โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิดความเป็นมา! เครื่องแบบชุดนักเรียน จุดเริ่มต้นของความคาวาอิ

Khaosod

อัพเดต 30 พ.ย. 2563 เวลา 11.19 น. • เผยแพร่ 30 พ.ย. 2563 เวลา 11.19 น.

ใครที่ติดตามการ์ตูนหรือ"อนิเมะ" ญี่ปุ่นก็คงคุ้นเคยกับภาพชุดนักเรียนน่ารัก หลายรูปแบบของสาวๆ วันนี้ทีม ข่าวสด จะมาย้อนความเป็นมาของเครื่องแบบนักเรียนของประเทศญี่ปุ่นกัน

เครื่องแบบนักเรียนยุคแรกของประเทศญี่ปุ่นมีชื่อว่า"กักคุรัน"  มาพร้อมกับการปฏิรูปประเทศญี่ปุ่นในปี 1868 ที่ทางการได้จัดตั้งสถาบันการศึกษาให้เฉพาะกลุ่มเชื้อราชวงศ์และชนชั้นสูงเท่านั้น ซึ่งในสมัยนั้นสังคมตะวันตกจะให้ความสำคัญกับเครื่องแบบมาก เนื่องจากเป็นการบอกอาชีพและสังกัดทางสังคม

เครื่องแบบ "กักคุรัน"

โดยเครื่องแบบ "กักคุรัน" จะเป็นชุดนักเรียนแขนยาวสีดำ กับกางเกงขายาวสีดำ พร้อมด้วยหมวกปีกทรงเหลี่ยม หรือกลมที่มีตราของโรงเรียนติดอยู่ ซึ่งเป็นเครื่องแบบของนักเรียนชายก็ได้ถือกำเนิดขึ้นในช่วงนี้เอง

เครื่องแบบ "กักคุรัน"

"กักคุรัน" เป็นเครื่องแบบที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากเครื่องแบบทหารซึ่งเมื่อเทียบกับปัจจุบันแล้วชุดนักเรียนชายนั้นไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลงอะไรมาก ในทางกลับกันชุดนักเรียนผู้หญิงกลับมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ซึ่งปัจจัยนั้นขึ้นอยู่กับความชอบของผู้สวมใส่

ชุดฮากามะ

จุดเริ่มต้นของชุดนักเรียนหญิงในญี่ปุ่น โรงเรียนสตรีโตเกียว (東京女学校) เป็นโรงเรียนสตรีแห่งแรกจัดตั้งขึ้นในปีค.ศ. 1872 โดยนักเรียนหญิงในสมัยนั้นต้องสวมชุดเครื่องแบบผู้ชายฮากามะ แต่ก็ต้องถูกสังคมวิจารณ์อย่างหนักทำให้ทางกระทรวงศึกษาธิการต้องทำการออกแบบชุดฮากามะแบบผู้หญิง โดยการเปลี่ยนกางเกงเป็นกิโมโน และเปลี่ยนรองเท้าแบบญี่ปุ่นมาเป็นรองเท้าหนัง ซึ่งในปัจจุบันชุดฮากามะยังถูกนำมาใส่อยู่ในพิธีจบการศึกษา

ปีค.ศ. 1916 การเปลี่ยนแปลงของเครื่องแบบนักเรียนเมื่อญี่ปุ่นเข้าสู่สภาวะสงคราม มีเหตุจำเป็นให้ทางการต้องประกาศหยุดการผลิตและจำหน่ายสิ่งทอจึงกลายมาเป็นชุดกะลาสีที่เราคุ้นตา เนื่องจากชุดกะลาสีนั้นตัดเย็บได้ง่าย ถือว่าเป็นเครื่องแบบที่ได้รับอิทธิพลมาจากชาติตะวันตก เป็นการออกแบบของ ฟุซาโกะ ยามาวาคิ (山脇房子) ครูใหญ่ของโรงเรียนมัธยมสตรียามาวาคิ (山脇高等女学校)

 

ซึ่งเครื่องแบบนักเรียนนั้นได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของเหล่าเด็กสาวที่ได้รับการศึกษาเป็นที่เรียบร้อย เด็กสาวในยุคนี้จะรู้สึกว่าการใส่ชุดนักเรียนนั้นเป็นเรื่องที่ภาคภูมิใจ และเป็นสิ่งที่มีโอกาสแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยความภาคภูมิใจนี้จึงทำให้ชุดนักเรียนญี่ปุ่นถูกรวมกับวัฒนธรรมญี่ปุ่นอย่างไม่น่าสงสัย

ค.ศ. 1970 จุดเริ่มต้นของแฟชั่นแยงกี้ หรือ ซุเคะบัน ถ้าใครอ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นก็คงคุ้นเคยกับชุดนักเรียนแบบนี้มาบ้าง เป็นเครื่องแบบนักเรียนกระโปรงยาว พับแขนเสื้อ หรือบางทีก็ใส่เสื้อคลุมยาว และผ้าคาดศีรษะเอาไว้

เครื่องแบบซุเคะบันนั้นถูกนิยมใส่กันในหมู่นักเลงญี่ปุ่น โดยนำเสนอความคิดที่หลากหลายประท้วงการใส่ชุดนักเรียนกะลาสี เป็นการแสดงออกว่าต้องการจะแหกกฏ และเหตุผลที่พวกเธอใส่กระโปรงยาวนั้นก็เพราะพวกเธอจะได้ซ่อนอายุได้ง่ายขึ้นนั้นเอง

พอก้าวเข้าสู่ยุค 80 โรงเรียนญี่ปุ่นส่วนใหญ่เริ่มหันมาเปลี่ยนรูปแบบชุดนักเรียนให้ดึงดูด และเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น โดยโรงเรียนวิทยาลัยสตรีโชเอ (頌栄女子学院) ซึ่งตั้งอยู่ในเขตมินาโตะของโตเกียว เป็นโรงเรียนแรกที่นำเครื่องแบบเสื้อเบลเซอร์ซึ่งปักตราของโรงเรียนไว้ คู่กับกระโปรงลายสก็อตยาวประมาณเข่า และถุงเท้าทรงสูงเข้ามาใช้

ยุค 90 ชุดนักเรียนญี่ปุ่นนั้นกลายเป็นแฟชั่นที่มีชื่อเรียกว่า "โคแกล" ซึ่งมาจากคำว่าโคโคเซ (นักเรียน.ม.ปลาย ) + Gal ซึ่งในสมัยนั้นถือว่าชุดนักเรียนญี่ปุ่นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก นิตยสารวัยรุ่นสมัยนั้นจึงมีแต่สาวๆใส่ชุดนักเรียนขึ้นปกกันเป็นว่าเล่นเลย

สรุปได้ว่าเครื่องแบบนักเรียนในประเทศญี่ปุ่นนั้นไม่ใช่เพียงเครื่องแบบอีกต่อไป แต่เป็นเหมือนแฟชั่นอย่างหนึ่งที่ถูกเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมของญี่ปุ่นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในยุคปัจจุบันนี้โรงเรียนประถมส่วนใหญ่ จะไม่มีเครื่องแบบนักเรียนให้ใส่ ยกเว้นก็เพียงโรงเรียนเอกชนบางแห่งเท่านั้น โดยส่วนใหญ่โรงเรียนประถมก็จะให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทได้ตามที่สะดวก และเครื่องแบบนักเรียนชั้นมัธยมก็มีหลายสไตล์มากขึ้น

อาทิเช่น ชุดเบลเซอร์ (Blazer) ถูกเอามาใช้ทดแทนชุดกักคุรันในโรงเรียนหลายแห่ง เสื้อด้านในก็ไม่จำเป็นต้องใส่เป็นเสื้อเชิ้ตเสมอไป และโรงเรียนมัธยมในญี่ปุ่นบางแห่งเริ่มเปิดให้นักเรียนใส่เครื่องแบบได้ตามแต่สะดวกไม่ต้องสอดคล้องกับเพศสภาพของตัวเองได้แล้วอีกด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ที่มา becommon

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...