โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอาฉี่ใครมา! นักธุรกิจโวยตร.จับตรวจปัสสาวะ แต่ดันเป็นสีม่วง ทั้งที่ไม่เคยเสพยา

Khaosod

อัพเดต 30 ต.ค. 2562 เวลา 04.05 น. • เผยแพร่ 30 ต.ค. 2562 เวลา 04.05 น.

เอาฉี่ใครมา! นักธุรกิจโวยตร. จับตรวจปัสสาวะ แต่ดันเป็นสีม่วง ทั้งที่ไม่เคยเสพยา เผยโดนตร.ตั้งด่านเรียกตรวจ แต่ไม่เห็นขั้นตอนตรวจ ขอตรวจใหม่ต่อหน้าพงส.แต่ไม่พบฉี่ม่วง เตรียมร้องผู้การจังหวัด ฟ้องกลับทั้งคดีแพ่ง-อาญา

จับตรวจปัสสาวะ / เมื่อวันที่ 30 ต.ค. นายสมชัย หนูนวล อายุ 38 ปี ชาว จ.พัทลุง นักธุรกิจขายส่งกล้วยหอมให้กับบริษัท และยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง พร้อมกับว่าที่ร้อยตรี ชัชวาลย์ บำรุงวงศ์ ทนายความ นำหลักฐานผลตรวจเลือดจากรพ.รามาธิบดี มาให้ผู้สื่อข่าวดู เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ว่าในร่างกายไม่มีสารเสพติดใดๆ เพื่อสะท้อนถึงกรณีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจุดตรวจป้อมบึงขุนทะเล ที่ตั้งด่านแล้วเรียกตรวจปัสสาวะ ปรากฎว่าผลออกมาเป็นสีม่วง ทั้งที่ไม่ได้เสพยาเสพติดแต่อย่างใด

จากการส่งปัสสาวะตรวจอย่างละเอียดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) ผลออกมาก็ไม่มีสารเสพติด วอนขอความเป็นธรรม และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม และเตรียมฟ้องกลับ

กดติดตามไลน์ข่าวสด official account ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน

นายสมชัย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ตนขับรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบอนท์ ทะเบียน ผต2565 สงขลา กลับจากส่งกล้วยหอมให้กับลูกค้า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และขณะขับรถเพื่อจะเดินทางกลับจังหวัดพัทลุง เมื่อมาถึงจุดตรวจบริเวณถนนเลี่ยงเมือง หมู่ที่ 3 ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งด่านจุดตรวจ และเมื่อขับเข้าด่านเจ้าหน้าที่ให้ตนลงไปตรวจปัสสาวะ ก็ให้ความร่วมมือนำปัสสาวะใส่แก้ว และเมื่อนำไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ และไปนั่งรอและนำปัสสาวะไปตรวจ โดยที่ตนไม่เห็นขั้นตอนการตรวจ

ขณะที่ตัวเองกำลังเดินไปนั่ง และเจ้าหน้าที่เดินถือแก้วปัสสาวะไปพร้อมตะโกนบอกว่า “คืนนี้ไม่ได้กลับบ้านแน่ ต้องนอนโรงพัก” จากนั้นเจ้าหน้าที่มาควบคุมตัวไป พร้อมกับผู้ที่ถูกควบคุมตัวอีก 2 ราย ไปที่ป้อมบึงขุนทะเลเพื่อไปทำบันทึกจับกุม แต่ผู้ที่ควบคุมตัวอีก 2 คนที่มาด้วยนั่งด้านนอก

ส่วนตนเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวอยู่ภายในป้อม และเจ้าหน้าที่นำบันทึกจับกุมมาให้ตนเองเซ็นรับสารภาพ แต่ตนไม่ยอมเซ็น แต่ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมบอกว่า “ให้เซ็นไปก่อน เดี๋ยวเรื่องไม่จบ” จึงได้จำใจเซ็น เพราะความกลัว และเป็นห่วงความปลอดภัยตัวเองเพราะมาคนเดียว

จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวไปตรวจหาสารเสพติดที่รพ.สุราษฎร์ธานี ผลตรวจออกมาก็พบว่า มีสารเสพติด 1,000 นาโนกรัมต่อมิลลิกรัม ตนจึงขอตรวจใหม่อีกครั้งที่โรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยินยอม ก่อนควบคุมตัวเข้าห้องขัง สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี จึงประสานญาติให้มาช่วยประกันตัว ในวงเงินประกันตัว 5 หมื่นบาท

หลังได้ประกันตัว พ.ต.ท.มนต์ชัย แมนเมือง สารวัตร(สอบสวน) สอบปากคำ แต่ตนปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ถามว่าไม่เชื่อผลทางวิทยาศาสตร์เหรอ ตนก็ตอบว่าเชื่อ แต่ไม่เชื่อว่าเป็นฉี่ของตน และขอให้พนักงานสอบสวนตรวจปัสสาวะใหม่อีกครั้ง พนักงานสอบสวนจึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมมาร่วมตรวจปัสสาวะใหม่ ต่อหน้าอีกครั้ง ปรากฎผลเบื้องต้น ไม่เจอสารเสพติดแต่อย่างใด

จึงเกิดความขัดแย้งกับผลของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม และนำปัสสาวะที่ตรวจใหม่ส่งตรวจ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนให้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งกว่าจะได้กลับออกจาก สภ.เมือง ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ด่านตรวจจนออกจาก สภ.เมือง นานกว่า 5 ชั่วโมง

เมื่อกลับถึงบ้านตรวจเลือดของตัวเองอีกครั้ง ในวันที่ 8 ต.ค. ที่ห้องเล็บเทคนิคการแพทย์พัทลุง และส่งตรวจอย่างละเอียดที่รพ.รามาธิบดี ในวันที่ 9 ต.ค. เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เสพยาเสพติด ซึ่งและเป็นผู้บริสุทธิ์ ในวันนี้ผลออกมา ก็ไม่พบยาเสพติดในเลือดแต่อย่างใด

ในวันนี้เดินทางไปยังสภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าพบ พ.ต.ท.มนต์ชัย แมนเมือง สารวัตร(สอบสวน) เจ้าของคดี เพื่อขอทราบผลตรวจปัสสาวะที่ส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) ปรากฎว่าผลรับรองการตรวจ ก็ไม่พบว่ามีสารเสพติด และอยู่ในช่วงดำเนินการนำสำนวนให้หัวหน้าพนักงานสวบสวน หรือส่งให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่เคยเสพยาเสพติด และจะดำเนินการฟ้องร้องเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง เพราะตนทำธุรกิจหลายอย่าง แต่กลับต้องมาถูกกลั่นแกล้งทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไปทำแบบนี้กับใครอีก

ด้านว่าที่ร้อยตรีชัชวาลย์ บำรุงวงศ์ ทนายความ ที่เคยทำคดี นายอารีด หมัดอาดั้ม ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาอิสลาม ถูกยัดข้อหาเสพยาเสพติด เมื่อปี 2561 กล่าวว่า เบื้องต้นตั้งข้อสงสัย คือน้ำที่เจ้าหน้าที่นำมาให้ดื่ม ขั้นตอนการควบคุมตัว และการตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาล ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับคดีของนายอารีด โรงพยาบาลไม่น่าจะสามารถยืนยันผลอย่างละเอียดได้ เพราะหากเป็นการตรวจเบื้องต้น ผลต้องระบุว่าอาจมีสารเสพติด โดยต้องสอบถามทางโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีอีกครั้ง

ซึ่งหากเป็นการตรวจเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมตัวเข้าห้องขังได้ และในวันนั้นเจ้าหน้าที่ต้องปล่อยตัว และทำบันทึกระบุที่อยู่เพื่อออกหมายเรียก หากผลยืนยันอย่างละเอียดว่ามีสารเสพติด

หลังจากนี้ต้องติดตามผลจากพนักงานสอบสวน ในการส่งสำนวนให้อัยการเพื่อดำเนินการไม่ฟ้อง และส่งสำนวนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเซ็น ผู้ถูกกล่าวหาถึงจะพ้นมลทิน และเป็นผู้บริสุทธิ์ จากนั้นถึงจะดำเนินการฟ้องร้องทั้งอาญาและแพ่ง โดยจะฟ้องแพ่งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฟ้องอาญาทุจริตกับทางเจ้าหน้าที่ชุดที่จับกุมต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...