โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินราคาทองครึ่งหลังปี'67 จับตา 3 ปัจจัยใหญ่

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 มิ.ย. 2567 เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2567 เวลา 04.13 น.
ธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง

ฮั่วเซ่งเฮง วิเคราะห์แนวโน้มราคาทองครึ่งหลังของปี‘67 ชี้มี 3 ปัจจัยใหญ่ที่ต้องจับตา ทั้งแนวโน้มดอกเบี้ย นโยบายการคลังของสหรัฐ นโยบายการเงินของเฟด รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯด้วย เชื่ออีก 2-3 ปี นับจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีของทองคำ

วันที่ 29 มิถุนายน 2567 นายธนรัชต์ พสวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทฮั่วเซ่งเฮง เปิดเผยถึงทิศทางราคาทองคำครึ่งหลังของปี 2567 ว่า แนวโน้มความต้องการทองคำของตลาดในประเทศยังคงมีเพิ่มขึ้น แต่ต้องจับตามองถึงสถานการณ์และปัจจัยหลาย ๆ ด้าน ทั้งการปรับลดดอกเบี้ยจะส่งผลให้ราคาทองคำสูงขึ้น การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปีนี้ ซึ่งนโยบายของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัคร มีทีท่าชัดเจนต้องการให้ธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกาหรือเฟด เร่งลดดอกเบี้ย

“ทางฮั่วเซ่งเองมองว่า อีก 2-3 ปี นับจากนี้ยังเป็นช่วงเวลาที่ดีของทองคำ”

โดยมี 3 ปัจจัยที่ต้องติดตาม ซึ่งส่งผลเชิงบวกต่อราคาทอง ได้แก่ 1.แนวโน้มดอกเบี้ย คาดกันว่าปีนี้เฟดน่าจะลดดอกเบี้ยเพียงครั้งเดียว และหากมีข้อมูลเศรษฐกิจที่บ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเริ่มลงหรือเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัว คาดว่าดอกเบี้ยจะลดมากกว่า 1 ครั้ง

2.นโยบายการคลังของสหรัฐ จะเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปีนี้ ซึ่งมีแนวโน้มว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ อาจเป็นผู้ชนะ ซึ่งทรัมป์เองมีนโยบายลดภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดา โดยจะส่งผลเชิงบวกต่อราคาทองคำ

3.นโยบายการเงิน หากเฟด ไม่ลดดอกเบี้ย หนี้ของสหรัฐฯ จะมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น ซึ่งหากทรัมป์ชนะการเลือกตั้งฯ มีแนวโน้มว่าจะมีการก่อหนี้เพิ่มมากยิ่งขึ้น ดอกเบี้ยในระดับสูงจะนำมาซึ่งปัญหาหนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทอง หรือหากเฟดลดดอกเบี้ย ก็จะเป็นผลบวกกับทองเช่นเดียวกัน

“ทองคำยังคงได้รับความนิยมและเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการลงทุน โดยมีจุดเด่นซึ่งแตกต่างจากการลงทุนอื่น ๆ และถือเป็นการลงทุนที่มั่นคงในระยะยาว โดยให้ผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีประมาณ 10% (ย้อนหลัง 5 ปีที่ผ่านมา)”

โดยหนึ่งในเหตุผลหลักที่นักลงทุนมักจะให้ความสนใจการลงทุนทองคำก็คือความสามารถในการคุ้มครองมูลค่าเงินลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจมีความผันผวน หรือในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ โดยมีลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นดังนี้

1. การเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย: ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย หรือ “Safe-Haven Asset” ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่แน่นอน

2. ความยืดหยุ่นและปรับตัวได้ดีต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก: ทองคำมีการซื้อ-ขายทั่วโลกและมีตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำให้นักลงทุนสามารถทำการซื้อ-ขายได้ตลอดเวลา

3. การรักษามูลค่าในระยะยาว: ทองคำไม่เสื่อมค่าเมื่อเวลาผ่านไป ต่างจากสินทรัพย์บางประเภทที่อาจสูญเสียมูลค่า เนื่องจากการสึกหรอหรือเสื่อมสภาพ

“แนวโน้มราคาทองคำช่วงครึ่งหลังของปี 2567”

แนวโน้มราคาทองคำโลก แนวรับบริเวณ 2,250-2,430 ดอลลาร์ ยังคงแข็งแกร่งและสามารถฟื้นตัวขึ้นมาจากระดับดังกล่าวได้ ซึ่งแต่ละรอบที่ปรับตัวขึ้นมาก็สามารถทำจุดสูงสุดใหม่ได้แทบทุกครั้ง และยังมีการยก Low และยก High ขึ้นมาในแต่ละเวฟ ซึ่งเป็นรูปแบบของแนวโน้มขาขึ้น ทั้งนี้ คาดการณ์ แนวรับที่ 2,280 / 2,250 ดอลลาร์ แนวต้าน 2,400 / 2,430 ดอลลาร์”

ขณะที่แนวโน้มราคาทองในประเทศ ได้รับอานิสงส์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัวราว 2.40 บาทหรือราว 6.8% ช่วยหนุนราคาทองคำ โดยหลังจากขึ้นมาเหนือระดับ 40,000 บาทแล้ว ราคายังไม่เคยหลุดลงไปต่ำกว่าระดับ 40,000 บาท ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความต้องการถือครองทองคำที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากความผันผวนของตลาด รวมถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบกระแสลดการพึ่งพาเงินสกุลดอลลาร์ และแน่นอนว่ารวมถึงแนวโน้มของทองคำที่เป็นขาขึ้นด้วย

“คาดการณ์ทองในประเทศ แนวรับที่ 40,000 / 39,700 บาท แนวต้าน 41,000 / 41,300 บาท”

ทั้งนี้ ปัจจัยที่ส่งผลบวกต่อทอง ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่

1.ดอกเบี้ยสหรัฐฯ ในการประชุมเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ข้อมูล Dot plot แสดงให้เห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) อาจลดดอกเบี้ยปีนี้เพียงแค่ 1 ครั้งเท่านั้น

2.การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ จะเข้ามามีน้ำหนักมากขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ และอาจส่งผลกระทบต่อราคาทองคำค่อนข้างมาก

ส่วนปัจจัยที่ส่งผลลบต่อทอง คือ ธนาคารกลางจีนประกาศระงับการซื้อทองคำในเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา หลังจากที่ได้ซื้อทองคำติดต่อกันเป็นเวลา 18 เดือน ทำให้ตลาดตีความว่าธนาคารกลางจีนอาจหยุดซื้อทองคำแล้ว ทั้งนี้ ในปี 2566 ธนาคารกลางจีนเข้าซื้อรวม 225 ตัน หรือเฉลี่ย 19 ตันต่อเดือน

สำหรับ 4 เดือนแรกของปีนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองเพียง 130 ตัน ซึ่งถือว่าน้อยลง แต่หากราคาทองลงแรง ก็คาดว่าจะเข้าซื้อเพิ่มอีก ดังนั้น หากมีข่าวว่าธนาคารกลางจีนกลับมาซื้อทองคำอีกครั้ง เหตุผลดังกล่าวจะกลับมาเป็นปัจจัยหนุนให้ราคาทองสูงขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ฮั่วเซ่งเฮง ประเมินราคาทองครึ่งหลังปี’67 จับตา 3 ปัจจัยใหญ่

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...