โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้จัก ดารา แพน สุรเกียรติ บุนนาค เมาแล้วขับ อ้างพ่อนายพลขู่ย้ายทั้งโรงพัก

Khaosod

อัพเดต 09 ก.ย 2563 เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2563 เวลา 05.29 น.

หลังจากเมื่อวาน ( 8 ก.ย. ) ได้เกิดประเด็นดาราหนุ่ม "แพน สุรเกียรติ" เมาแล้วขับรถชน แต่ไม่ยอมเป่าแอลกอฮอล์ ทั้งยังอ้างพ่อยศใหญ่ขู่ย้ายทั้งโรงพัก ชาวเน็ตจึงเสิร์จหาประวัติของดาราหนุ่มรัวๆ วันนี้ ทีมข่าวสดบันเทิง จะพาทุกคนมาทำความรู้จักหนุ่มแพนกันดีกว่า

หนุ่ม แพน มีชื่อจริงว่า"สุรเกียรติ บุนนาค" เกิดเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2536 ปัจจุบันอายุ 27 ปี เป็นลูกชายคนเล็กมีพี่ชาย 1 คน ภูมิลำเนาเป็นคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่กำเนิด จบการศึกษาระดับมัธยมจากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย และระดับปริญญาตรีสาขาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

แพน เริ่มต้นมีชื่อเสียงมาจากการเป็นศิลปินนักร้องในสังกัดค่าย RS โดยเป็นอดีตสมาชิกของวง Vamp วงเจ้าของเพลงดังอย่าง หัวใจวาย (Heart Attack) ทั้งยังมีผลงานมิวสิกวิดีโอให้กับศิลปินมากมาย อาทิเช่น อยู่บำรุง, เสียงลมหายใจ และ คำว่ารัก…แปลว่าไม่รัก ซึ่งเพลงอยู่บำรุงนั้นเรียกว่าเป็นผลงานที่แจ้งเกิดเขาเลยทีเดียว จนทำให้เขาได้รับฉายาว่า "แพน อยู่บำรุง" นอกจากนั้นเขายังความฝันที่จะทำงานเบื้องหน้าให้ครบในทุกๆ ด้าน แล้วก็ผันตัวเองไปทำงานเบื้องหลัง

ปัจจุบัน แพน เป็นนักแสดงในสังกัด ช่อง 7 มีผลงานล่าสุดที่ออนแอร์อยู่ตอนนี้เป็นละครสนุกสนานตอนเย็นทางช่อง 7 เรื่อง ไฮโซสะออน รวมถึงมีผลงานละครอื่นๆ อาทิ คู่ปรับฉบับหัวใจ, หัวใจลูกผู้ชาย, เศรษฐีตีนเปล่า, นักสู้สะท้านฟ้า, ลูกไม้หลายๆ ต้น, หนี้เกียรติยศ นอกจากนี้ แพน ยังเป็นพิธีกรหลายรายการ รวมทั้งเป็นดีเจอีกด้วย จนพูดได้ว่า แพน ไม่ใช่ดาราหน้าใหม่ แต่เป็นผู้ที่โลดแล่นอยูในวงการบันเทิงมานานถึง 12 ปี

เมื่อเวลาตำรวจได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุรถยนต์ชนกัน ทั้งสองฝ่ายตกลงกันไม่ได้ จึงเกิดการโต้เถียงในที่เกิดเหตุ เมื่อตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุจึงพบคู่กรณียืนรอเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ พร้อมกับกล่าวว่าตนขับรถอยู่ และกำลังจะเลี้ยว คู่ขับรถมาด้วยความเร็วจึงทำให้เกิดเหตุรถเฉี่ยวชน แต่คู่กรณีไม่ยอมลงมาคุยด้วย มีท่าทีฮึดฮัดฟัดเหวี่ยง ทั้งยังมีอาการคล้ายคนเมา

และเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามเกลี้ยกล่อมขอเป่าแอลกอฮอล์ก็ไม่ยินยอม พยายามต่อสายหาคนโน้นคนนี้จนสุดท้ายส่งสายให้ ร.ต.ท.นิพนธ์ โดยชายในสายอ้างว่า เป็นบิดาและเป็นทหารยศพลเอก หากไม่ช่วยเหลือลูกของตนจะย้ายตำรวจทั้งโรงพัก

 ต่อมาแม่ของ แพน ได้ขับรถมายังที่เกิดเหตุ และขอร้องไม่ให้เจ้าหน้าที่เป่าแอลกอฮอล์ลูกชาย โดยมีการโต้เถียงกันนานกว่า 4 ชั่วโมง สองแม่ลูกก็ไม่ยินยอมให้เป่า และปฏิเสธที่จะไปโรงพัก เมื่อเจ้าหน้าที่เห็นว่าเวลาผ่านมานานแล้ว จึงใช้กำลังดึงตัวออกมาจากรถเพื่อจะนำขึ้นรถสายตรวจ

แต่ทั้งแแพน และแม่ก็ขัดขืนจนทำให้เกิดเหตุการณ์ชุนลมุนจน แพน ล้มลงหัวเข่าแตกเลือดออก เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตัดสินใจใส่กุญแจมือทันทีก่อนนำขึ้นรถสายตรวจพาตัวมาที่โรงพักเป่าวัดแอลกอฮอลล์ พบว่า มีปริมาณสูงถึง 196 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ก่อนแจ้งข้อหาเมาแล้วขับ ควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายทันที

โดยความคืบหน้าล่าสุดพนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องในข้อหาเมาสุราและขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย โดยจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจึงพิพากษาว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 ฐานขับรถในขณะเมาสุราคงจำคุก 3 เดือน และปรับ 10,000 บาท,ฐานขับรถประมาทเป็นเหตุให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหายคงปรับ 500 บาท คงลงโทษจำคุก 3 เดือนและปรับ 10,500 บาท โทษจำคุกรอไว้มีกำหนด 3 ปีให้คุมความประพฤติจำเลยไว้มีกำหนด 2 ปี

โดยให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติ 4 ครั้ง และให้ทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควรเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ให้จำเลยเข้ารับการอบรมเกี่ยวกับกฎระเบียบวินัยจราจร และผลของการเสพสิ่งมึนเมาหรือสิ่งเสพติดที่มีต่อร่างกายและจิตใจเพื่อความปลอดภัยในการขับรถอย่างน้อย 1 ครั้ง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามมาตรา 29, 30 ให้พักใช้ใบอนุญาตขับรถของจำเลยมีกำหนด 6 เดือนนับแต่วันมีคำพิพากษา แจ้งนายทะเบียนขนส่งจังหวัดทราบ

ก็หวังว่าจากเหตุการณ์ครั้งนี้จะเป็นบทเรียนที่สำคัญให้กับ "หนุ่มแพน" และไม่ทำผิดซ้ำอีกครั้ง ทาง ทีมข่าวสดบันเทิง ก็ขอเป็นกำลังใจหนุ่มแพนอีกแรงด้วยนะ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...