มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ไม้ผลทำเงิน ของสระแก้ว
จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นแหล่งผลิตมะม่วงเพื่อการส่งออกที่สำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเฉพาะมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ซึ่งมีผิวเหลืองทองน่ารับประทาน มีรสชาติหอมหวาน อร่อย ซึ่งเป็นที่นิยมสูงทั้งในประเทศและตลาดส่งออก
สายพันธุ์มะม่วงที่นิยมปลูกมากที่สุด ได้แก่ พันธุ์น้ำดอกไม้สีทองและเขียวเสวย ทุกวันนี้ผลผลิตมะม่วงส่วนใหญ่มุ่งผลิตเพื่อการส่งออก ดังนั้น จังหวัดสระแก้วจึงประกาศให้มะม่วงเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของจังหวัด
เส้นทางสู่เกษตรกรมืออาชีพ
คุณกระจ่าง จำศักดิ์ เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองกว่า 400 ไร่ ในพื้นที่อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว โดยคุณกระจ่าง เล่าว่า ผมเกิดในครอบครัวเกษตรกร เรียนจบระดับ ปวช. สาขาเกษตร ที่อยุธยา และเรียนจบระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี หลังจากนั้น ก็ทำงานในบริษัทเอกชนเรื่อยมา จนกระทั่งเกิดความสนใจอาชีพการทำสวนมะม่วง เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ที่ดี ผมจึงตัดสินใจลาออก และก้าวเข้าสู่อาชีพการทำสวนมะม่วงอย่างเต็มตัว เมื่อ 14-15 ปีก่อน
เนื่องจากคุณกระจ่างขาดประสบการณ์เรื่องการทำสวนมะม่วง จึงร่วมหุ้นกับเพื่อนเช่าพื้นที่ 40-50 ไร่ในอำเภอพนัสนิคม เพื่อทำสวนมะม่วง หลังจากนั้น ก็ขยายการลงทุนมาเช่าพื้นที่ 400 ไร่ในอำเภอวัฒนานคร เพื่อทำสวนมะม่วง และประสบผลสำเร็จในอาชีพชาวสวนมะม่วงตามเป้าหมายที่วางไว้
ความจริงเป็นสวนมะม่วงเนื้อที่ 400 ไร่แห่งนี้ เป็นของนักธุรกิจรายหนึ่ง แต่เขาไม่มีเวลาดูแลสวน จึงเปิดให้คุณกระจ่างเช่าพื้นที่ โดยเรียกเก็บค่าเช่าปีละ 500,000 บาท สำหรับสวนแห่งนี้ ปลูกมะม่วงหลากหลายสายพันธุ์ เช่น มะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง มะม่วงน้ำดอกไม้เบอร์ 4 มะม่วงทองดำ มะม่วงฟ้าลั่น มะม่วงเขียวเสวย โดยจะเก็บผลผลิตออกขายแก่สหกรณ์ชมรมชาวสวนมะม่วง จังหวัดฉะเชิงเทรา จำกัด เฉลี่ยปีละ 3 ครั้ง คือ ผลผลิตนอกฤดู (พฤศจิกายน-ธันวาคม) ผลผลิตก่อนฤดู (กุมภาพันธ์-มีนาคม) ผลผลิตในช่วงฤดู (เมษายน-พฤษภาคม)
เคล็ดลับดูแลสวนระบบจีเอพี (GAP)
คุณกระจ่าง เล่าว่า แม้พื้นที่แห่งนี้จะเป็นสวนมะม่วงเก่า แต่ผมก็ใช้ระบบเทคโนโลยีการจัดการสวนแบบใหม่ ตามมาตรฐานจีเอพี ตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว เพื่อให้สินค้ามีมาตรฐานและปลอดภัยสำหรับผู้บริโภค สำหรับเทคนิคการจัดสวนระบบจีเอพี ไม่มีขั้นตอนยุ่งยากอะไร แค่ปฏิบัติตามขั้นตอนการผลิตที่ปลอดภัยเป็นหลัก
เช่น เก็บรักษาสารเคมีและอุปกรณ์ทางการเกษตรให้เป็นสัดส่วน โดยแยกจากที่อยู่อาศัย มีการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างถูกต้องเหมาะสม และปฏิบัติตามระบบการจัดการคุณภาพ จีเอพี สภาพภายในสวนเน้นรักษาความสะอาด มีการสำรวจแมลงศัตรูพืช ตัดแต่งกิ่งที่เป็นโรคไปทำลาย กำจัดวัชพืชโดยใช้เครื่องตัดหญ้า
และมีการจดบันทึกการใช้สารเคมีไว้ทุกครั้ง เพื่อให้สามารถตรวจย้อนกลับได้ รวมทั้งสุ่มตรวจผลผลิต เพื่อตรวจสอบหาสารเคมีตกค้างก่อนเก็บเกี่ยวในแต่ละรุ่นประมาณ 2 สัปดาห์ ผลผลิตจากสวนที่ผ่านระบบจีเอพี จะมุ่งป้อนตลาดส่งออกเป็นหลัก ยอดขายตลาดส่งออกก็เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี
เกือบ 10 ปีก่อน คุณกระจ่างแยกตัวจากเพื่อน มาซื้อที่ดิน 66 ไร่ในบริเวณใกล้เคียงกับสวนแห่งนี้ เพื่อลงทุนทำสวนมะม่วงเป็นของตัวเอง โดยเน้นปลูกมะม่วงเพียง 2 สายพันธุ์ คือ น้ำดอกไม้สีทองและเขียวเสวย เนื่องจากเป็นสินค้ายอดนิยมที่ตลาดในประเทศและส่งออกต้องการผลผลิตเป็นจำนวนมากนั่นเอง
เทคนิคการจัดการสวนมะม่วงแบบใหม่
คุณกระจ่าง เล่าว่า เพื่อให้สวนแห่งใหม่นี้ดูแลจัดการง่ายและสะดวกต่อการเก็บเกี่ยว ผมกำหนดพื้นที่ปลูกมะม่วงเขียวเสวยในระยะ 8×6 เมตร ส่วนมะม่วงน้ำดอกไม้สีทอง ปลูกในระยะต้นชิด คือ 6×4 เมตร เพื่อดูแลไม่ให้ลำต้นสูงเกินไป การจัดการสวนแบบใหม่ โดยเว้นที่ว่างในระยะ 6 เมตร สามารถใช้รถแทรกเตอร์และรถพ่นยาวิ่งทำงานในสวนได้อย่างสบาย โดยไม่กระทบต่อการเติบโตของต้นมะม่วง ปัจจุบันสวนแห่งใหม่มีอายุ 2 ปี จะเริ่มเก็บเกี่ยวได้ใน 2 ปีข้างหน้า
หากเปรียบเทียบต้นทุนค่าจัดการสวนมะม่วงดังกล่าว คุณกระจ่าง เล่าว่า สวนมะม่วงแห่งใหม่จะได้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่า เพราะสามารถควบคุมความสูงของต้นมะม่วงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากสวนเก่า มะม่วงจะมีลำต้นสูง คนงานต้องใช้ตะกร้อสอยผล แต่ละวันจะเก็บผลมะม่วงได้โดยเฉลี่ย 10 ลังต่อคน และต้องปีนบันไดขึ้นไปห่อผลมะม่วง แรงงาน 1 คนจะทำงานห่อผลได้เฉลี่ยวันละ 300 ลูก
ขณะที่สวนมะม่วงที่ปลูกใหม่ ที่วางแผนการปลูกอย่างเหมาะสม จะสามารถคุมความสูงของต้นมะม่วงได้ ทำให้คนงานยืนเก็บผลรอบต้นได้สะดวกสบายมากกว่า แรงงาน 1 คนสามารถเก็บผลมะม่วงได้มากขึ้นถึงวันละ 15-20 ลัง และทำงานห่อผลมะม่วงได้มากขึ้นเป็นวันละ 500-600 ลูก
จุดเปลี่ยนของแหล่งผลิตมะม่วง
คุณกระจ่าง เล่าว่า จังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตมะม่วงมากเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ แต่ระยะหลังประสบปัญหาขาดแคลนแรงงาน แถมเจอภาคอุตสาหกรรมรุกขยายเข้ามาในพื้นที่สวนมะม่วงของอำเภอบางคล้า พนมสารคาม และแปลงยาว ขณะเดียวกัน เกษตรกรบางส่วนเลิกทำสวนมะม่วง ไปลงทุนทำฟาร์มเลี้ยงกุ้งและปลูกสวนยางแทน ทำให้ตัวเลขพื้นที่ปลูกมะม่วงของจังหวัดฉะเชิงเทราปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง
ปัจจุบัน สระแก้วกลายเป็นทำเลทองของการลงทุนทำสวนมะม่วงเพื่อการส่งออก เนื่องจากสระแก้วยังมีพื้นที่ว่างเพียงพอสำหรับภาคเกษตร ที่นี่ยังไม่ค่อยมีการลงทุนของภาคอุตสาหกรรมมากนัก จึงหาแรงงานได้ง่าย ที่สำคัญพื้นที่แห่งนี้ ไม่ค่อยมีปัญหาโรคและแมลง
สระแก้ว ทำเลทองของการปลูกมะม่วง
คุณกระจ่าง เล่าอีกว่า ที่ผ่านมา แหล่งปลูกมะม่วงสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา คือ อำเภอพนัสนิคม บางคล้า และพนมสารคาม มักประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโรคและแมลงเยอะมาก ทำให้เกษตรกรชาวสวนมะม่วงต้องแบกภาระต้นทุนที่ค่อนข้างสูง
หลังจากย้ายมาทำสวนมะม่วงที่สระแก้วปรากฏว่า เจอปัญหาเรื่องโรคและแมลงรบกวนน้อยมาก ทำให้มีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่ต่ำลง คุณกระจ่าง เล่าเพิ่มเติมว่า สำหรับการผลิตมะม่วงนอกฤดู เมื่อต้นมะม่วงออกช่อ เจ้าของสวนมะม่วงในจังหวัดฉะเชิงเทราจะต้องฉีดยาฆ่าแมลงถึง 10 ครั้ง ผลมะม่วงถึงจะรอดและมีผิวสวย ขณะที่สวนมะม่วงในสระแก้ว ฉีดยาแค่ 4-5 ครั้ง ก็ป้องกันแมลงได้แล้ว จึงช่วยประหยัดต้นทุนค่าใช้จ่ายให้เกษตรกรได้เป็นจำนวนมากในแต่ละปี
เผยแพร่ครั้งแรก วันพุธที่ 1 กันยายน พ.ศ.2564