เอาฉี่ใครมา! นักธุรกิจโวยตร.จับตรวจปัสสาวะ แต่ดันเป็นสีม่วง ทั้งที่ไม่เคยเสพยา
เอาฉี่ใครมา! นักธุรกิจโวยตร. จับตรวจปัสสาวะ แต่ดันเป็นสีม่วง ทั้งที่ไม่เคยเสพยา เผยโดนตร.ตั้งด่านเรียกตรวจ แต่ไม่เห็นขั้นตอนตรวจ ขอตรวจใหม่ต่อหน้าพงส.แต่ไม่พบฉี่ม่วง เตรียมร้องผู้การจังหวัด ฟ้องกลับทั้งคดีแพ่ง-อาญา
จับตรวจปัสสาวะ / เมื่อวันที่ 30 ต.ค. นายสมชัย หนูนวล อายุ 38 ปี ชาว จ.พัทลุง นักธุรกิจขายส่งกล้วยหอมให้กับบริษัท และยังเป็นอาจารย์สอนพิเศษให้กับมหาวิทยาลัยราชภัฏแห่งหนึ่ง พร้อมกับว่าที่ร้อยตรี ชัชวาลย์ บำรุงวงศ์ ทนายความ นำหลักฐานผลตรวจเลือดจากรพ.รามาธิบดี มาให้ผู้สื่อข่าวดู เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเอง ว่าในร่างกายไม่มีสารเสพติดใดๆ เพื่อสะท้อนถึงกรณีการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจจุดตรวจป้อมบึงขุนทะเล ที่ตั้งด่านแล้วเรียกตรวจปัสสาวะ ปรากฎว่าผลออกมาเป็นสีม่วง ทั้งที่ไม่ได้เสพยาเสพติดแต่อย่างใด
จากการส่งปัสสาวะตรวจอย่างละเอียดที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) ผลออกมาก็ไม่มีสารเสพติด วอนขอความเป็นธรรม และตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม และเตรียมฟ้องกลับ
กดติดตามไลน์ข่าวสด official account ได้ที่นี่
นายสมชัย เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเวลา 22.00 น.วันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมา ขณะที่ตนขับรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีบอนท์ ทะเบียน ผต2565 สงขลา กลับจากส่งกล้วยหอมให้กับลูกค้า ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี และขณะขับรถเพื่อจะเดินทางกลับจังหวัดพัทลุง เมื่อมาถึงจุดตรวจบริเวณถนนเลี่ยงเมือง หมู่ที่ 3 ต.มะขามเตี้ย อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งด่านจุดตรวจ และเมื่อขับเข้าด่านเจ้าหน้าที่ให้ตนลงไปตรวจปัสสาวะ ก็ให้ความร่วมมือนำปัสสาวะใส่แก้ว และเมื่อนำไปยื่นให้กับเจ้าหน้าที่ และไปนั่งรอและนำปัสสาวะไปตรวจ โดยที่ตนไม่เห็นขั้นตอนการตรวจ
ขณะที่ตัวเองกำลังเดินไปนั่ง และเจ้าหน้าที่เดินถือแก้วปัสสาวะไปพร้อมตะโกนบอกว่า “คืนนี้ไม่ได้กลับบ้านแน่ ต้องนอนโรงพัก” จากนั้นเจ้าหน้าที่มาควบคุมตัวไป พร้อมกับผู้ที่ถูกควบคุมตัวอีก 2 ราย ไปที่ป้อมบึงขุนทะเลเพื่อไปทำบันทึกจับกุม แต่ผู้ที่ควบคุมตัวอีก 2 คนที่มาด้วยนั่งด้านนอก
ส่วนตนเจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวอยู่ภายในป้อม และเจ้าหน้าที่นำบันทึกจับกุมมาให้ตนเองเซ็นรับสารภาพ แต่ตนไม่ยอมเซ็น แต่ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมบอกว่า “ให้เซ็นไปก่อน เดี๋ยวเรื่องไม่จบ” จึงได้จำใจเซ็น เพราะความกลัว และเป็นห่วงความปลอดภัยตัวเองเพราะมาคนเดียว
จากนั้นเจ้าหน้าที่นำตัวไปตรวจหาสารเสพติดที่รพ.สุราษฎร์ธานี ผลตรวจออกมาก็พบว่า มีสารเสพติด 1,000 นาโนกรัมต่อมิลลิกรัม ตนจึงขอตรวจใหม่อีกครั้งที่โรงพยาบาล แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยินยอม ก่อนควบคุมตัวเข้าห้องขัง สภ.เมืองสุราษฎร์ธานี จึงประสานญาติให้มาช่วยประกันตัว ในวงเงินประกันตัว 5 หมื่นบาท
หลังได้ประกันตัว พ.ต.ท.มนต์ชัย แมนเมือง สารวัตร(สอบสวน) สอบปากคำ แต่ตนปฎิเสธทุกข้อกล่าวหา ซึ่งเจ้าหน้าที่ถามว่าไม่เชื่อผลทางวิทยาศาสตร์เหรอ ตนก็ตอบว่าเชื่อ แต่ไม่เชื่อว่าเป็นฉี่ของตน และขอให้พนักงานสอบสวนตรวจปัสสาวะใหม่อีกครั้ง พนักงานสอบสวนจึงประสานเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมมาร่วมตรวจปัสสาวะใหม่ ต่อหน้าอีกครั้ง ปรากฎผลเบื้องต้น ไม่เจอสารเสพติดแต่อย่างใด
จึงเกิดความขัดแย้งกับผลของเจ้าหน้าที่ชุดจับกุม และนำปัสสาวะที่ตรวจใหม่ส่งตรวจ ที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) อย่างละเอียดอีกครั้ง ก่อนให้เดินทางกลับบ้านที่จังหวัดพัทลุง ซึ่งกว่าจะได้กลับออกจาก สภ.เมือง ใช้ระยะเวลาตั้งแต่ด่านตรวจจนออกจาก สภ.เมือง นานกว่า 5 ชั่วโมง
เมื่อกลับถึงบ้านตรวจเลือดของตัวเองอีกครั้ง ในวันที่ 8 ต.ค. ที่ห้องเล็บเทคนิคการแพทย์พัทลุง และส่งตรวจอย่างละเอียดที่รพ.รามาธิบดี ในวันที่ 9 ต.ค. เพื่อยืนยันว่าไม่ได้เสพยาเสพติด ซึ่งและเป็นผู้บริสุทธิ์ ในวันนี้ผลออกมา ก็ไม่พบยาเสพติดในเลือดแต่อย่างใด
ในวันนี้เดินทางไปยังสภ.เมืองสุราษฎร์ธานี เพื่อเข้าพบ พ.ต.ท.มนต์ชัย แมนเมือง สารวัตร(สอบสวน) เจ้าของคดี เพื่อขอทราบผลตรวจปัสสาวะที่ส่งตรวจที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 11 (สุราษฎร์ธานี) ปรากฎว่าผลรับรองการตรวจ ก็ไม่พบว่ามีสารเสพติด และอยู่ในช่วงดำเนินการนำสำนวนให้หัวหน้าพนักงานสวบสวน หรือส่งให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี ทั้งนี้ ยืนยันว่าไม่เคยเสพยาเสพติด และจะดำเนินการฟ้องร้องเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตัวเอง เพราะตนทำธุรกิจหลายอย่าง แต่กลับต้องมาถูกกลั่นแกล้งทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง และเพื่อไม่ให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมไปทำแบบนี้กับใครอีก
ด้านว่าที่ร้อยตรีชัชวาลย์ บำรุงวงศ์ ทนายความ ที่เคยทำคดี นายอารีด หมัดอาดั้ม ผู้ทำหน้าที่เผยแผ่ศาสนาอิสลาม ถูกยัดข้อหาเสพยาเสพติด เมื่อปี 2561 กล่าวว่า เบื้องต้นตั้งข้อสงสัย คือน้ำที่เจ้าหน้าที่นำมาให้ดื่ม ขั้นตอนการควบคุมตัว และการตรวจหาสารเสพติดที่โรงพยาบาล ซึ่งเมื่อเทียบเคียงกับคดีของนายอารีด โรงพยาบาลไม่น่าจะสามารถยืนยันผลอย่างละเอียดได้ เพราะหากเป็นการตรวจเบื้องต้น ผลต้องระบุว่าอาจมีสารเสพติด โดยต้องสอบถามทางโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานีอีกครั้ง
ซึ่งหากเป็นการตรวจเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ไม่สามารถควบคุมตัวเข้าห้องขังได้ และในวันนั้นเจ้าหน้าที่ต้องปล่อยตัว และทำบันทึกระบุที่อยู่เพื่อออกหมายเรียก หากผลยืนยันอย่างละเอียดว่ามีสารเสพติด
หลังจากนี้ต้องติดตามผลจากพนักงานสอบสวน ในการส่งสำนวนให้อัยการเพื่อดำเนินการไม่ฟ้อง และส่งสำนวนถึงผู้ว่าราชการจังหวัดเซ็น ผู้ถูกกล่าวหาถึงจะพ้นมลทิน และเป็นผู้บริสุทธิ์ จากนั้นถึงจะดำเนินการฟ้องร้องทั้งอาญาและแพ่ง โดยจะฟ้องแพ่งกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และฟ้องอาญาทุจริตกับทางเจ้าหน้าที่ชุดที่จับกุมต่อไป