โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ มีที่ไหนบ้าง ได้สิทธิประโยชน์อะไร บีโอไอมีคำตอบ

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 ก.พ. 2566 เวลา 09.03 น. • เผยแพร่ 14 ก.พ. 2566 เวลา 10.39 น.

บีโอไอเปิดลิสต์ “เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่” อัดสิทธิประโยชน์ครบทุกกลุ่ม บูมพื้นที่ศักยภาพ หวังลดความเหลื่อมล้ำเศรษฐกิจไทย

ตามยุทธศาสตร์ใหม่ของบีโอไอในระยะ 5 ปีข้างหน้า (ปี 2566-2570) คือการมุ่งส่งเสริมการลงทุนเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไปสู่ “เศรษฐกิจใหม่” (New Economy) ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งคำนึงถึงเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคม เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน

หัวใจสำคัญที่จะนำไปสู่การเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืน คือการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เป้าหมาย เพื่อกระจายกิจกรรมทางเศรษฐกิจให้ครอบคลุมทั่วประเทศ ถือเป็นกลยุทธ์ที่บีโอไอให้ความสำคัญมาโดยตลอด โดยนโยบายและหลักเกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ บีโอไอได้กำหนดพื้นที่เป้าหมายแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

1.พื้นที่เป้าหมายศักยภาพสูง ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับศักยภาพการแข่งขันของประเทศ ได้แก่

– เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและบริการใหม่ ๆ

– นิคมหรือเขตอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้เกิดการรวมตัวของโรงงานอุตสาหกรรมและเกิดบริหารจัดการที่ดีในภาคอุตสาหกรรม

– เขตวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเป็นแหล่งรองรับการลงทุนด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เช่น อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย เมืองนวัตกรรมอาหาร (Food Innopolis) อุทยานรังสรรค์นวัตกรรมอวกาศ (Space Krenovation Park : SKP) เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor of Innovation : EECi)

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) และย่านนวัตกรรมการแพทย์โยธี รวมถึง Digital Park & Digital Valley เพื่อขับเคลื่อนไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งภูมิภาคอาเซียน (ASEAN Digital Hub)

2.พื้นที่เป้าหมายอื่น ๆ ที่มีส่วนสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ได้แก่

– เขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ) เพื่อส่งเสริมให้เกิดการกระจายความเจริญทางเศรษฐกิจและสังคม ทั้งในระดับภาคและระดับพื้นที่อย่างทั่วถึง โดยสอดคล้องกับศักยภาพของพื้นที่ทั้งในส่วนเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน 10 จังหวัด และระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค

– พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และเมืองต้นแบบ เพื่อสนับสนุนให้มีการลงทุนมากขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และเกิดการขับเคลื่อนโครงการเมืองต้นแบบ

– พื้นที่ 20 จังหวัด ที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ เพื่อกระจายรายได้และลดความยากจนข้ามรุ่น รวมถึงเมืองรองด้านการท่องเที่ยว เพื่อกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวซึ่งเป็นรายได้หลักของประเทศ

ทั้งนี้ ในช่วง 5-8 ปีที่ผ่านมา (ปี 2558-2565) บีโอไอได้ให้การส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เป้าหมายรวม 4 พื้นที่ ดังนี้

เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ตั้งแต่ปี 2560-2565 มีการขอรับการส่งเสริมในพื้นที่ EEC จำนวน 150 โครงการ มีมูลค่า 205,450 ล้านบาท ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า สมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ และดิจิทัล เป็นต้น

เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษชายแดน ตั้งแต่ปี 2558-2565 มีการขอรับการส่งเสริม จำนวน 105 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุน 28,900 ล้านบาท โดยการลงทุนส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมการเกษตร อุตสาหกรรมเบา และกิจการโลจิสติกส์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกิจการ ที่จ้างแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน

พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ตั้งแต่ปี 2558-2565 มีการขอรับการส่งเสริมจำนวน 71 โครงการ มีมูลค่าเงินลงทุน 20,374 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นกิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมการเกษตร

ส่วนพื้นที่ 20 จังหวัดที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ ตั้งแต่ปี 2558-2564 มีการขอรับการส่งเสริมทั้งสิ้น 313 โครงการ และมีมูลค่าเงินลงทุน 73,885 ล้านบาท โดยจังหวัดสระแก้ว มีมูลค่าการขอรับการส่งเสริมมากที่สุด รองลงมา คือ จังหวัดบุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ สกลนคร มุกดาหาร และอุบลราชธานี ตามลำดับ

สำหรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค เป็นการส่งเสริมการลงทุนในลักษณะคลัสเตอร์ในแต่ละภาค โดยบีโอไอจะนำเสนอสิทธิประโยชน์ที่สอดคล้องกับศักยภาพและอุตสาหกรรมเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ ดังนี้

– ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคเหนือ หรือ Northern Economic Corridor : NEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดลำพูน และจังหวัดลำปาง เป็นต้น เพื่อพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจสร้างสรรค์หลักของประเทศอย่างยั่งยืน หรือ Creative LANNA

– ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ Northeastern Economic Corridor : NeEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดหนองคาย เพื่อพัฒนาเป็นฐานอุตสาหกรรมชีวภาพ (Bioeconomy) แห่งใหม่ของประเทศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ตลอดห่วงโซ่การผลิต

– ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคกลาง-ตะวันตก หรือ Central-Western Economic Corridor : CWEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดนครปฐม จังหวัดสุพรรณบุรี และจังหวัดกาญจนบุรี เพื่อพัฒนาเป็นฐานเศรษฐกิจชั้นนำ ด้านอุตสาหกรรมเกษตร การท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมไฮเทคมูลค่าสูง เชื่อมโยงกับ กทม. และพื้นที่โดยรอบ และ EEC

– ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ Southern Economic Corridor : SEC ครอบคลุมพื้นที่จังหวัดชุมพร จังหวัดระนอง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อพัฒนาเป็นศูนย์กลางของภาคใต้ในการเชื่อมโยงการค้าและโลจิสติกส์กับพื้นที่เศรษฐกิจหลักของประเทศ และภูมิภาคฝั่งทะเลอันดามัน (BIMSTEC) เป็นฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพและการแปรรูปเกษตรมูลค่าสูง และเพื่อยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการท่องเที่ยวสู่นานาชาติ

จะเห็นได้ว่าการส่งเสริมการลงทุนตามพื้นที่เป้าหมาย ถือเป็นยุทธศาสตร์สำคัญของบีโอไอในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศ โดยส่งเสริมให้เกิดการกระจายการลงทุนไปสู่ภูมิภาค เกิดการขับเคลื่อนทางกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การสร้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อลดช่องว่างด้านรายได้ของคนในประเทศ รวมถึงเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงรูปแบบธุรกิจใหม่ ๆ ที่จะช่วยสนับสนุนการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เพื่อนำไปสู่การเติบโตอย่างทั่วถึงและยั่งยืนในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...