนิยมในตลาดของจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง แต่เป็นลักษณะไก่ผิวเหลืองหรือเรียกว่าไก่บ้าน

โดยกรมปศุสัตว์ได้คิดค้นสายพันธุ์ให้เป็นไก่บ้านที่เนื้อแน่นใช้เวลาเลี้ยงสั้นให้กับเกษตรกรแล้ว และแทบทุกครัวเรือนในพื้นที่ถือว่ามีพื้นฐานการเลี้ยงไก่อยู่แล้ว ผลผลิตสามารถส่งขายผ่านไปด่านช่องจอมได้

แต่น่าเสียดายว่าเกษตรกรที่เลี้ยงส่งออกไก่บ้านจำนวนมากเข้าไปยังตลาดกัมพูชากลับเป็นเกษตรกรผู้เลี้ยงจากจังหวัดอื่นเป็นส่วนใหญ่ ไม่ใช่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่บ้านในจังหวัดสุรินทร์ เพราะเกษตรกรในจังหวัดยังไม่สามารถผลิตอาหารได้เอง หรือลดต้นทุนลงได้ โดยการเลี้ยงไก่ด้วยอาหารสำเร็จรูปทำให้มีต้นทุนสูง ทั้งที่ในจังหวัดมีวัตถุดิบในการผลิตอาหารให้ไก่ค่อนข้างพร้อมทั้งหญ้าหวาน และปลายข้าวอินทรีย์

ด้าน “วิเชียร จินดาศรี” ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนกาบเชิงเพื่อการส่งออก จ.สุรินทร์ กล่าวว่า ตลาดวัวหรือตลาดโคในประเทศไทยแบ่งเป็น 3 ระดับ คุณภาพเนื้อจะต่างกัน ตลาดล่างจะเป็นเนื้อวัวเขียงมีสัญลักษณ์เป็นขาวัวห้อยคุณภาพอยู่ได้ 3 วัน

ถัดมาเป็นตลาดล่างแพ็กขายใน Supermarket และตลาดบนจะเป็นตลาดเนื้อมันแทรก ในจังหวัดสุรินทร์พื้นเพเดิมคือเลี้ยงวัวเพื่อป้อนตลาดล่าง ซึ่งเป็นฐานตลาดใหญ่ที่สำคัญกว่า 90% แต่ไม่เพียงพอต่อตลาดบน ปัจจุบันกลุ่มวิสาหกิจชุมชนโคขุนกาบเชิงได้รับอานิสงส์จาก FTA และได้ทุนจากกระทรวงพาณิชย์แล้ว

“กลุ่มเกษตรกรเรามีวัวอยู่แล้วตอนนี้ แค่ทำหน้าที่นำเนื้อวัวนั้นออกไปสู่ตลาดต่างประเทศอย่างกัมพูชาให้ได้ แต่ปัญหาของเราคือติดเรื่องโควิด-19 อยู่ เรากำลังจะนำคนเข้าไปยังกัมพูชาเพื่อหาตลาดหรือกลุ่มเป้าหมายที่บริโภคเนื้อ กำลังพยายามทำเนื้อวัวเพื่อการส่งออกโดยขายแยกชิ้นส่วน ใช้โรงเชือดอยู่ในตัวจังหวัดสุรินทร์ ซึ่งจะสามารถสร้างงานให้คนในชุมชนได้มากขึ้นกว่าขายเป็นตัว”

นอกจากนี้ นายสุทธิศักดิ์ พรหมบุตรพาณิชย์จังหวัดสุรินทร์ ระบุว่า สินค้าเกษตรหลักของจังหวัดสุรินทร์ คือ ข้าว ถัดมาเป็นมันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน อ้อย ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และที่มีปัญหาประจำแทบทุกปีจะเป็นข้าว ซึ่งปลูกมากในจังหวัดกว่า 3 ล้านไร่ โดยปัจจุบันราคาไม่ค่อยดีนัก ก็อาศัยโครงการประกันรายได้ของรัฐบาลเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนไปได้ส่วนหนึ่ง

สาเหตุคือการแข่งขันในตลาดราคาค่อนข้างรุนแรง โดยเฉพาะคู่แข่งหลักอย่างเวียดนามที่มีการผลิตต่อไร่สูงและต้นทุนต่ำกว่าไทย เมื่อแข่งในตลาดโลกจะได้เปรียบเกษตรกรไทย เบื้องต้นประเด็นนี้ถือเป็นปัญหาสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์จะต้องช่วยดูแลและทางจังหวัดต้องดำเนินการตามมาตรการต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...