โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ค้าปลีกเจอ Digital Disruption ระลอก 3 เปิด 6 ข้อ รับมือการเปลี่ยนแปลง

Thairath Money

อัพเดต 12 ก.ค. 2567 เวลา 04.42 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2567 เวลา 04.42 น.
ภาพไฮไลต์

เมื่อการซื้อ-ขาย ปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่แค่ “ต้องมีหน้าร้าน” การเกิดขึ้นของการค้าแบบไร้รอยต่อ ซึ่งมีกระบวนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (Digital Transformation) เป็นตัวขับเคลื่อนที่สำคัญใน “ธุรกิจค้าปลีก” ทำให้ “ลูกค้า” เป็นศูนย์กลางความสนใจอย่างแท้จริง โดยเฉพาะแนวคิดที่เคยแพร่หลาย เช่น “Multichannel” และ “Omnichannel” ก็กลายเป็นว่ามีความสำคัญลดลง เพราะการเน้นลูกค้าเป็นศูนย์กลางมีความสำคัญมากขึ้น

ธุรกิจค้าปลีกแบบไร้รอยต่อ มาตรฐานใหม่สำหรับผู้ค้าปลีก

ช่อทิพย์ วรุตบางกูร หัวหน้าฝ่าย Consumer & Retail เคพีเอ็มจี ประเทศไทย กล่าวว่า ธุรกิจค้าปลีก กำลังเผชิญกับคลื่นดิจิทัลดิสรัปชั่นระลอกที่ 3 เป็นผลจากการค้าแบบไร้รอยต่อ โดยที่เห็นเด่นชัดคือการเพิ่มขึ้นของระบบอีคอมเมิร์ซ การค้าบนมือถือ การค้าปลีกแบบหลายช่องทาง รวมถึงการใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและ AI ทำให้ผู้ค้าปลีกสามารถเชื่อมช่องทางต่างๆ ให้สัมพันธ์กัน การค้าแบบไร้รอยต่อ (Seamless Commerce) จึงเป็นการเข้าสู่ระยะใหม่ของการพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีก ซึ่งเน้นให้ความสำคัญกับเส้นทางของผู้บริโภค (Customer Journey) เป็นอันดับแรก

สอดคล้องกับรายงานของ KPMG ที่ได้ทำการสำรวจจากผู้ตอบแบบสอบถามประมาณ 7,000 ราย ในตลาด 14 แห่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ อินเดีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม

โดยรายงานยังรวมข้อมูลการสัมภาษณ์ผู้บริหารอาวุโสระดับ C-suite จากผู้ค้าปลีก แบรนด์ และบริษัทอีคอมเมิร์ซชั้นนำถึงประเด็นสำคัญของรายงานประกอบด้วยแนวโน้มหลัก 6 ประการที่กำลังเปลี่ยนแปลงธุรกิจค้าปลีก

6 สิ่งสำคัญที่กำลังเปลี่ยนแปลงธุรกิจค้าปลีก

  • ความหลากหลายที่โดดเด่น
    เนื่องจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ขาดแพลตฟอร์มหลักที่เป็นเจ้าตลาด จึงมีการแข่งขันที่รุนแรงระหว่างผู้เล่นแพลตฟอร์มเพื่อแย่งชิงเม็ดเงินของผู้บริโภค ลำดับความสำคัญหลักที่ผู้บริโภคมองหาเมื่อเลือกแพลตฟอร์มในการซื้อสินค้าคือ ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย และการจัดส่งที่รวดเร็วและเชื่อถือได้

  • Gen Z เป็นผู้นำสำคัญ
    เพราะการขายสินค้าผ่านโซเชียลมีเดียได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z แพลตฟอร์มเช่น TikTok มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ด้วยเทรนด์ต่างๆ ไม่เพียงแต่ในระดับภูมิภาค แต่เป็นระดับสากลที่มาและไปอย่างรวดเร็ว ส่งผลต่อพฤติกรรมการซื้อของกลุ่ม Gen Z ทำให้แบรนด์ต่างๆ ต้องทบทวนกลยุทธ์ของตัวเองมากขึ้น

  • ผู้ค้าปลีกปรับใช้ AI
    การประยุกต์ใช้ AI ที่แพร่หลายที่สุดคือการเพิ่มความแม่นยำของคำแนะนำผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายแต่ผู้บริโภคก็ยังมีความกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและการขาดปฏิสัมพันธ์กับ ‘คน’

  • การชำระเงินดิจิทัลมีความสำคัญมากขึ้น กระเป๋าเงินดิจิทัลกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สิงคโปร์ และเกาหลีใต้ ซึ่งนักช็อปนิยมใช้บัตรเดบิต/เครดิตในการทำธุรกรรมเป็นส่วนใหญ่ ในขณะที่ในจีนก็นิยมใช้ Alipay อยู่ในอันดับต้นๆ

  • โปรแกรมสะสมคะแนน (Loyalty Program) ช่วยให้ผู้ค้าปลีกได้รับข้อมูล
    ผู้ค้าปลีกเริ่มเข้าใจว่ากลยุทธ์การเข้าถึงผู้บริโภคโดยตรงที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยข้อมูลจำนวนมากจึงทำให้ผู้ค้าปลีกที่ในอดีตอาจไม่ให้ความสำคัญกับโปรแกรมสะสมคะแนนเพื่อเก็บข้อมูล แต่ปัจจุบันเริ่มตระหนักถึงมูลค่าของโปรแกรมสะสมคะแนนสำหรับการรวบรวมข้อมูลมากยิ่งขึ้น อาทิ The 1 หรือแม้กระทั่ง MCard

  • ความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเครื่องมือเสริมในการทำการตลาด แต่เป็นปัจจัยขั้นพื้นฐาน จะเห็นได้ว่าแบรนด์ต่างๆ นำเสนอประสบการณ์ที่ยั่งยืนโดยไม่เก็บค่าบริการระดับพรีเมียมเพิ่ม ยกตัวอย่างเช่น เป๊ปซี่ เปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ ขนาด 1.45 ลิตร ในขวดจากพลาสติกรีไซเคิล 100% หรือแม้กระทั่ง MUJI ที่เดินหน้าผลิตจากวัสดุธรรมชาติ หรือออร์แกนิก 100%

ทั้งหมดนี้คืออนาคตของ “ธุรกิจการค้า” ที่ขับเคลื่อนโดยคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจและพร้อมจ่ายเพื่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหน่วยงานกำกับดูแลและนักลงทุนก็ขานรับเทรนด์รักษ์โลก และกลายมาเป็นแรงกดดันถึงผู้ผลิตและธุรกิจค้าปลีกในที่สุด

“ต้นทุนสูง” โจทย์ท้าทายหลักของธุรกิจค้าปลีก

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าแม้การเติบโตโดยทั่วไปของเศรษฐกิจการค้าปลีกในเอเชียแปซิฟิกจะอยู่ในระดับที่ค่อยๆ เข้าใกล้ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่การใช้จ่ายของผู้บริโภคในปี 2567 ยังมีแนวโน้มที่จะเริ่มชะลอตัวลง อันเนื่องมาจากผู้บริโภครู้สึกถึงผลกระทบของ “ต้นทุน” ที่สูงขึ้น ตลาดบางแห่งจึงเห็นการเติบโตที่ไม่ชัดเจน ในขณะที่ตลาดอื่นๆ กำลังเผชิญกับแนวโน้มขาลง

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นยิ่งที่ “ผู้ค้าปลีก” จะต้องเรียนรู้วิธีดึงดูด “ผู้บริโภค” ให้ได้มากขึ้นในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันและในอนาคตที่มีความไม่แน่นอนสูง เพื่อเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่ผู้บริโภคมีการปรับการใช้จ่ายของตน การเปลียนแปลงของธุรกิจให้เหมาะสมกับตลาด และพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นเอง.

อ้างอิง KPMG

ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่
https://www.thairath.co.th/money/business_marketing

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...