โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ผีบรรพบุรุษ” รอยต่อโลกวิญญาณ และการจัดระเบียบทางสังคม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 19 ม.ค. 2567 เวลา 09.37 น. • เผยแพร่ 18 ม.ค. 2567 เวลา 05.05 น.
ชาวบ้าน

การนับถือ หรือ ความเชื่อ เรื่อง “ผี” ที่เป็น ผีบรรพบุรุษของไทยอาจจะแตกต่างจากจีนและญี่ปุ่น โดยเฉพาะคนจีนเป็นการสืบสานตระกูลฝ่ายบิดา จึงกำหนดได้แน่นอนมากกว่า ส่วนการนับถือผีบรรพบุรุษของคนไทยนั้น ค่อนข้างจะเหมารวมแบบกว้าง ๆ แต่โดยนัยสำคัญแล้วการนับถือเช่นนี้บ่งถึงการยึดติดในรูปแบบการดำเนินชีวิตที่บรรพบุรุษกำหนดไว้ โดยใช้อำนาจที่เหนือธรรมชาติเป็นเส้นกรอบ

ในบางตำราบอกไว้ สถาบันครอบครัวหรือสังคมบ้านจะมีผีบรรพบุรุษที่เรียกว่า“ผีเสื้อ” หรือผีเชื้อสายประจําอยู่ ยกตัวอย่าง ทางภาคเหนือคนเมืองเรียกผีเชื้อว่า “ผีปู่ย่า” ส่วนคนทางภาคกลาง ภาคอีสานจะเรียกคล้าย ๆ กันโดยมีคำว่า “ตายาย” ต่อท้ายเพิ่มเติม หรือบางทีเรียกผีปู่ตา และหากเป็นคนภาคใต้จะเรียกแค่ผีตายาย เฉย ๆ หรืออาจจะไม่เหมือนกันเสียทีเดียวในภาคเดียวกันแต่ต่างถิ่น

นอกจากนี้ การเรียกผีบรรพบุรุษในกลุ่มชนเผ่าบางพื้นที่มีแตกต่างออกไปบ้าง เช่นที่เพชรบุรี คนลาวโซ่งจะเรียกผีเรือนว่า “กว้าน” อย่างนี้เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้การเรียกขานต่างกัน แต่ล้วนมีที่มาเหมือนกันทั้งสิ้น

ผีปู่ย่า ผีตายาย เป็นผีเชื้อที่มีอิทธิพลอย่างสูงในอีสาน ในกลุ่มวัฒนธรรมลาวเชื่อกันว่า ผีเชื้อนี้จะคอยช่วยเหลือลูก ๆ หลาน ๆ ได้ยามจำเป็น บางหมู่บ้านเวลานี้ยังมีพิธี “ฮ้องผีเชื้อ” ในกรณีมีคนในหมู่บ้านป่วยกระทั่งสลบข้ามคืนหรือเรียกว่า “ตายคืน” ตามภาษาถิ่น

พิธีกรรมดังกล่าวโดยหลักใหญ่จะให้ผู้อาวุโสในตระกูล หรือในหมู่บ้านนั้นปีนขึ้นไปอยู่บนที่สูง ซึ่งอาจจะสูงระดับหลังคาบ้านก็ได้ จากนั้นให้ตะโกนเรียกขวัญ (เรียกชื่อผู้ป่วย) ดัง ๆ เช่นนี้เชื่อว่า ผีเชื้อจะนำทางวิญญาณของผู้สลบกลับคืนร่างได้

แม้ว่าโลกทุกวันนี้จะก้าวล้ำไปไกลแล้วก็ตาม แต่การฮ้องผีเชื้อในชนบทอีสานบางแห่งยังคงมีอยู่ แต่ส่วนมากจะเป็นการกระทำขั้นสุดท้าย หลังจากทำการปฐมพยาบาลด้วยวิธีอื่น ๆ แล้วไม่ได้ผล ซึ่งความเชื่อเรื่องนี้ในบางตำราตั้งข้อสังเกตว่า น่าจะเป็นผลมาจากปรัชญาทางการเมืองการปกครองที่ชาวไทย ลาว อีสานสืบทอดเอา “ฮีตสิบสองคองสิบสี่”มาจากอาณาจักรล้านช้างเหนือดินแดนลุ่มน้ำโขงตอนกลางนับแต่ช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 19

ในจารีตที่ว่านี้ ส่วนหนึ่งยังบอกถึงระเบียบปฏิบัติตนในกลุ่มเครือญาติ เช่น ฮีตปู่คองย่า ฮีตพ่อคองแม่ ฮีตลูกคองหลาน

ข้างต้นนับเป็นตัวอย่างหนึ่งในโลกปัจจุบันที่สะท้อนให้เห็นว่า การนำเอาวิญญาณของบรรพบุรุษมาควบคุมความสงบสุขสามัคคีในกลุ่มเครือญาติ เป็น “อุบาย” ทางสังคมที่กระทำได้อย่างแนบเนียนยิ่ง และที่เห็นเป็นรูปธรรมโดยเฉพาะทางอีสาน ในหมู่บ้านแทบทุกแห่งจะกำหนดให้บริเวณใจกลางหมู่บ้านหรือตรงชายเขตด้านใดด้านหนึ่ง เป็นที่ตั้งของ ดอนตาปู่ สถานที่สิงสถิตของ “ผีบรรพบุรุษ”

ด้วยเหตุที่วัฒนธรรมการตั้งชุมชนในชนบทปกติแต่เดิมแล้วจะเริ่มต้นจากสังคมเครือญาติ กระทั่งขยายเป็นชุมชนใหญ่ขึ้น ศาลผีที่ดอนตาปู่จึงหมายถึงศาลผีประจําหมู่บ้านไปด้วย

การติดต่อนี้จะทําผ่าน “ขะจ้ำ”หรือหมอผีประจําหมู่บ้าน โดยการเลี้ยงผีปู่ตาในแต่ละปีอาจทํากันถึง 2 ครั้ง แล้วแต่พื้นที่ ครั้งแรกประมาณเดือน 3 และครั้งที่สองจะอยู่ในราวเดือน 9 ตามจันทรคติ การเซ่นไหว้ในครั้งแรกนั้น เชื่อว่าน่าจะเพื่อความสุขสวัสดีของผู้คนในหมู่บ้าน ส่วนครั้งหลังนัยว่าเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของน้ำ พืชพรรณธัญญาหาร เพราะเป็นช่วงฤดูก่อนลงมือทํานาประจําปี

ความเชื่อ เช่นนี้มีคล้าย ๆ กันในชนบทหลายแห่งของภาคเหนือ โดยศาลดังกล่าวเป็นศาล 4 เสา สถานที่เลือกใช้มักอยู่บนที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง และในบางพื้นที่อาจจะตั้งศาลนี้อยู่รวมกับศาลประเภทอื่น ๆ ภายในบริเวณวัด

คติความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษยังมีการจำแนกออกไปอีก โดยมีพื้นฐานของลักษณะขอบเขตคุ้มครอง เช่น ในภาคอีสาน ผีปู่ตาหรือผีตาปู่เป็นผีบรรพบุรุษของคนระดับหมู่บ้าน แต่หากเป็น “ผีประจําเมือง” ที่ถูกยกระดับเป็นเทวดาอารักษ์ไปแล้ว จะเรียกว่า “ผีมเหสักข์หลักเมือง”เป็นผีผู้ใหญ่ระดับ “พระเสื้อเมือง” หรือพระหลักเมืองเลยทีเดียว

เรื่องนี้มีตำนานเล่าว่า ก่อนจะสร้างเมืองใหญ่ ๆ ขึ้นมาใหม่สักเมืองหนึ่ง จะต้องมีการตั้งเสาหลักเมืองขึ้นใหม่เสมอ ปัจจัยสำคัญในพิธีกรรมอยู่ที่การสังเวยมนุษย์ ซึ่งการเลือกเฟ้นนี้จะเป็นหน้าที่ของคณะอาญาสี่ที่ถูกแต่งตั้งโดยเจ้าเมืองเพื่อการนี้โดยเฉพาะ

คณะอาญาสี่จะออกตระเวนไปตามหมู่บ้านในเวลากลางคืน และเวลาผ่านบ้านหลังใดคณะอาญาสี่จะเรียกขานคนบ้านนั้น หากมีใครขานรับ หัวหน้าครอบครัวบ้านนั้นจะถูกเชิญไปเป็นเจ้าพ่อมเหสักข์ด้วยการฝังทั้งเป็นตรงบริเวณจะตั้งเสา

แม้ว่าพิธีกรรมเช่นนี้จะไม่มีโอกาสได้เห็นอีกแล้วในปัจจุบัน (รวมถึงไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่าเคยมีอยู่จริง – ผู้เขียน) แต่ความเชื่อดังกล่าวยังมีบทบาทอยู่ โดยเป็นไปในลักษณะที่ว่าคนแก่ ๆ จะบอกลูกหลานว่า ถ้ามีใครมาเรียกตอนกลางคืน ต้องแน่ใจเสียก่อนว่าเป็นคนรู้จักจึงค่อยขานตอบ

เรื่องนี้ บำเพ็ญ อุบลเคยสรุปไว้ใน “ผีมเหสักข์หลักเมืองอุบลฯ” ว่า การนับถือผีไม่ใช่เรื่องน่าเสียหาย เนื่องเพราะการนับถือผีคือการประพฤติตามคำสอนในทางศาสนา ที่ว่าลูกให้นับถือพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย เมื่อตายไปแล้วให้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ยังสรุปให้เห็นอีกว่า การนับถือผีเช่นนี้เป็นการร่วมแสดงความเคารพต่อจิตวิญญาณของบรรพชน หรืออีกนัยหนึ่งเป็น “เปรตพลี” หรือเครื่องเซ่นสรวงที่กระทำให้แก่ผู้ตายไปแล้ว

ส่วนเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตำนานผีมเหสักข์หลักเมืองที่สืบทอดความเชื่อมาถึงปัจจุบัน อาจอธิบายได้ถึงการระวังภัยในชีวิตยามวิกาลของคนชนบท

ผี ที่กล่าวมานี้ทั้งหมดล้วนจัดเป็นผีดี ส่วนผีไม่ดีก็มีแยกย่อยออกไปอีก เช่น ผีกะ(ทางอีสานเรียกผีปอบ) มีผู้อธิบายว่า ผีกะ คือผีปู่ย่าที่แปรสภาพเป็นผีร้าย เนื่องจากถูกปล่อยให้เร่ร่อน ลูกหลานละเลยไม่เซ่นบูชา ว่ากันว่าผีนี้มาจากคำว่า ตะกละ (ขี้กะ) กินไม่เลือก

แม้ทุกวันนี้ยังมีชาวชนบทหลายพื้นที่เชื่อว่าผีกะทำร้ายชาวบ้านได้ โดยเฉพาะเด็กและผู้หญิง โดยเข้าสิงร่างทำให้ไม่สบายถึงตาย หมอผีเท่านั้นที่สามารถขับไล่ผีกะได้โดยการท่องคาถา และเฆี่ยนตีร่างของผู้ถูกเข้าสิง เรื่องนี้นักมานุษยวิทยาบางท่านระบุว่า ผีกะเป็นรูปแบบหนึ่งของความขัดแย้งทางชนชั้นในสังคมบ้าน

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ : เนื้อหานี้คัดส่วนหนึ่งจาก“ศาลพระภูมิและหอผี ลัทธิความเชื่อ เจ้า เทพ พรหม” โดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม ในศิลปวัฒนธรรมฉบับสิงหาคม 2539[เว้นวรรคคำ ปรับย่อหน้าใหม่ และเน้นคำเพิ่มเติมโดยกองบรรณาธิการศิลปวัฒนธรรม]

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 24 เมษายน 2566

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ผีบรรพบุรุษ” รอยต่อโลกวิญญาณ และการจัดระเบียบทางสังคม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...