ชาร์ป เล็งเพิ่มลงทุนไทย ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าป้อนทั่วโลก ตั้งเป้าปี 70 รายได้โต 2 เท่า
ชาร์ป รุกต่ออาเซียน หลังตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้ายังเติบโต 1.4% อนาคตจ่อลงทุนโรงงานในไทยเพิ่ม ป้อนสินค้าทั่วโลก ชี้เครื่องใช้ไฟฟ้าจีนทะลักไทยไม่กระทบ สู้ราคาได้ ตั้งเป้าปี 2570 รายได้โต 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด
วันที่ 17 กรกฎาคม 2567 นายโมโมกิ ทามุระ รองประธานฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ และผู้จัดการทั่วไปธุรกิจไฟฟ้าและโซลูชั่นอัจฉริยะบริษัท ชาร์ป คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ Sharp เปิดเผยว่า ภูมิภาคอาเซียน มีประชากร 671.7 ล้านคน เป็นตลาดสำคัญของบริษัทฯ สะท้อนจากภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในอาเซียน (อ้างอิง Euromonitor) ปี 2567 คาดการณ์เติบโตเฉลี่ย 1.4% ต่อปี และชาร์ปยังเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของอาเซียน ในกลุ่มตู้เย็นและไมโครเวฟอีกด้วย
ขณะที่ตลาดประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญ ทั้งในแง่การสร้างยอดขาย และการเป็นฐานการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าของชาร์ปฯ โดยมี 2 โรงงานในไทย สำหรับผลิตไมโครเวฟ ตู้เย็น และเครื่องปรับอากาศ ป้อนตลาดทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้ 1 โรงงานเพิ่งย้ายฐานผลิตมาจากประเทศญี่ปุ่น
"ตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา เทรนด์ผู้บริโภคเปลี่ยนมาใช้ชีวิตในบ้านมากขึ้น ส่งผลให้ยอดขายเครื่องซักผ้า และไมโครเวฟในประเทศไทยโตขึ้น โดยไมโครเวฟชาร์ป ครองมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 2 ในไทย"
ทั้งนี้ อนาคตบริษัทฯ เล็งลงทุนในไทยเพิ่มเติม และอยู่ระหว่างการศึกษาอยู่ แต่การปรับปรุงโรงงานก็ยังทำต่อเนื่อง
นายโมโมกิ กล่าวว่า ไทยมีความได้เปรียบในเรื่องภาษีศุลกากร เพราะว่า เป็นพาร์ตเนอร์กับหลายประเทศ ขณะที่ยกตัวอย่างโรงงานในจีน ถ้าส่งออกไปอเมริกา เราโดนอัตราภาษีสูงมาก และโรงงานในไทย เราใช้สำหรับการป้อนสินค้าในประเทศและส่งออกไปทั่วโลก แตกต่างจากโรงงานในบางประเทศที่ผลิตแต่รองรับสินค้าโลคอลเท่านั้น
เมื่อถามถึงภาพรวมการแข่งขันเครื่องใช้ไฟฟ้าในไทยที่สินค้าจีนที่ทะลักเข้ามาสูงสุดถึง 43% ชาร์ป ให้ความเห็นว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีเครือข่ายโรงงานผลิตหลายแห่งทั่วโลก ในประเทศจีนก็มีโรงงานเช่นกัน ดังนั้นในแง่การแข่งขันด้านราคาสู้ได้ และไม่ได้เสียเปรียบอะไร
นอกจากนี้ เพื่อครองใจผู้บริโภค บริษัทฯ ยังได้ต่อยอดนวัตกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ ๆ อาทิ ไมโครเวฟแบบลิ้นชัก มาตีตลาดอาเซียน หลังทำยอดขายในสหรัฐอเมริกาทะลุ 1 ล้านเครื่อง
ตลอดจนเครื่องดูดฝุ่น Ractive Air SR-9 น้ำหนักเบา 1.7 กก. แรงดูดสูง แต่เสียงเบาเพียง 52 เดซิเบล และ 60 เดซิเบล จากความดังในตลาดเฉลี่ย 75-82 เดซิเบล
บริษัทฯ ตั้งเป้าภายในปี 2570 จะขายเครื่องใช้ไฟฟ้าสะสม 100 ล้านเครื่อง และทำรายได้โต 2 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด (ปี 2562) จากบัญชีปี 2566 (ณ มี.ค. 66) ทำรายได้รวม 2.5 ล้านล้านเยน