เมื่อตัวตนเสมือนอาจกลายเป็นคมมีดทิ่มแทง : เปิดจักรวาล ‘มาสคอต’ และเหรียญอีกด้านที่ ‘แรงงานอารมณ์’ ต้องเผชิญ
มาสคอต
ในโลกที่โหดร้าย พวกเราต่างมีเหล่า ‘มาสคอต’ ไว้ชุบชูจิตใจ ด้วยบุคลิกที่น่ารักและสุดกวนของมาสคอต คงปฏิเสธไม่ได้ว่าตัวละครเหล่านี้กลายเป็นอีกหนึ่งความบันเทิงใหม่ของผู้คนในยุคปัจจุบัน
หนึ่งในปัจจัยที่สร้างความนิยมให้แก่มาสคอตเหล่านี้ คือ ‘โซเชียลมีเดีย’ เพราะเป็นพื้นที่ที่ทำให้เหล่ามาสคอตสามารถแสดงจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาที่แสนน่ารักหรือกิริยาอันแสนน่าเอ็นดู แทนจากเดิมที่เราอาจพบเห็นได้เพียงตามสถานที่จริง โซเชียลมีเดียจึงทำหน้าที่เป็นเหมือน ‘เครื่องขยายเสียง’ ที่ทำให้ผู้คนเข้าถึงเหล่ามาสคอตได้มากขึ้น ง่ายขึ้น และไร้พรมแดนมากขึ้น
หากสำรวจนิยามของ ‘มาสคอต’ จากหลากหลายแหล่งที่มา ต่างมีจุดร่วมของความหมายที่คล้ายคลึงกัน โดย ‘มาสคอต’ หมายถึง สัญลักษณ์ที่เป็นตัวแทนของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อใช้เป็นตัวแทนในการประชาสัมพันธ์และสร้างให้เกิดการจดจำที่ดีอันนำไปสู่ภาพลักษณ์เชิงบวกของสินค้าและบริการนั้น
ที่ผ่านมา ‘มาสคอต’ จึงถูกออกแบบมาจากรูปลักษณ์ที่ผู้คนสามารถรับรู้ได้โดยง่าย ผ่านการใช้ตัวการ์ตูน สัตว์ หรือตัวละครที่มีความใกล้เคียงกับมนุษย์ (แม้ว่าหน้าตาอาจไม่คล้ายมนุษย์ แต่ก็จะมีท่าทางคล้ายมนุษย์) อีกทั้งยังต้องเสริมสร้างเรื่องราวและนิสัยเฉพาะตัวให้กับมาสคอตเหล่านั้นด้วย มาสคอตส่วนใหญ่จึงมักแสดงกิริยาที่เกินมนุษย์ทั่วไป หรือแสดงออกถึงความน่ารักสดใสร่าเริงเหมือนเด็ก เพื่อกระตุ้นความรู้สึกที่ดีของผู้พบเห็นให้เกิดขึ้นได้ง่ายและเพิ่มมิติและความน่าสนใจให้กับคาแรกเตอร์เหล่านั้น
หากนึกถึงมาสคอตที่ได้รับความนิยมระดับโลก หลายคนคงนึกภาพของ ‘คุมะมง’ เจ้าหมีตัวสีดำที่มีแก้มสีแดงประจำจังหวัดคุมาโมโตะ (Kumamoto) สาเหตุที่ใช้หมีดำเป็นต้นแบบของการออกแบบคุมะมง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วจังหวัดคุมาโมโตะกลับไม่มีหมีสักตัว เพราะคำว่า ‘Kuma’ (แปลว่า หมี) พ้องกับชื่อจังหวัดคุมาโมโตะ โดยคุมะมงเกิดขึ้นภายใต้แคมเปญ ‘Kumamoto Surprise’ ที่ต้องการนำเสนอของดีประจำจังหวัดให้กับผู้คนในเมืองคุมะโมโตะรับรู้ และภูมิใจบ้านเกิดของตนเอง เพื่อที่จะสามารถอธิบายและสร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยวได้
สำหรับวิธีการออกแบบมาสคอต ‘คุมะมง’ นั้น คุมะมงถูกออกแบบให้ชุดมีสรีระที่สามารถออกท่าทางได้อย่างอิสระ ประกอบกับดวงตาเบิกโพลง และปากที่อ้างค้าง ทำให้กลายเป็นหมีที่ดูตื่นเต้นตลอดเวลาเพื่อสอดคล้องกับแคมเปญ ‘Kumamoto Surprise’ ทั้งนี้แก้มสีแดงบนใบหน้าของมาสคอตก็เป็นส่วนประกอบที่ถูกเติมแต่งภายหลัง เนื่องจากมานาบุ มิซุโนะ (Manabu Mizuno) ผู้ออกแบบมาสคอตมองว่าเด็กในประเทศญี่ปุ่นมักชอบมีแก้มแดง จึงใส่เข้ามาเพื่อให้คุมะมงมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่น อีกทั้งยังสะท้อนถึงความร่าเริงและความซุกซนเหมือนเด็กของเจ้าหมีดำตัวนี้ โดยผู้ออกแบบก็ใส่เรื่องราวเพิ่มเติมไปแทนว่า “เพราะคุมะมงชอบกินมะเขือเทศและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จึงทำให้มีแก้มสีแดง”
ที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากจังหวัดคุมาโมโตะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติ และเป็นจังหวัดเกษตรกรรมที่มี ‘มะเขือเทศและผลไม้’ เป็นผลิตภัณฑ์ขึ้นชื่อของจังหวัด เห็นได้ว่าจากแก้มแดงๆ ธรรมดาบนใบหน้าเจ้าหมีดำสุดกวนตัวนี้ ก็สามารถแปรเปลี่ยนเป็นกลวิธีประชาสัมพันธ์เรื่องราวเกี่ยวกับจังหวัดได้อีกมากมาย เช่น ‘แนะนำอาหารขึ้นชื่อจากจังหวัดคุมาโมโตะ “สีแดงๆ” เหมือนแก้มหมี Kumamon!’ เป็นต้น
กฤษบดินทร์ วงค์คำ นักวิจัยจากสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายในบทความ ‘มาสคอต’ คาแรกเตอร์ตัวการ์ตูนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมท้องถิ่น ว่า ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆ ที่ให้ความสำคัญและมีความพยายามจะยกระดับ ‘การท่องเที่ยวท้องถิ่น’ ให้กลายเป็น ‘นวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม’ โดยในช่วงปี 2010-2015 ถือได้ว่าเป็นยุคทองของการสร้างมาสคอตประจำเมืองในญี่ปุ่น เนื่องจากหน่วยงานท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศสร้างมาสคอตของจังหวัดตนในอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อประชาสัมพันธ์จังหวัดและทำให้เมืองน่าสนใจมากขึ้น ประกอบกับในปี 2010 เกิดการจัดการประกวดมาสคอตแห่งชาติขึ้นอย่างเป็นทางการภายใต้ชื่อ ‘ยูรุเคียระกรังด์ปรีซ์’ (Yuru-Chara Grand Prix) เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินผลการประกวดอย่างยุติธรรม
‘ยูรุเคียระกรังด์ปรีซ์’ (Yuru-Chara Grand Prix)
จากการออกแบบมาสคอตของเมืองคุมาโมโตะที่ใส่ใจรายละเอียดทำให้เจ้าหมีดำอย่าง ‘คุมะมง’ ชนะเลิศในการแข่งขันมาสคอตจากทั้งประเทศอย่าง ‘ยูรุเคียระกรังด์ปรีซ์’ ได้ จนสร้างปรากฏการณ์ความโด่งดังและสร้างเม็ดเงินจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกได้สำเร็จ ส่งผลให้หลายจังหวัดเริ่มออกมาสร้างมาสคอตเป็นของตนเอง และเป็นการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาท้องถิ่นไปพร้อมกับการสร้างและพัฒนามาสคอตประจำเมือง เหมือนกับมาสคอตอีกตัวอย่าง ‘ชิบะคุง’ (CHIBA KUN) มาสคอตประจำเมืองชิบะ แม้ว่าชิบะคุงจะมีลักษณะเป็นสิ่งมีชีวิตสีแดงคล้ายสุนัข แต่เมืองชิบะกลับอธิบายว่า ชิบะคุงเป็นสิ่งมีชีวิตลึกลับจนไม่ต้องการนิยามว่า ‘ชิบะคุง’ เป็นสัตว์ชนิดใดแบบเฉพาะเจาะจง เนื่องจากหน้าตาของมันถูกออกแบบมาจาก ‘แผนที่ของเมืองชิบะ’
นอกจากนี้ สีแดงบนตัวชิบะคุงนั้นก็มาจากสีของ ‘ชิบะเบอร์รี’ สตรอว์เบอร์รีสายพันธุ์ใหม่ประจำเมือง หลังจากผ่านการพัฒนาสายพันธุ์มามากกว่า 12 ปี โดยสายพันธุ์ดังกล่าวมีคุณสมบัติทนทานต่อโรค ขนาดใหญ่กว่าสตรอว์เบอร์รีทั่วไป และรสชาติหวานอมเปรี้ยว จนทำให้สตรอว์เบอร์รีกลายเป็นหนึ่งในผลไม้ขึ้นชื่อประจำจังหวัดชิบะ โดย ‘ชิบะคุง’ ในฐานะมาสคอตประจำเมืองที่ถูกออกแบบมาจากรายละเอียดต่างๆ ของเมืองไปจนถึงของขึ้นชื่อประจำเมือง ชิบะคุงจึงมีหน้าที่ประชาสัมพันธ์ผลผลิตขึ้นชื่อของเมืองไปจนถึงสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อเผยแพร่ข้อมูลไปสู่นักท่องเที่ยวทั่วโลกผ่านช่องทางออนไลน์
จากทั้งกรณีของ ‘คุมะมง’ หรือ ‘ชิบะคุง’ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นของดีประจำจังหวัด เรื่องราวและเรื่องเล่าประจำท้องถิ่น ถูกแปรเปลี่ยนมาเป็นรายละเอียดบนตัวมาสคอต สีของมาสคอต หรือแม้แต่ท่าทางและนิสัยของเหล่ามาสคอตได้ทั้งสิ้น เพื่อใช้นำเสนอประชาสัมพันธ์เรื่องราวของจังหวัดเหล่านั้นไปสู่ผู้พบเห็นได้
‘มาสคอต’ ไม่ได้เป็นเพียงตุ๊กตา แต่เป็นเพื่อนมนุษย์ที่มีชีวิตและจิตใจ
เมื่อย้อนกลับมาดูปรากฏการณ์ของ ‘หมีเนย’ ในประเทศไทย ทางกุลนรี นุกิจรังสรรค์ นักวิจัยจากศูนย์จีนศึกษา สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าเหตุผลที่หมีเนยได้รับความนิยมมากเช่นนี้ ส่วนหนึ่งมาจากคาแรกเตอร์ที่น่าเอ็นดู มีจริตจะก้านที่พอดี ไม่มากไม่น้อยไป มีความนอบน้อมอ่อนโยน อีกทั้งหมีเนยยังมีปฏิสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับแฟนคลับ ตอบโต้ผ่านท่าทางต่างๆ ได้อย่างมีลูกล่อลูกชน เสมือนว่า ‘มีชีวิตจริง’ แต่หมีเนยก็ไม่ใช่มาสคอตตัวแรกที่ได้รับความนิยมบนโลกออนไลน์ของไทย เพราะที่ผ่านมาเรายังเห็นมาสคอตหลายตัวที่มีรูปร่างและการแสดงออกที่เป็นเอกลักษณ์จนทำให้ผู้คนในโลกออนไลน์ต่างหลงรักอย่าง ‘น้องกล้วยกรุงศรี’
‘น้องกล้วยกรุงศรี’ เป็นมาสคอตรูปร่างกล้วยที่มีคาแรกเตอร์สนุกสนาน ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์ที่สื่อถึงแบรนด์ของธนาคารกรุงศรีอยุธยา มาสคอตตัวดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อสื่อสารภาพลักษณ์ของธนาคารที่เกี่ยวกับ ‘ความง่าย’ และคำมั่นสัญญาของธนาคารแก่ลูกค้าว่า “ชีวิตง่าย ได้ทุกวัน” น้องกล้วยกรุงศรีได้รับความนิยมขึ้นมาจากคลิปวิดีโอการเต้นที่เหวี่ยงหัวสุดขั้ว จนทำให้ใครหลายคนต่างรู้สึกสนุกสนานตามไปกับมาสคอต ส่งผลให้ #น้องกล้วยกรุงศรี เคยติดอันดับที่พูดถึงมากที่สุดบน X
จากแนวคิดดังกล่าวก็แปรเปลี่ยนมาเป็นรูปร่างของมาสคอตอย่าง ‘กล้วย’ เพื่อสื่อสารถึง ‘ความง่าย’ เนื่องจากสัญญะของกล้วยถูกใช้ผูกโยงกับความรู้สึก ‘ง่าย’ เห็นได้จากที่สังคมไทยมีสำนวนอย่าง ‘ปลอกกล้วยเข้าปาก’ ประกอบกับการเต้นที่สนุกสุดขั้วเช่นนี้ของมาสคอตก็ยิ่งสื่อสารให้เห็นถึง ‘ความสนุกสนานของการใช้ชีวิต’ ด้วยเช่นกัน
ทั้งหมดนี้จึงเห็นได้ว่า มาสคอตส่วนใหญ่ที่ได้รับความนิยม ล้วนแต่เป็นผลมาจากการถูกรับรู้จากโลกออนไลน์ทั้งสิ้น จนอาจกล่าวได้ว่ามาสคอตบางตัวถูกรับรู้ในฐานะเป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’ มากกว่าการทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ให้กับเมือง สินค้า หรือบริการตามจุดประสงค์แรกเริ่มของมาสคอตก็ได้ หนึ่งในมาสคอตที่โด่งดังไปทั่วโลกในฐานะอินฟลูเอนเซอร์บนโลกออนไลน์คือ ‘จี้ตัน’ (Chiitan) ซึ่งเป็นมาสคอต ‘ภูติตัวน้อยที่มีรูปร่างเหมือนนาก อายุ 0 ขวบ’ ที่มีเต่าเป็นหมวก
มาสคอต ‘จี้ตัน’ (Chiitan) ได้รับต้นแบบมาจาก‘นากเซเลป’ ที่มีผู้ติดตามในโลกทวิตเตอร์กว่า 7 แสนคนชื่อว่า ‘Chiitan’ (ชื่อนากตัวจริง) เนื่องจากเป็นนากตัวสุดท้ายของญี่ปุ่นและได้รับเลือกให้เป็นทูตการท่องเที่ยวของเมืองซูซากิ (Susaki) ประเทศญี่ปุ่น ในปี 2016 เดิมทีมาสคอต ‘จี้ตัน’ ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวเมืองอากิฮาบาระ (Akihabara) แต่ด้วยความที่จี้ตันมักจะร่วมงานกับหน่วยงานของเมืองซูซากิอยู่บ่อยครั้ง จึงถูกรับรู้ในฐานะ ‘มาสคอตอย่างไม่เป็นทางการของเมืองซูซากิ’ ด้วย
เหตุผลที่ทำให้มาสคอตอย่าง ‘จี้ตัน’ ได้รับความนิยมอย่างมากบนโลกออนไลน์มาจากบุคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ และกิจกรรมที่บ้าระห่ำ ไม่ว่าจะเป็นการกระโดดลงจากเก้าอี้ กระโดดลงแม่น้ำ ทำลายข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ โดยมักจะเผยแพร่วิดีโอเหล่านี้ผ่านช่องทางออนไลน์ของตน ซึ่งแตกต่างจากบุคลิกน่ารัก กวนๆ ที่มาสคอตตัวอื่นๆ เป็นจนทำให้จี้ตันได้รับความนิยมอย่างมาก ผู้คนต่างรอคอยว่า ‘วันจี้ตันจะไปทำอะไร’ ผ่านบัญชีโซเชียลมีเดียของจี้ตัน อาจกล่าวได้ว่าจี้ตันถูกรับรู้ในฐานะ ‘อินฟลูเอนเซอร์บนโลกออนไลน์’ มากกว่า ‘มาสคอต’ จนคาแรกเตอร์ดังกล่าวถูกนำไปสร้างเป็น pop-up cafe และแอนิเมชันด้วย
ไม่ว่าจากกรณีของ ‘จี้ตัน’ หรือ ‘หมีเนย’ ต่างทำให้เห็นแล้วว่า ‘ความเหมือนมีชีวิตจริง’ กลายเป็นหนึ่งในจุดสำคัญสำหรับการมีอยู่ของเหล่า ‘มาสคอต’ ก็ว่าได้ กล่าวคือแม้ว่ามาสคอตจะมีรูปลักษณ์ของสัตว์ ผลไม้ จนไปถึงตุ๊กตา แต่พวกเราไม่ได้มองและเข้าใจมันตามรูปลักษณ์ที่เป็น และกลับมองว่ามาสคอตเป็นตัวละครที่มีความเป็นมนุษย์ไม่ต่างจากเรา
มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับคำว่า ‘มานุษยรูปนิยม’ (Anthropomorphism) ซึ่งหมายถึง ‘การสร้าง’ สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น สัตว์ ตัวละครในการ์ตูน ตุ๊กตายัดนุ่น ให้มีรูปร่าง กิริยา นิสัย อารมณ์ หรือสติปัญญานึกคิดราวกับมนุษย์ โดยแนวคิดดังกล่าวมักอยู่ตามวรรณกรรมหรืองานศิลปะต่างๆ ผ่าน ‘การสร้างตัวละครขึ้นมาใหม่ที่มีลักษณะของมนุษย์อย่างตรงไปตรงมา’ ไม่ว่าจะเป็นนิทานอีสป ชาดก หรือวรรณคดีพื้นบ้าน กล่าวคือเป็นการสมมติสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ให้มีรูปร่าง นิสัย และการนึกคิดเฉกเช่นเดียวกับมนุษย์ ตลอดจนแนวคิดดังกล่าวยังเป็นเหมือนฐานความคิดในสังคมอีกหลายๆ เรื่อง เช่น ฐานความคิดเกี่ยวกับ ‘สิทธิสัตว์’ เป็นต้น
‘มาสคอต’ กลายเป็นอีกหนึ่งภาพสะท้อนของแนวคิด ‘มานุษยรูปนิยม’ (Anthropomorphism) ได้เป็นอย่างดี เพราะผู้คนต่างมองว่า พวกมันไม่ได้เป็นเพียงหมี ตุ๊กตา หรือผลไม้ ตามที่ตาเนื้อเห็น แต่มาสคอตเหล่านี้กลับทำให้ทุกคนต่างรู้สึกว่า ‘มาสคอตเป็นเพื่อนมนุษย์ที่มีชีวิตและจิตใจ’
‘Emotional Labor’ แรงงานอารมณ์ภายใต้ตัวตนเสมือน
แม้ว่าเหล่ามาสคอตจะถูกใช้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ตามสินค้าและบริการต่างๆ มากมาย หรือจะมีบุคลิกที่เหมือนกับมีชีวิตจริงเพียงใด แต่บางทีความเสมือนจริงเช่นนี้ อาจทำให้บางคนในบางช่วงจังหวะเวลาอาจหลงลืมไปว่า ภายในชุดที่ทำหน้าที่มอบความสุขให้กับทุกคน ต่างก็เป็นมนุษย์จริงๆ ที่มีชีวิตและความรู้สึกไม่ต่างอะไรจากพวกเรา
ในปี 2017 สำนักข่าว Vice เคยเผยแพร่บทความ What Working in a SpongeBob Costume Taught Me About Humanity โดย ทิม เกเยอร์ (Tim Geyer) บรรณาธิการของสำนักข่าว Vice บทความชิ้นดังกล่าวได้เล่าประสบการณ์ของ ‘อาร์เน่’ (นามสมมติ) ในฐานะคนทำงานในชุดมาสคอตของสวนสนุกแห่งหนึ่ง
ที่ผ่านมาอาร์เน่ต่างเจอความรุนแรงมากมายจากลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นความรุนแรงทางร่างกายและคำพูดที่รุนแรง ไม่ว่าจะมาจากทั้งเด็กและผู้ใหญ่ เหล่ามาสตคอตถูกจ้างมามอบความสุขให้แก่ผู้คนที่เดินทางมายังสวนสนุก แต่สิ่งที่พวกเขาประพฤติต่อเหล่ามาสคอตกลับเลย ‘เส้นที่ควรจะเป็น’ จากหลายเหตุการณ์ที่อาร์เน่ต้องเผชิญทำให้เขาตั้งคำถามว่า “ผู้คนเหล่านั้นอาจหลงลืมไปหรือไม่ว่า มาสคอตที่พวกเขาเห็น แท้จริงแล้วมีมนุษย์จริงๆ อยู่ภายในชุด”
นอกจากเหตุการณ์ความรุนแรงทั้งกายภาพและคำพูดที่บางคนต้องเผชิญ หลายครั้งเหล่าแรงงานต้องเจอผลพวงจากชุดที่ใส่ด้วย เนื่องจากชุดมาสคอตส่วนใหญ่มักเป็นชุดที่มีขนาดใหญ่ และบางทีก็ไม่สามารถระบายความร้อนได้ดีมากพอ จนอาจเกิดอันตรายได้
ในปี 2019 เคยเกิดเหตุการณ์ที่พนักงานมาสคอตในเมืองฮิรากาตะ (Hirakata) ประเทศญี่ปุ่นเสียชีวิตจากโรคลมแดด ภายในชุดมาสคอตที่มีน้ำหนักกว่า 16 กิโลกรัม เนื่องจากในช่วงเวลานั้นประเทศญี่ปุ่นกำลังเผชิญปัญหาสภาพอากาศที่ร้อนจัดที่สูงมากถึง 30 องศาเซลเซียสหรือ 86 องศาฟาเรนไฮต์ จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 11 คน และต้องพักรักษาตัวในโรงพยาบาลกว่า 5,000 คน
‘แรงงานทางอารมณ์’ (Emotional Labor) เป็นนิยามการทำงานที่แรงงานต้องพยายามจัดการกับอารมณ์และความรู้สึกที่ไม่เหมาะสม (suppression) ขณะทำงานและต้องแสดงอารมณ์ที่ถูกต้อง (the right feeling) สีหน้าและพฤติกรรมให้เหมาะสมกับความคาดหวัง แรงงานทางอารมณ์ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายรูปแบบการทำงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน ซึ่งเป็นอาชีพที่ถูกคาดหวังให้แสดงสีหน้าและพฤติกรรมที่ดีมากกว่าอาชีพอื่นๆ เพื่อสร้างความพึงพอใจผ่านของลูกค้า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะแรงงานเหล่านั้นถูกควบคุมจากกฎระเบียบและข้อบังคับของสายการบิน
นอกจากแรงงานทางอารมณ์ถูกใช้เพื่ออธิบายอาชีพอย่างพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินแล้ว ยังสามารถใช้อธิบายธรรมชาติของการทำงานได้อีกหลากหลายอาชีพ ส่วนมากจะเป็นอาชีพที่ต้องใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นครู พยาบาล พี่เลี้ยงเด็ก ช่างทำเล็บ หรือพนักงานคอลเซ็นเตอร์ เป็นต้น กล่าวคือแรงงานเหล่านี้ไม่ได้ทำงานที่ใช้กำลังเพียงอย่างเดียว แต่การควบคุมจิตใจหรือความนึกคิดก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของงานที่แรงงานเหล่านี้ต้องกระทำ
อาจนับได้ว่าอาชีพ ‘มาสคอต’ ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่นับว่าเป็นแรงงานทางอารมณ์เหมือนกัน กล่าวคือพวกเขาไม่ได้ถูกจ้างเพียงเพื่อใส่ชุดรูปลักษณ์ต่างๆ เพียงเท่านั้น แต่ยังถูกคาดหวังให้แสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องแก่ผู้พบเห็น แม้ว่าพวกเขาจะเจอการปฏิบัติตัวที่ไม่ดีอย่างไร ผู้ที่ทำงานในฐานะอาชีพ ‘มาสคอต’ ต่างต้องอดกลั้นอารมณ์และความรู้สึกต่อการปฏิบัติตัวไม่ดีไว้ข้างในจิตใจเพียงเท่านั้น
ในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องราวที่โหดร้ายเช่นนี้ มาสคอตอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยชุบชโลมจิตใจของผู้คน ผ่านหน้าตาแสนน่ารัก และท่าทางสุดกวน – แต่ต้องไม่ลืมว่าภายในชุดมาสคอตที่หนักและใหญ่เช่นนี้ พวกเขาต่างก็เป็นแรงงานคนหนึ่งด้วยเช่นกัน
อ้างอิง
Wharton, A. S. (2009). The Sociology of Emotional Labor. Annual Review of Sociology, 35(1), 147–165. https://doi.org/10.1146/annurev-soc-070308-115944
Mota-Rojas, D., Mariti, C., Zdeinert, A., Riggio, G., Mora-Medina, P., Del Mar Reyes, A., Gazzano, A., Domínguez-Oliva, A., Lezama-García, K., José-Pérez, N., & Hernández-Ávalos, I. (2021). Anthropomorphism and its adverse effects on the distress and welfare of companion animals. Animals, 11(11), 3263. https://doi.org/10.3390/ani11113263
Rahim, Z. (2019, July 31). Theme park mascot dies after dancing for 20 minutes in costume during Japan heatwave | The Independent. The Independent. https://www.independent.co.uk/news/world/asia/japan-heatwave-deaths-amusement-park-mascot-yohei-yamaguchi-a9028651.html
Andrews, L. (2019, July 31). Man dressed as a fairy mascot dies from heatstroke in Japanese theme park. Mail Online. https://www.dailymail.co.uk/news/article-7304793/Man-dressed-fairy-mascot-dies-heatstroke-Japanese-theme-park.html#:~:text=Part%2Dtime%20park%20worker%20Yohei,temperatures%20above%2082F%20(28C).
Wikipedia contributors. (2024, July 14). Chiitan. Wikipedia. https://en.wikipedia.org/wiki/Chiitan
Lord-Moncrief, D., & Lord-Moncrief, D. (2024, June 3). Chiitan: Japan’s Wildest Mascot! – YumeTwins: The Monthly Kawaii Subscription Box Straight from Tokyo to Your Door! YumeTwins: The Monthly Kawaii Subscription Box Straight From Tokyo to Your Door! https://yumetwins.com/blog/chiitan-japans-wildest-mascot
Travel, Y. (2015, March 2). Don’t taunt us or else: Confessions of a theme-park mascot. New York Post. https://nypost.com/2015/03/02/dont-taunt-us-or-else-confessions-of-a-theme-park-mascot/
Socialists need to take back the term “Emotional labor.” (2019, December 14). https://jacobin.com/2019/12/emotional-labor-arlie-hochschild-silvia-federici-wages-housework
Commercial, T. O. B. (2023, October 27). ชวนไปทําความรู้จัก ‘น้องกล้วยกรุงศรี’ ในวันที่มาสคอตธนาคาร กลายเป็นกระแสไวรัลจนโดนเรียกว่า ‘เซเลบคนใหม่’ แห่งโลกออนไลน์. Time Out กรุงเทพมหานคร. https://www.timeout.com/bangkok/th/news/bank-of-ayudhya-banana-102723
Anthropomorphism & Personification เมื่อเราให้ตุ๊กตา กระต่าย และสายน้ําเป็นมนุษย์. (2021, September 2). GQ Thailand. https://www.gqthailand.com/style/article/anthropomorphism-personification
Artofth, B. (2024, July 19). ออกแบบดีมีชัยไปกว่าครึ่ง รวมจบเรื่องราวของ คุมะมง เจ้าหมีที่พลิกชีวิตคุมาโมโตะ. https://artofth.com/story-of-kumamon/